533.jpg
ครม. เคาะ ไทยช่วยไทยพลัส เริ่ม 25 พ.ค. นี้ พ่วงเพิ่มเงินบัตรคนจน 1,000 บาท

ครม. เคาะ ไทยช่วยไทยพลัส เริ่ม 25 พ.ค. นี้ พ่วงเพิ่มเงินบัตรคนจน 1,000 บาท

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

ไทยช่วยไทย พลัส "ช่วย 43 ล้านคน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พ่วงรัฐร่วมจ่ายเงิน สัดส่วน 60/40 คนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน เปิดลงทะเบียนผ่านแอปฯเป๋าตัง ตั้งแต่วันที่ 25-29 พ.ค.69 ยันไม่รีบทำเจอวิกฤตหลายระลอกแน่ กรุงไทย ยันความพร้อมแอปเป๋าตัง

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 19 พ.ค.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง พร้อมทั้งนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงข่าวโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” ภายหลังผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้


ไทยช่วยไทยพลัส

นายเอกนิติ แถลงว่า ครม.อนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัส ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพประชาชนและรักษาไม่ให้กำลังซื้อลดลงมากเกินไป โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 ผ่านการใช้เงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงินรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท สำหรับการช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนประมาณ 13.2 ล้านคน ซึ่งรัฐจะให้เงินเพิ่มอีกเดือนละ 700 บาท จากเดิมได้ 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน และในช่วงระหว่างนี้กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย จะร่วมกันปรับปรุงฐานข้อมูลเพื่อให้มีความแม่นยำและเปิดลงทะเบียนใหม่เพื่อให้กลุ่มที่ตกหล่นสามารถเข้าถึงสิทธิ์ได้ 2.การช่วยเหลือคนชั้นกลางและมนุษย์เงินเดือนที่ประสบปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้น โดยใช้หลักการรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายประจำวันในวงเงินคนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน 3.การช่วยต่อลมหายใจให้ร้านค้าและธุรกิจรายย่อยทั่วประเทศโดยเน้นการเติมสภาพคล่องและเติมสายป่านให้ผู้ขายรายเล็กสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

นายเอกนิติ กล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ระลอกที่สองคือวิกฤตต้นทุน ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเฉพาะอย่างเกษตรกรและผู้ขับรถขนส่งไปแล้วเมื่อวันที่ 11 เมษายน ผ่านมา แต่ในขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่ระลอกที่สามคือวิกฤตของแพง โดยตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และมีโอกาสจะสูงขึ้นอีก หากไม่ดำเนินการแก้ไขจะนำไปสู่ระลอกต่อไป นั่นคือวิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งจะกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีเงินออมสะสม จนอาจนำไปสู่การปิดตัวของธุรกิจ การตกงาน และเศรษฐกิจซึมยาว

“หากรัฐบาลไม่สามารถรับมือกับวิกฤตของแพงได้ หรือหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่ทำอะไรเลย อัตราเงินเฟ้ออาจจะพุ่งสูงขึ้นไปถึง 5% ได้ ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อที่อาจขึ้นไปถึงระดับ 5% นั้น เป็นภาพสะท้อนของภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมาก และหากไม่สามารถประคองสถานการณ์ไว้ได้จะนำไปสู่วิกฤตกำลังซื้อที่ทำให้ธุรกิจรายย่อยต้องปิดตัวลงและส่งผลให้เกิดปัญหาคนตกงานตามมา”

นายเอกนิติ กล่าวว่า  สิ่งที่น่ากลัวมากในเวลานี้คือวิกฤตของโลกที่ทุกคนกำลังกังวล ซึ่งหากติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจะพบว่าขณะนี้ทุกคนมีความกังวลในเรื่องของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา โดยในตลาดการเงินโลกพบว่ามีการเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความกังวลว่าภาวะเงินเฟ้อจะรุนแรงและสูงขึ้นมาก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือบอนด์ยิวของสหรัฐฯ ขยับสูงขึ้นมาก ปรากฏการณ์นี้เป็นการยืนยันในมุมมองของนักการเงินและนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก ว่าตลาดโลกและตลาดการเงินต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นมากอย่างแน่นอน หรืออาจมีโอกาสที่จะสูงกว่าระดับที่ประเมินไว้ด้วยซ้ำ ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องเตรียมตัวรับมือ เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตระดับโลกที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเพียงแห่งเดียว

ไทยช่วยไทยพลัส

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะดูแลประชาชนมากกว่า 43 ล้านคน โดยกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคนแรกจะได้รับเงินเพิ่มเป็น 1,000 บาท ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายนเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไปในโครงการ 60/40 รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 30 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากโครงการเดิมที่เคยมีผู้ลงทะเบียนสูงสุด 28 ล้านคนเพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่เคยลงทะเบียนไม่ทันในอดีต 

“โครงการ 60/40 ไม่ใช่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิม แต่เป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยกำหนดเกณฑ์อายุผู้เข้าร่วมตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปตามเกณฑ์ตลาดแรงงาน และมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขร้านค้าที่เข้าร่วมโดยจะไม่รวมร้านในภาคบริการ เช่น ร้านทำผม ร้านนวด หรือสปา เพื่อให้เงิน 1,000 บาทในแต่ละเดือนถูกนำไปใช้ซื้อสินค้าที่จำเป็นอย่างแท้จริง โดยเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทในแต่ละเดือนของโครงการ 60/40 จะต้องใช้ให้หมดภายในเดือนนั้น ๆ และไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้เพื่อให้เกิดผลในการบรรเทาภาระตามช่วงเวลาที่กำหนด”

สำหรับกำหนดการของโครงการนั้น ประชาชนทั่วไปสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 25-29 พฤษภาคม นี้ ระหว่างเวลา 06.00 น. ถึง 22.00 น. ส่วนร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมโครงการของรัฐให้เข้าไปยืนยันตัวตนในระบบ และร้านค้าใหม่สามารถลงทะเบียนได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขาตั้งแต่วันที่ 25 - 30 พฤษภาคม สำหรับการใช้จ่ายผ่านระบบฟู้ดเดลิเวอรี่ทั้ง 4 รายยังสามารถทำได้เช่นเดิมแต่ระบบจะพร้อมใช้งานหลังจากเริ่มโครงการไปแล้วประมาณ 2 สัปดาห์

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารฯ ได้จัดเตรียมความพร้อมของระบบปฏิบัติการ เพื่อให้ประชาชนสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ได้ครอบคลุมทั้ง 30 ล้านสิทธิ์ 
สำหรับประชาชนรายเดิมที่เคยร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถกดยืนยันสิทธิ์และจะทราบผลทันทีภายใน ส่วนรายใหม่ต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการก่อน ซึ่งจะใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครองประมาณ 3 วัน 
ส่วนของร้านค้า สามารถเข้าไปที่แอปพลิเคชันถุงเงินเพื่อกดยืนยันรับเงื่อนไขและจะพร้อมรับชำระเงินตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ขณะที่ร้านค้าใหม่สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ทั้งที่สาขาธนาคาร เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันถุงเงิน ซึ่งจะมีการประกาศจุดบริการรับสมัครเพิ่มเติมในระยะถัดไป 

สำหรับฟู้ดเดลิเวอรี่ผู้ประกอบการสามารถกดสมัครผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินได้ในวันที่ 10 มิถุนายน นี้ และประชาชนจะเริ่มเลือกใช้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

นายผยง กล่าวว่า ธนาคารยังจัดทำฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า นกกระซิบ ซึ่งเป็นระบบ AI ที่จะเข้ามาช่วยผู้ประกอบการรายย่อยใน 3 ด้าน คือ 1.การตอบคำถามทั่วไปเกี่ยวกับโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 2.การวิเคราะห์ยอดขายรายวันเพื่อช่วยให้ร้านค้าทราบช่วงเวลาที่ขายดีที่สุดและยอดขายเฉลี่ยต่อรายการ ซึ่งข้อมูลนี้จะช่วยในการบริหารสต็อกของสดและการจัดสรรพนักงานให้เหมาะสม และ 3.การเชื่อมโยงข้อมูลราคาวัตถุดิบรายวันจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เช่น ราคาหมูหรือไก่ เพื่อให้ร้านค้าบริหารจัดการต้นทุนและตั้งราคาขายให้มีกำไรอย่างเหมาะสม 
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top