533.jpg
นายกฯลั่นโจรย่อมทิ้งร่องรอย ลุยปราบคอร์รัปชั่น นั่งหัวโต๊ะถกรัฐ-เอกชน

นายกฯลั่นโจรย่อมทิ้งร่องรอย ลุยปราบคอร์รัปชั่น นั่งหัวโต๊ะถกรัฐ-เอกชน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯลั่นโจรย่อมทิ้งร่องรอย
ลุยปราบคอร์รัปชั่น
นั่งหัวโต๊ะถกรัฐ-เอกชน
ไฟเขียวไม่ต้องกั๊กข้อมูล
พบรมต.ขี้ฉ้อให้ยื่นเชือด

เอาจริงปราบโกง!นายกฯ ประชุมบูรณาการ“ภาครัฐ-เอกชน”ยกระดับลุยสางปราบทุจริตคอร์รัปชัน สั่งเปิดข้อมูลภาครัฐ ไม่ต้องกั๊ก หลังเคยเจอกับตัว ขอข้อมูลได้ไม่ครบ ลั่นพบ“รมต.-นายกฯ”ผิด ยื่นหน่วยงานตรวจสอบ เชื่อมีหลักฐานแน่ “โจรย่อมทิ้งร่องรอย”ชี้ไม่เห็นด้วย CPI ทำสถิติจากความรู้สึกกระทบการเมืองทำปท.เสียหายขอบคุณภาคเอกชนสะท้อนการทุจริต อุปสรรคเรื้อรัง“ปกรณ์”เผยนายกฯสั่งทำรายงานศึกษาปิดช่องโหวทุจริต แย้มเอกชนชงปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง“ปธ.หอการค้าไทย”ระบุนายกฯมอบนโยบายลุยสางคอร์รัปชั่น เตรียมส่งข้อมูลคพ.22 พ.ค.นี้ ประธาน TDRI ชงรบ.4มาตรการยกระดับความโปร่งใส เน้นเปิดเผยข้อมูล ไม่ฟ้องปิดปากปชช.

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 09. 10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนเพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ครั้งที่ 1โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ผู้แทนประธานสภาหอการค้าและผู้แทนสภาอุตสาหกรรม ซึ่งมีตัวแทนจาก 35 หน่วยงานภาครัฐและ คณะกรรมการภาคเอกชนร่วม 3 สถาบัน(กกร.)


นายกฯถกภาครัฐ-เอกชนปราบทุจริต

โดยนายกฯกล่าวว่าการประชุมครั้งนี้เกิดจากการที่รัฐบาลได้รับทราบความกังวลใจของประชาชนจากผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการภาครัฐโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาลและผู้ที่บริหารหน่วยงานราชการ เห็นว่าสมควรที่จะรับฟังและศึกษาให้ความเห็นของทุกท่านเพิ่มเติมในการหาทางแก้ปัญหาป้องกันปราบปรามในเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่นต่อไป แต่ขอกราบเรียนย้ำให้ท่านได้รับทราบว่ารัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นเชิงโครงโดยเสนอปฏิรูปกระบวนการอนุมัติอนุญาต ส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใส ลดความเสี่ยงในการเกิดการทุจริตทุกรูปแบบ และเร่งดำเนินการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย รวมถึงการเสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทยให้เป็นที่รับทราบของประชาชนและยังเลยไปไปถึงประชาคมโลกด้วยในระดับนานาชาติ

สั่งเปิดข้อมูลภาครัฐไม่ต้องกั๊ก

นายกฯ กล่าวว่าล่าสุดตอนนี้มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต เพื่อประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรมและยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย(CPI)ซึ่งตรงนี้ตนยังไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ ในส่วนของภาครัฐตนขอมอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานนำไปปฏิบัติ เพื่อยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ โดยขอให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบการทำงานในทุกขั้นตอนให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ปฏิบัติตามกฏหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด และให้มีการสนับสนุนในทุกกรณีเพื่อให้หน่วยงานต่างๆได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการทำงานและทำทุกวิถีทางให้หน่วยงานเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานแก่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชน เห็นว่าเราปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ ปลอดการทุจริตคอร์รัปชั่น

พร้อมระบุว่าตนเคยเป็นฝั่งขอข้อมูล ขอเท่าไหร่ ก็มีข้อยกเว้นข้อมูลนี้ให้ได้ ข้อมูลนั้นให้ไม่ได้ ข้อมูลนี้ให้ได้แค่เสี้ยวเดียว ครึ่งเดียว ผมได้แจ้งรองนายกฯปกรณ์ให้เปิดเผยให้หมดไม่มีคำว่าปิด เพราะมีกฎหมายที่อนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอยู่แล้ว แม้มีข้อยกเว้น ก็เข้าไปแก้กฎหมาย ไม่ให้มีข้อยกเว้น เปิดก็เปิดไปเลย ไม่จำเป็นที่จะต้องมาเปิดๆปิดๆเฉพาะส่วนที่อยากให้รู้ส่วน ที่ไม่อยากให้ดูไม่เปิดอย่างนี้ต้อง จะแก้ปัญหาเรื่องความโปร่งใสไม่ได้ จึงเป็นที่มาของการคอร์รัปชั่น

ลั่นพบรมต.-นายกฯผิดยื่นตรวจสอบ

นายกฯกล่าวอีกว่าตนบ่นกับเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)ว่าปล่อยให้มีเรื่องนี้ได้อย่างไร ถ้าพวกท่านเห็นว่าข้าราชการคนไหนโกง รัฐมนตรีคนไหนโกง นายกฯคนไหนโกงและทุจริต ท่านไปคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ไปศาล ไปป.ป.ท. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)ไปทุกที่ที่ท่านไปได้ ไปในหน่วยงานที่มีการบังคับบัญชาเหนือหน่วยงานที่เขาทุจริต

เชื่อมีหลักฐาน‘โจรย่อมทิ้งร่องรอย’

“เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมาย เรื่องของกฎหมายพิสูจน์ได้ด้วยเอกสารต่างๆซึ่งถ้าเขาทำและออกวัดออกมาเป็นความสำเร็จ แปลว่ามันต้องมีการตรวจสอบกลับไป โจรย่อมทิ้งร่องรอย ผมคิดว่าเราเจอเป็นเคสๆ เน้นเป็นเคสๆ เน้นให้เต็มที่และผมเชื่อว่าตรงนั้น ท่านจะมีประชาคมมากมายมาให้การสนับสนุนให้ข้อมูล ให้แหล่งข่าวต่างๆที่จะสามารถทำให้สอบไปถึงต้นตอได้“นายกฯ กล่าว

ชี้สถิติกระทบความเชื่อมั่นปท.

นายกฯกล่าวต่อว่าแต่การที่จะไปวัดจากการสอบถามตนขอเรียนตรงๆว่าวันนี้ท่านมาถามตนในฐานะเป็นประชาชนทั่วไปไม่ใช่นายกฯไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆกับการเมือง อาศัยบริการสาธารณะจากภาครัฐ อาศัยสาธารณูปโภคจากภาครัฐและอ่านข่าวมาโดยตลอดเป็นเวลา 10 ปีว่า การเมืองไทยเป็นอย่างไร ถามว่านายอนุทินคิดว่าเมืองไทยมีคอร์รัปชั่นไหม คำตอบคือ มี ถาม 10 คนก็บอกมี 10 คน ฉะนั้น ตรงนี้มันทำให้การรับรู้ รับทราบเรื่องพวกนี้ต้องแก้ไขและไปทำเป็นสถิติเป็นเหตุให้ประเทศไทย มีความเปราะบางพอสมควรในการที่ถูกกำหนดว่าเป็นประเทศ ที่เชื่อว่ามีการทุจริตมากมายในระบบของประเทศนี้ ซึ่งตนคิดว่ามันมีผลกระทบมากมายหลายประการมีผลสรุปและบทวิเคราะห์เช่นนี้ กระทบต่อความเชื่อมั่นของนาๆประเทศ ทั้งในเรื่องของความเชื่อมั่นทางการเมืองการลงนามต่อเอ็มโอยู การสร้างความร่วมมือต่างๆที่เขาต้องใช้เงินใช้ทองมาลงทุนในประเทศไทย เพื่อใช้ประเทศของไทยของเราเป็นฐานการผลิตที่สามารถมาลงทุนได้ และมีความมั่นใจสามารถสร้างรายได้ให้กับทั้งประเทศเราเอง สิ่งเหล่านี้มันมีความเสียหาย

เผยนายกฯสั่งศึกษาปิดช่องโหว่ทุจริต

เวลา10.30น.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน พื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่าวันนี้นายกรัฐมนตรีได้เชิญภาคเอกชนมาร่วมประชุมในกรณีที่ภาคเอกชน มีผลการสำรวจเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตในภาครัฐโดยนายกฯได้ให้นโยบายว่า จริงๆแล้วเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือการต่อต้านการทุจริต เพราะประเทศจะไปข้างหน้าไม่ได้เลยถ้าเรามีเรื่องเหล่านี้อยู่ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นการค้า การลงทุนจะไม่มี

“โดยนายกฯให้ความสำคัญและให้ความมั่นใจกับภาคเอกชนว่าข้อมูลที่รับมาจะเอามาปิดช่องโหว่กันอย่างไรและตนได้ให้นโยบายต่อไปว่าให้เอาข้อมูลในประเด็นต่างๆเข้าไปทำการสำรวจ ให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยไปศึกษาว่าตรงไหนยังมีช่องโหว่บ้างที่อาจจะก่อให้เกิดประเด็นการคอรัปชั่น เหล่านี้ได้ให้ไปหาทางปิดช่องโหว่ แล้วนำเสนอทำเป็นรายงาน นำเสนอคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริตที่รัฐบาลตั้งขึ้น เพื่อให้การทำงานในเรื่องนี้ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมมากขึ้น”รองนายกฯ ระบุ

แย้มเอกชนชงปรับปรุงกม.ลำดับรอง

นายปกรณ์กล่าวอีกว่า เรื่องการปรับปรุงกฎหมายลำดับรองที่ภาคธุรกิจมีประเด็นปัญหาอยู่ใน6หรือ7กลุ่มธุรกิจในวันที่ 10 มิถุนายน ภาคเอกชนจะเสนอข้อเสนอแนะมายังรัฐบาลจะปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริตและพอเสนอมาแล้วจะนำมารับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเว็ปไซต์ law.go.th และเมื่อได้ความคิดเห็นเป็นอย่างไรแล้ว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)ได้นำสรุปเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไปเพื่อมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการปรับปรุงแก้ไขจะได้ไม่เกิดช่องโหว่ต่างๆในเรื่องนี้ที่เป็นครหากันอีก

“วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ภาคเอกชนจะรับทราบถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลที่จะดำเนินการในเรื่องนี้จริงๆทุกหน่วยงานเข้าใจหมดแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายประจำซึ่งจะต้องรับข้อมูลไปปฏิบัติ”นายปกรณ์ย้ำ

รัฐบาล-เอกชนร่วมยกระดับปราบโกง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนเพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยในที่ประชุมนายกฯตอบรับข้อเสนอขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตจากคณะทำงาน Zero Corruption:กกร.และเครือข่าย 6ประการพร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปทบทวนและปรับปรุงกลไกการทำงานภายในโดยเฉพาะเปิดเผยข้อมูล(open data) การบูรณาการข้อมูลรวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการต่อต้านการทุจริต นายกฯยังได้ชื่นชมภาคเอกชนที่ได้จัดทำข้อเสนอแนะอย่างตรงไป-ตรงมา

โดยข้อเสนอทั้ง 6 ประการ ประกอบด้วย 1.การปลูกฝังจิตสำนึกการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน 2. นโยบายต่อต้านการทุจริต โดยให้หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจและภาคธุรกิจ มีนโยบาย มาตรการ และระบบกำกับดูแลภายในที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากรบุคคล การออกใบอนุญาต การตรวจสอบ และการประเมินผล 3.ระบบบริหารความเสี่ยงด้านคอร์รัปชั่น การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ระบุได้ 4. การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ที่เข้าถึงได้ ตรวจสอบได้ และนำไปวิเคราะห์ต่อได้ ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างของข้อมูล ลดดุลพินิจ และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการลดคอร์รัปชันเชิงระบบ 5. เทคโนโลยี Big Data และ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงาน และสนับสนุนการตรวจสอบแบบ real-time 6. แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล

เดินหน้าขับเคลื่อนกลไกทุกภาคส่วน

โฆษกประจำสำนักนายกฯกล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าขับเคลื่อนกลไก“Open Government”ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับการตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ ภาคเอกชนได้แสดงความขอบคุณนายกฯและรัฐบาลที่เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้หารือร่วมกันอย่างตรงไปตรงมา พร้อมทั้งชื่นชมการตอบสนองที่รวดเร็วหลังได้รับรายงานข้อร้องเรียนโดยสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นระดับความรวดเร็วที่ภาคเอกชนไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ ภาคเอกชนมีเจตนารมณ์ในการสะท้อนข้อมูลจากผู้ประกอบการเพื่อนำไปสู่การแก้ไขเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรมและนำไปสู่การพัฒนากลไกการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ มีแผนงาน ผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และตัวชี้วัดที่สามารถติดตามผลได้อย่างชัดเจน ทุกภาคส่วนต่างยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อขับเคลื่อนการต่อต้านการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรมโดยความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการยกระดับระบบกฎเกณฑ์และธรรมาภิบาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ(OECD)

สร้างระบบให้โปร่งใสทั้งประเทศ

โดยนายกฯกล่าวเปิดการประชุมมอบให้ทุกหน่วยงานยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการดังนี้1.ให้ทุกหน่วยงานไปตรวจสอบการทำงานในทุกขั้นตอนให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้และปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด 2.ให้นำเทคโนโลยี นวัตกรรมที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สำหรับงานที่ต้องให้บริการพี่น้องประชาชนให้ลดขั้นตอนให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากที่สุด และที่สำคัญต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ 3.ให้ทุกหน่วยงานเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานแก่สาธารณะ และเร่งสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่าหน่วยงานของท่านปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น

นายกฯมอบนโยบายสางคอร์รัปชั่น

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย พร้อมด้วย นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนายพิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (ทีไอจี)กล่าวภายหลังร่วมประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนเพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

โดยนายพจน์กล่าวว่าขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ตั้งคณะกรรมการคตท.ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่องการทุจริตถือว่ารัฐบาลมีแอ็กชั่นที่เร็วมาก เรารู้สึกดีใจ หลังจากที่เรามีการเซ็ตอัปของกกร.ร่วมกับหน่วยงานวิชาการ ทั้ง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทีไอเจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดทำลักษณะข้อมูลเชิงวิชาการและข้อเท็จจริง โดยนายกฯได้มอบนโยบายว่ารัฐบาลมีความตั้งใจในการปราบปรามทุจริตอย่างจริงจัง และจะร่วมมือกันทางภาครัฐและเอกชน

พร้อมร่วมทุกองค์กรปราบโกง

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีบางช่วงที่นายกฯระบุว่าหากมีข้อมูลให้นำส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจสอบ นายพจน์กล่าวว่า กระบวนการเหล่านี้มีอยู่แล้วเพียงแต่เชื่อว่าคณะกรรมการชุดนี้จะทำให้เกิดความมั่นใจกับเอกชนว่า การเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดจะปลอดภัยซึ่งคณะกรรมการกกร.ได้คุยกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.)ทั้งหมดแล้ว พร้อมจะร่วมมือกันฝากสื่อมวลชนว่าทุกๆอย่างที่คณะกรรมการกกร.ร่วมมือกันทำผลประโยชน์สุดท้ายตกกับชาติและประชาชน

ยันไม่ได้เจาะลึกจ้องเอาผิดใคร

เมื่อถามว่าข้อมูลที่ส่งให้จะเป็นหลักฐานที่จะสามารถนำไปดำเนินการเอาผิดหน่วยงานได้ใช่หรือไม่ นายพจน์ย้อนถามว่า“เอาผิดใครล่ะ”เมื่อสักครู่ได้พูดคุยกับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)ว่าแบบสอบถามทั้งหมดทำสอดคล้องกับเวิลด์แบงก์และโออีซีดี ซึ่งเป็นแบบสอบถามว่ามีการทุจริตหรือไม่ ไม่ได้เจาะลึกเอาผิดใคร ย้ำว่าการทำข้อมูลนี้เพื่อให้เห็นว่ามีปัญหาว่ามีการทุจริต แต่เป็นเรื่องอดีต ต้องเดินหน้าต่อไป

เมื่อถามอีกว่าหลังจากนี้จะมีการทำแบบสำรวจซ้ำอีกหรือไม่ นายพจน์ กล่าวว่า จะทำทำไมเพราะรัฐบาลตั้งแล้ว เราต้องจับมือกันแก้ไขปัญหา ประเทศไทยต้องหลุดพ้นให้ได้กับเรื่องคอร์รัปชั่น เพราะไม่ใช่แค่เอกชนกับเศรษฐกิจ แต่ปัญหานี้เป็นเรื่องของประเทศชาติและสังคม หากคอร์รัปชั่นยังฝังรากลึก คนยังไม่ตระหนักถึงปัญหา ส่วนตัวมองว่า จะเดือดร้อนลูกหลาน เราต้องสร้างค่านิยมใหม่

เตรียมส่งข้อมูลให้คพ.ศุกร์22นี้

เมื่อถามว่าที่กรมควบคุมมลพิษขอข้อมูลเรื่องผลการสำรวจ แต่กกร.ยังไม่ได้ส่งให้นั้น นายธนวรรธน์ กล่าวว่าได้นัดหมายกับกรมควบคุมมลพิษแล้วว่าจะส่งให้ภายในวันที่22พ.ค.ขณะนี้ร่างเอกสารไว้ครบแล้ว ตนขออนุญาตชี้แจงเพื่อความชัดเจนที่กรมควบคุมมลพิษขอมาเป็นการขอข้อมูลขั้นตอนกระบวนการในการทำแบบสอบถาม เพราะฉะนั้น เวลาส่งคำชี้แจง จะเป็นเรื่องของการสำรวจแบบสอบถาม กระบวนการเก็บข้อมูลซึ่งก็บอกกับหลายกรมชัดเจนแล้วว่ากกร.มีกระบวนการอย่างไร เราเก็บแบบเป็นมุมกว้างโดยยึดโครงการที่ทำร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.)และเวิลด์แบงก์ พร้อมทำการเสวนาบนเวทีสาธารณะ เพราะฉะนั้นเป็นโครงที่เราทำเพื่อชี้ช่องว่างมันมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ได้เจาะว่าขั้นตอนไหนของหน่วยงานนี้เป็นอย่างไรแต่ในอนาคตพร้อมร่วมมือกับหลายหน่วยงานในการดำเนินงานเชิงรุก ที่จะเจาะลึกว่า หน่วยงานไหนมีขั้นตอนใดที่ผิดพลาด ก็จะเจาะลึกได้เป็นรายกรณี ขอย้ำว่าไม่ได้จะส่งข้อมูลให้ แต่พร้อมที่จะให้มาประสานขอข้อมูล ซึ่งแต่ละคำขอที่ขอมาเป็นขั้นตอนกระบวนการทำงาน

ชี้เป็นโอกาสดีนำข้อมูลสกัดทุจิต

ด้านนายพิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า สถาบันจะมีการจัดเวิร์กช็อป ถือเป็นโอกาสดีที่จะเริ่มนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาใช้ประโยชน์ในการศึกษาและหาทางแก้ไขเพื่อป้องกันการทุจริต และย้ำว่าผลการสำรวจชี้ให้เห็นความจริงรูปแบบหนึ่ง แม้จะไม่ได้เป็นชุดความจริงที่จะไปดำเนินคดีได้ แต่มีประโยชน์อย่างมากที่ทำให้คนในระบบมองเห็นปัญหาและนำมาวิเคราะห์ในแต่ละขั้นตอนการทำงาน จะต้องมีการทบทวนอย่างไรบ้าง

TDRIเสนอรบ.4ยกระดับมาตรการ

ขณะที่ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวภายหลังเข้าร่วมการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตว่าวันนี้ได้เสนอ 4 แนวทางที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการในการยกระดับความโปร่งใสของประเทศไทยเพื่อมุ่งสู่มาตรฐานสากล ได้แก่ 1.รัฐบาลควรเปิดชุดข้อมูลที่ช่วยต่อต้านคอร์รัปชั่นจำนวน 25 ชุด ตามมาตรฐานของธนาคารโลก ซึ่งมีการระบุชัดเจนจากธนาคารโลกแล้วว่า ควรเปิดเผยข้อมูลชุดใดให้สาธารณะรับทราบบ้าง 2.รัฐบาลควรทำกิโยติน กฎหมาย เพื่อทบทวนและยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค โดยเฉพาะขั้นตอนการขอใบอนุญาตและการอนุมัติที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดดุลพินิจและการทุจริต

เน้นเปิดข้อมูล/ไม่ฟ้องปิดปากปชช.

3.รัฐบาลควรนำข้อตกลงคุณธรรมมาใช้ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐขนาดใหญ่ โดยจัดให้มีผู้สังเกตการณ์จากภายนอกเข้าร่วมตรวจสอบ ซึ่งมาตรการนี้เคยมีการดำเนินการมาแล้วแต่ขาดความต่อเนื่องในบางช่วงของรัฐบาลที่ผ่านมา จึงควรนำกลับมาบังคับใช้อย่างจริงจังอีกครั้ง4.รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับนโยบายคุ้มครองประชาชนผู้ให้เบาะแส โดยรัฐบาลควรวางแนวทางให้หน่วยงานภาครัฐไม่ฟ้องร้องประชาชนที่แจ้งเบาะแสการทุจริต หากข้าราชการหรืออธิบดีเกิดความไม่พอใจส่วนตัว ต้องดำเนินการฟ้องร้องในนามส่วนบุคคล ไม่ใช่ใช้หน่วยงานหรือกรมไปฟ้อง นอกจากนี้ ควรมีการปรับภาระการพิสูจน์ให้สูงขึ้นตามมาตรฐานของอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฟ้องร้องเพื่อปิดปากประชาชนได้โดยง่าย

“การดำเนินงานควรเน้นการป้องกันมากกว่าการปราบปรามเนื่องจากปริมาณการทุจริตมีจำนวนมากจนไม่สามารถจับกุมได้หมดแต่การป้องกันด้วยการเปิดเผยข้อมูลการใช้ข้อตกลงคุณธรรมและการทำกิโยตินกฎหมายจะช่วยลดปัญหาได้ดีกว่า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม หากทำสำเร็จทั้ง 4 เรื่องนี้จะช่วยให้ประเทศไทยมีโอกาสเข้าเป็นองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะเป็นการเริ่มต้นทำงานที่ถูกทางตามมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก”นายสมเกียรติย้ำ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top