533.jpg
แฉชัดจีนเทา  ที่แท้บอสสแกมเมอร์  ระดับสั่งตายในเขมร

แฉชัดจีนเทา ที่แท้บอสสแกมเมอร์ ระดับสั่งตายในเขมร

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รมว.ยุติธรรม เผยผู้ต้องหาจีน ช็อกจนต้องส่งโรงพยาบาลแต่ปลอดภัยแล้ว พบเป็นบอส สั่งลูกน้องสังหารคนในเขมร ตำรวจเฝ้าดูแลเข้ม ก่อนส่งตรวจหาสารเสพติด  ด้านโฆษก ตร.ชี้ปมซุกคลังแสงโยงขัดแย้งระหว่างแก๊งสแกมเมอร์ในเขมร ไร้เป้าหมายก่อวินาศกรรมในไทย จ่อรื้อระบบคัดกรองวีซ่าชาวต่างชาติ

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษนำตัวนายหมิงเฉินซัน  อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาชาวจีนในคดีซุกระเบิดซีโฟร์และอาวุธสงครามส่งโรงพยาบาล ภายหลังมีอาการชักเกร็ง เมื่อคืนวันที่ 11พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่าจากที่ได้รับรายงานเขามีอาการช็อก จึงสั่งการกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2และชุดปฏิบัติการพิเศษ จัดกำลังเข้าไปดูแลรักษาความปลอดภัย ส่วนอาการนายหมิงเฉินซันขณะนี้ปลอดภัย แต่ในรายละเอียดยังไม่มีการรายงานเข้ามา


ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุเกิดจากภาวะเครียดใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า กำลังให้เขาดูทั้งระบบ รวมถึงการตรวจสอบหาสารเสพติดด้วย แต่ขณะนี้ผลยังไม่ออกมา ส่วนการตรวจสอบสาเหตุของอาการป่วยนั้น เจ้าหน้าที่กำลังดูในรายละเอียด

ขณะที่ น.ส.วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโส สายทหาร ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านรายการเรื่องใหญ่ Live Talk ว่านายหมิงเฉินซัน ไม่ใช่นักสะสมแต่อย่างใด แต่เป็นถึงระดับบอสคนหนึ่งในวงการสแกมเมอร์จีนเทา มีอิทธิพลและคอนเนคชั่นอย่างมากในกัมพูชาจากการแกะข้อมูลโทรศัพท์มือถือพบข้อมูลว่าเป็นคนรับงานจ่ายเงินเกี่ยวกับการสังหารบุคคล โดยมีหน้าที่วางแผนและจัดหาอาวุธให้ลูกน้องไปก่อเหตุในกัมพูชา ซึ่งอาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุแต่ละครั้ง จะส่งผ่านช่องทางธรรมชาติไปยังฝั่งกัมพูชา

ส่วนที่นายหมิงเฉินซัน มาอาศัยอยู่เมืองไทย เพราะเห็นเมืองไทยเป็นที่หลบภัย มีเงินก็สามารถซื้อทุกอย่างได้ ไม่ว่าจะเป็นบัตรประจำตัวหรืออาวุธ

ด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีนายหมิงเฉินซัน ที่ครอบครองอาวุธสงคราม วัตถุระเบิด อาทิ ซีโฟร์ อาวุธปืน M16 รวมถึงระเบิดสังหารจำนวนมาก ว่าคดีมีความคืบหน้าไปมาก จากการตรวจสอบพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางดิจิทัล พบประวัติการสนทนา ภาพการฝึกใช้อาวุธ และการเริ่มสะสมอาวุธตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งหลักฐานทั้งหมดชี้ชัดว่าผู้ต้องหามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา โดยมูลเหตุจูงใจสำคัญมาจากการเตรียมรับมือกับความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ด้วยกันเอง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวอีกว่า จากพยานหลักฐานที่มีในปัจจุบัน ยังไม่พบข้อบ่งชี้ใดๆว่าผู้ต้องหาหรือเครือข่ายมีเป้าหมายที่จะก่อวินาศกรรมในประเทศไทย หรือนำอาวุธไปก่อเหตุทำร้ายคนไทยแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและสะสมอาวุธไว้เพื่อฆ่าตัวตายนั้น ถือเป็นสิทธิในการให้การของผู้ต้องหา แต่ในทางคดีเจ้าหน้าที่จะยึดพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีน้ำหนักทางกฎหมายเป็นสำคัญ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวต่อว่า สำหรับการตรวจสอบเส้นทางการเงิน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบบัญชีและเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาอย่างละเอียด โดยพบว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบหลาย 10 ล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับบัญชีธนาคารและบัญชีคริปโตเคอเรนซีที่ถูกนำไปใช้ในกระบวนการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา

“เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังบริษัทที่ผู้ต้องหาเคยจดทะเบียนร่วมกับอดีตภรรยา ตลอดจนตรวจสอบมูลเหตุของการจดทะเบียนสมรส เพื่อหาความเชื่อมโยงในการกระทำความผิดทั้งหมด ส่วนประเด็นด้านสถานะบุคคลและการเดินทางเข้าประเทศของผู้ต้องหาจากการตรวจสอบพบว่านายหมิงเฉินซัน เดินทางเข้าประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายผ่านช่องทางตรวจคนเข้าเมือง โดยใช้หนังสือเดินทางประเทศจีนและกัมพูชา ประกอบกับถือครองวีซ่าประเภท PE (Privilege Entry Visa) ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับกลุ่มผู้มีกำลังทรัพย์ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ต้องหามีสถานะพำนักระยะยาว (Residence) ในประเทศเกาหลีใต้” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าว

โฆษกตร.กล่าวว่า กรณีดังกล่าวทาง ตร.เตรียมนำมาเป็นกรณีศึกษา เพื่อถอดบทเรียน โดยประสานข้อมูลด้านความมั่นคงร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการพิจารณาออกวีซ่า และอาจนำระบบการให้คะแนน (Scoring) สำหรับชาวต่างชาติ มาใช้ในอนาคต เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้กลุ่มอาชญากรอาศัยกำลังทรัพย์ในการใช้สิทธิพิเศษเข้าประเทศ ขณะที่การทุจริตเรียกรับเงิน 2,000 บาท เพื่อทำข้อมูลเท็จในการออกบัตรสีชมพูนั้น ถือเป็นการกระทำผิดส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจะสืบสวนดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

“ส่วนการขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการ ขณะนี้มีผู้ต้องหาในคดีรวม6 ราย รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอาวุธปืน Glockให้กับผู้ไม่มีคุณสมบัติ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ตั้งเรื่องสอบสวนทางวินัยและดำเนินคดีอาญาแล้ว ด้านแหล่งที่มาของอาวุธสงคราม เช่น ปืน M16 และวัตถุระเบิด แม้กลุ่มผู้ค้าจะพยายามทำลายหลักฐานด้วยการลบหมายเลขประจำปืนเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถสืบทราบแหล่งที่มาได้อย่างน้อย 1 กระบอกแล้ว โดยกำลังเร่งสืบสวนต่อถึงกระบวนการลักลอบนำเข้าอย่างเข้มข้น” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวต่อว่า ได้เน้นย้ำว่าประเทศไทยไม่ใช่ฐานที่มั่นหรือพื้นที่ซ่องสุมของกลุ่มอาชญากรข้ามชาติและกลุ่มทุนจีนเทา แต่ด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายสแกมเมอร์ ประกอบกับความเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอาจทำให้กลุ่มอาชญากรฉวยโอกาสใช้เป็นเส้นทางผ่านหรือพำนัก ขณะนี้ทางการไทยได้บูรณาการความร่วมมือกับประเทศจีนและกัมพูชาเพื่อทลายเครือข่ายดังกล่าว ยืนยันว่าไม่มีการแทรกแซงอำนาจอธิปไตยจากต่างชาติแต่อย่างใด

พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำคดีนี้มาทบทวนเพื่อยกกระดับมาตรการคัดกรองและกำกับดูแลชาวต่างชาติกลุ่มเสี่ยง ตั้งแต่ขั้นตอนการเข้าประเทศจนถึงการพำนักอาศัย เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน

“ส่วนสถานการณ์ของผู้ต้องหาที่มีอาการชักเกร็งและช็อกอย่างรุนแรงจากความเครียดและการอดอาหารติดต่อกัน 3 วันระหว่างถูกคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษพัทยา ทำให้ต้องถูกส่งเข้ารับการรักษาด่วนที่โรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้อาการปลอดภัยแล้ว แต่ยังต้องอยู่ภายใต้การเฝ้าคุ้มกันอย่างแน่นหนาตลอด 24 ชั่วโมงจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ” โฆษกตร.กล่าวและว่า ตามที่มีข้อสังเกตว่าผู้ต้องหาอาจใช้ข้ออ้างเรื่องการป่วยเป็นโรคทางจิตเวชหรือโรคซึมเศร้าเพื่อหลบเลี่ยงความผิด ทั้งที่มีพฤติการณ์เดินทางไปทั่วโลก มีทรัพย์สินจำนวนมากนั้น ยืนยันว่าตำรวจไม่ได้ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหา

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top