วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
รถไฟเช็ค951รายทั่วปท.
ตรวจฉี่คนขับ
รายงานผลภายใน24ชม.
เตรียมยกจุดตัดลอยฟ้า
นิติเวชรพ.ตำรวจ ยันผลตรวจอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตเหตุรถไฟชนรถเมล์ 4 ร่าง ส่งให้ตำรวจ สน.มักกะสัน ด้าน ‘สิริพงศ์’ เผยแนวคิดงดให้รถไฟเข้าพื้นที่ กทม.ชั้นใน เป็นเพียงแค่การพิจารณา ส่วน รฟท.เร่งแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟขณะที่เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนไรเดอร์ พบรุกล้ำเขตรถไฟ เข้าไปยืนปัสสาวะ
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุรถไฟชานเมืองที่ 367 กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา ชนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศสาย 206บนจุดตัดทางรถไฟ ใกล้สถานีมักกะสัน ถนนอโศก-ดินแดง กทม.เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต8 ราย และบาดเจ็บ32 รายเหตุเกิดเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผบก.สถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ กล่าวถึงการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลของผู้เสียชีวิต ว่าขณะนี้สามารถพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล โดยยืนยันรายชื่อได้แล้ว 4 ร่าง และได้ส่งรายชื่อไปยังพนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ติดต่อประสานกับญาติผู้เสียชีวิตต่อไปโดยตนมีหน้าที่เพียงตรวจสอบเรื่องความสัมพันธ์กับครอบครัวเท่านั้น
พล.ต.ต.วิรุฬห์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่เหลืออีก 4 ร่าง กำลังดำเนินการเพราะต้องตรวจพิเศษ ซึ่งในส่วนของผู้เสียชีวิตเราตรวจเสร็จแล้ว แต่ที่ยังไม่ครบคือข้อมูลของญาติ เนื่องจากต้องรอญาติเข้ามาเก็บดีเอ็นเอก่อนเนื่องจากยังมาเก็บดีเอ็นเอไม่ครบ โดยมีญาติมาเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ 7 ครอบครัว จากทั้งหมด 8 ครอบครัว และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าตรงทุกครอบครัวหรือไม่ ซึ่งญาติต้องเป็นฝ่ายติดต่อมาหากสงสัย เพื่อเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ส่วนเรื่องเพศของร่าง ก็ยังระบุไม่ได้ทั้งหมดเช่นกัน
“ร่างที่ยังไม่มีญาติมาติดต่อ เจ้าหน้าที่จะเก็บไว้ก่อน และรอประชาสัมพันธ์จากญาติ เหมือนการพบศพไม่ทราบชื่อ ทั้งการเก็บหลักฐาน ตัวอย่างดีเอ็นเอ และร่างของผู้เสียชีวิต และตำรวจจะประชาสัมพันธ์ออกไปว่าหากใครสงสัยว่าอาจมีญาติเราอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว ให้มาเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ เพื่อเปรียบเทียบที่นิติเวชได้” พล.ต.ต.วิรุฬห์ กล่าว
ส่วนมูลนิธิร่วมกตัญญูได้เตรียมความพร้อมในการนำร่างผู้เสียชีวิตส่งกลับภูมิลำเนา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นรอเพียงกำหนดวันและเวลา โดยเตรียมรถสำหรับเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตไว้แล้ว7 คัน หากได้รับการยืนยันว่าสามารถเคลื่อนย้ายร่างได้ ก็จะดำเนินการทันที นอกจากนี้ยังมีทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต เข้าไปดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุที่เกิดขึ้นครั้งนี้ด้วย
วันเดียวกัน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่ รมว.คมนาคม มีแนวคิดงดการเดินรถไฟในพื้นที่ กทม.ชั้นในเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถไฟชานเมืองว่า รมว.คมนาคม ให้เวลาการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไปทำแผนภายในระยะเวลา 2 เดือน และมีเวลาพิจารณา 3 เดือน ว่าจะดำเนินการอย่างไร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยดำเนินการมาแล้วในอดีตโดยนำข้อท้วงติงต่างๆ มาหารือกันและครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อเสนอแนะแนวทางยังไม่ได้ทดลองใช้ แต่หากจะทดลองใช้ก็คงเป็นระยะสั้นเท่านั้น
นายสิริพงศ์ กล่าวย้ำว่ายังไม่มีการนำส่งแผนในเรื่องนี้ และจะต้องรับฟังทุกเสียง และยึดหลักในการดำเนินการของกระทรวงคมนาคม คือนำระบบรางขึ้นลอยฟ้าทั้งหมด เช่นเดียวกับเส้นบางซื่อ-รังสิต ที่ทำให้เห็นว่าช่วยเรื่องแก้ปัญหาการจราจรได้จริง ตรงนี้คือการแก้ปัญหาจุดเชื่อมต่อหากในอนาคตทำจุดเชื่อมต่อเสร็จก็จะเป็นระบบลอยฟ้า ซึ่งเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาของ รฟท.
ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่ารฟท.รักษาการผู้ว่า รฟท.เปิดเผยว่า ได้เริ่มตรวจสารเสพติดพนักงานขับรถไฟทั่วประเทศ ประมาณ 951 คน ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางราง โดยประสานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) เริ่มตรวจเป็นวันแรก ที่สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ ประมาณ 120 คน โดยจะรายงานผลไปยังกรมการขนส่งทางราง ภายใน 24 ชั่วโมง หากพบปัสสาวะเป็นสีม่วง หรือมีสารเสพติด จะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจซ้ำเพื่อยืนยันผล หากยืนยันผลว่ามีสารเสพติด พนักงานจะไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่
นายอนันต์ กล่าวกรณีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง นอกจากผู้บาดเจ็บกว่า 30 ราย ซึ่งมีผู้ที่ทรัพย์สินเสียหายด้วย ว่าได้ประสานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ในการจัดเก็บข้อมูลกลุ่มคนเหล่านี้ ก่อนจะมีการประสานกับประกันภัย
ส่วนการแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟในกทม.กว่า 27 จุดในระยะยาว รฟท.จะผลักดันโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสายสีแดงเข้มช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง (Missing Link) โดยอยู่ระหว่างขอรับการจัดงบประมาณปี 2570 เพื่อดำเนินการศึกษาทบทวนผลการศึกษาโครงการฯ เพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน นอกจากนี้จะหารือร่วมกับกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานด้านจราจร เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขเฉพาะจุด รวมทั้งการปรับระบบสัญญาณไฟ และการบริหารจัดการจราจรบริเวณจุดตัดทั้ง 27 แห่ง ให้สอดคล้องกับจังหวะการเดินรถไฟลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุซ้ำรอย
นายอนันต์ กล่าวอีกว่า เรื่องที่ให้ รฟท.ศึกษาการปรับลด หรือยุติการเดินรถเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในยอมรับว่าประชาชนมีความต้องการเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองโดยตรง และกังวลเรื่องความไม่สะดวกหากต้องเปลี่ยนระบบขนส่งหลายต่อ โดย รฟท.จะเร่งจัดทำแผนอย่างละเอียดก่อนเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาภายใน 3 เดือน
ที่รัฐสภา พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ส.ว.อภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง ว่าจะให้จัดตำรวจยืนเฝ้าทุกจุดกั้นรถไฟ ก็เป็นไปไม่ได้ ต้องเสริมสร้างวินัยของคนในประเทศ กรณีที่เกิดเหตุเป็นช่วงเวลาที่จราจรติดขัด หากดูจากที่เจ้าหน้าที่ยกธงแดง มีการสื่อสารให้พนักงานขับรถไฟทราบหรือไม่ว่าบริเวณดังกล่าวมีจราจรหนาแน่นติดขัดคร่อมทางรถไฟ ไม่สามารถผ่านได้ควรให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้สืบสวนสอบสวน อย่าเพิ่งฟันธงตัดสินตามโซเชียลฯว่าใครผิด โดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย และกมธ.คมนาคม วุฒิสภา จะร่วมตรวจสอบเรื่องนี้ เพื่อช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก
พล.ต.ท.บุญจันทร์ กล่าวต่อว่า กรณีใบอนุญาตขับรถไฟ ในฐานะที่รับราชการตำรวจมาก่อน ไม่เคยเรียกขอตรวจใบอนุญาตเลย เมื่อศึกษาข้อมูลแล้วพบว่ามีระเบียบ ข้อปฏิบัติของการรฟท.เป็นบัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจว่าปฏิบัติหน้าที่อะไร และมีการแก้ไขกฎหมายซึ่งอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากใบพนักงานฯมาเป็นใบอนุญาตการขับรถไฟ จึงขอให้สังคมอย่าพึ่งตำหนิคนขับว่าขับได้อย่างไรทั้งที่ไม่มีใบอนุญาต
ขณะที่นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ ส.ว.กล่าวว่า ขอคัดค้านอย่างหนักเกี่ยวกับแนวคิดห้ามรถไฟวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน เพราะเป็นนโยบายวัวหายล้อมคอก ผลักภาระให้ประชาชน 4 หมื่นคนที่ใช้รถไฟเดินทางมาทำงานในกทม.ทุกวัน อย่าให้ความมักง่ายแก้ปัญหาของรัฐตัดตอนความต่อเนื่องการเดินทาง แล้วโยนความยากลำบากให้ประชาชน ขอให้ใช้การสูญเสีย 8 ชีวิต สร้างกำแพงความปลอดภัยทางวิศวกรรมที่ช่วยปกป้องชีวิตประชาชนได้จริง
เวลา 10.40 น.วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดอุบัติเหตุรถไฟเฉี่ยวชนคนเดินเท้า ได้รับบาดเจ็บสาหัส ย่านมักกะสัน กทม.บริเวณใกล้เคียงกับจุดที่เกิดเหตุรถไฟชนกับรถโดยสารประจำทาง สาย 206 ที่จุดตัดทางรถไฟ ถนนอโศก-ดินแดง ช่วงบ่ายวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเหตุครั้งนี้ผู้บาดเจ็บเป็นชาย มีอาชีพขับไรเดอร์ ซึ่งก่อนเกิดเหตุกำลังยืนปัสสาวะอยู่บริเวณข้างทางรถไฟ และสวมใส่หูฟังทั้ง 2 ข้าง โดยระหว่างกำลังเดินกลับไปที่จักรยานยนต์ ไม่ทันสังเกตว่ามีรถไฟวิ่งผ่านมา จึงทำให้ถูกรถไฟเฉี่ยวชนได้รับบาดเจ็บสาหัส ภายหลังเกิดเหตุ ทางกู้ภัยได้เข้าช่วยเหลือนำตัวส่งไปรักษาที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า แล้ว
ทั้งนี้ รฟท. ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าเกิดจากผู้บาดเจ็บลักลอบฝ่าแนวแบริเออร์ เข้าไปในเขตทางรถไฟ ส่วนขบวนรถไฟที่ชนเป็นขบวนรถชานเมือง ที่ 367 กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทราโดยเฉี่ยวชนบริเวณเสาโทรเลขที่ 6/3-4 ระหว่างสถานีมักกะสัน–คลองตัน (ช่วงก่อนเข้าป้ายหยุดรถอโศก) ขณะที่รถไฟวิ่งอยู่บนรางตามปกติ โดยอุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดในการเดินรถ แต่เกิดจากการกระทำโดยประมาทของผู้บาดเจ็บ ที่ขับจักรยานยนต์มาจอดบริเวณริมถนนจากนั้นได้ปีนข้ามแนวแบริเออร์กั้นซึ่งเป็นสิ่งกีดขวางที่แบ่งแยกชัดเจนระหว่างถนนกับเขตทางรถไฟ เข้าไปยืนปัสสาวะในพื้นที่ของทางรถไฟรวมทั้งขบวนรถไฟ ได้เปิดหวูดเตือนเมื่อขบวนรถไฟซึ่งเป็นพาหนะขนาดใหญ่และมีระยะเบรกยาววิ่งมาถึงจึงไม่สามารถหยุดรถได้ทันท่วงที ทำให้เกิดการเฉี่ยวชนขึ้น
สำหรับการกระทำดังกล่าวนอกจากจะนำมาซึ่งอันตรายต่อชีวิตของผู้บุกรุกเองแล้ว ยังส่งผลกระทบให้การเดินรถไฟต้องหยุดชะงักและล่าช้ากว่ากำหนดไป 22 นาที สร้างความเดือดร้อนต่อผู้โดยสารส่วนรวมที่ใช้บริการซึ่ง รฟท.ขอย้ำเตือนประชาชนว่าพื้นที่เขตทางรถไฟที่มีรั้วหรือแบริเออร์กั้น ถือเป็นพื้นที่อันตรายและหวงห้ามเด็ดขาด ห้ามมิให้ผู้ใดปีนป่าย ลักลอบเข้ามาเดินสัญจร หรือทำธุระส่วนตัวโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวท่านเอง และป้องกันผลกระทบต่อระบบการเดินรถไฟ
ขณะที่นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กรณีนี้ต่างจากเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง เนื่องจากไม่ได้เกิดเหตุบริเวณทางเชื่อม แต่เป็นทางวิ่งหลักของรถไฟโดยเขตทางมีอุปกรณ์กั้น ซึ่งผู้ที่เข้าไปมีลักษณะบุกรุก ล้ำเข้าไปเพื่อไปปัสสาวะ จึงถูกรถไฟเฉี่ยวชน ทั้งนี้ขอแสดงความเสียใจกับเหตุที่เกิดขึ้น แต่ประเด็นข้อกฎหมายก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย เพราะรางรถไฟไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยสำหรับใคร เหตุครั้งนี้รถไฟวิ่งมาด้วยความเร็วปกติในทางที่ไม่ใช่จุดตัดทางเชื่อมและเกิดเหตุกระชั้นชิดไม่สามารถหยุดได้ทัน จึงฝากถึงประชาชนทุกคนว่าทางรถไฟไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย และมีอันตราย ขอให้ใช้ความระมัดระวัง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี