533.jpg
เท้ง แนะ อนุทิน เชิญ มาครง เยือนไทยก่อนไปเขมร ถกแก้ปัญหาชายแดนกัมพูชา

เท้ง แนะ อนุทิน เชิญ มาครง เยือนไทยก่อนไปเขมร ถกแก้ปัญหาชายแดนกัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.41 น.

’เท้ง‘ แนะ ’อนุทิน‘ ไหนๆเยือนฝรั่งเศสแล้ว ก็เชิญ ’ปธน.มาครง‘ มา ‘ไทย’ ร่วมถกแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา สอนมวยแสดงบทบาทในเวทีโลกดัน ’ยุทธศาสตร์ - ประกาศท่าทีปฏิรูปกฎหมายเพิ่มความโปร่งใส-ปราบทุจริต-ตรวจสอบภาครัฐ‘ เปิดทางเข้าร่วมกลุ่ม OECD

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 09.00น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯกล่าวถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 21-27 พ.ค.นี้ว่า ส่วนตัวมองว่า การเดินทางครั้งนี้มุมหนึ่ง ตนก็เห็นถึงความสำคัญ และความจำเป็น แม้การเดินทางคณะใหญ่แบบนี้ จะใช้งบประมาณของประเทศค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นจึงอยากเห็นนายกรัฐมนตรีแสดง แสดงบทบาทวางยุทธศาสตร์ไทย ในเวทีระหว่างประเทศที่ถูกต้อง ซึ่งตนคิดว่า สิ่งที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศคือ การทำให้ไทยเป็นหลักยึดของอาเซียน และเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างอาเซียนไปยังกลุ่มสหภาพยุโรป หรือกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ที่จะทำอย่างไรให้ไทยสามารถผนึกกำลังกับกลุ่มประเทศ ที่มีอำนาจระดับหนึ่งให้สามารถมีความมั่นคง และความเข้มแข็งในกลุ่มประเทศเหล่านี้ เพื่อสามารถต่อรองกับประเทศมหาอำนาจได้ ซึ่งยังมีอีกหลายเรื่องที่ประเทศไทยมีความจำเป็น ที่ต้องทำให้ได้มาตรฐาน ตามที่ OECD กำหนด ไม่ว่า จะเป็นการทำให้ประเทศไทยมีความโปร่งใส หรือขจัดเรื่องส่วยสินบน เช่น เมื่อวานนี้ที่สภาผู้แทนราษฎร มีการยื่นร่างกฎหมาย พ.ร.บ. อำนวยความสะดวก ที่สมาชิกวุฒิสภามีการแก้ไขบางส่วนกลับมา ซึ่งหนึ่งในสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าวก็คือการลด หรือจำกัดเรื่องส่วยสินบน หรือใบอนุญาตต่าง ๆ ที่ปัจจุบันยังเป็นอุปสรรคสำหรับนักลงทุนต่างประเทศ และผู้ประกอบการไทยด้วย


นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า หากกฎหมายผ่านแล้ว ตนก็อยากให้นายกฯ ประกาศต่อเวทีโลก และแสดงท่าทีอย่างจริงจังว่า ประเทศไทยเตรียมตัวที่จะลดกฎระเบียบ และใบอนุญาตที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ เหล่านี้ อย่างไร รวมถึงการผลักดันกฎหมาย ที่จะทำให้ไทยมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น เช่น พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ที่หลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ OECD ก็มีกฎหมายลักษณะนี้ ในการกลับหลักการจากเดิม ที่ข้อมูลข่าวสารราชการ “ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น” กลับหลักให้เป็น “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” เช่นบันทึกการประชุมในคณะกรรมการต่าง ๆ หรือองค์กรอิสระ รวมไปถึงของฝ่ายบริหาร เราเองก็ต้องมีการส่งเสริมให้มีการแข่งขันทางการค้า เพราะที่ผ่านมามีคณะกรรมการส่งเสริมทางการค้า ที่มีการวินิจฉัยทำให้อาจจะรู้สึกว่า ค้านสายตาที่จะควบรวมกิจการต่าง ๆ หรือแม้ กสทช.เอง ก็มีการควบรวมกิจการบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ 2 บริษัท และมาบอกว่า มีอำนาจ ซึ่งที่กล่าวมานี้ สาธารณะชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้เลย ดังนั้นหากผ่านร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ที่พรรคประชาชนได้เสนอเข้าสู่สภาแล้ว ก็จะทำให้ประชาคม สังคมโลกเชื่อมั่นประเทศไทยมากยิ่งขึ้นว่า การตัดสินใจใช้อำนาจรัฐของไทยเป็นไปด้วยความโปร่งใส และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นในการที่ไทยจะต้องเข้าสู่กลุ่ม OECD นอกเหนือจากเรื่องสิ่งแวดล้อมและแรงงาน 

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งอย่างที่จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก ก็คือการใช้วิธีนี้สร้างโอกาส ที่จะทำให้ประเทศไทยได้ฐานสนับสนุนจากประเทศอื่น ๆ และเป็นไปได้หรือไม่ที่นายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้เชิญ นายเอมมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส มาเยือนประเทศไทย เพราะนายมาครง ก็มีหมายกำหนดการที่จะมาเยือนประเทศกัมพูชาในปลายปีนี้ เพื่อมาประชุมกับกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการจัดประชุมเป็นประจำทุก ๆ  2 ปี โดยหากนายมาครง แวะมาประเทศไทยก่อนไปกัมพูชา ตนคิดว่า จะเป็นโอกาสที่ดี ในการพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา นอกจากนี้จะมีอีกหลายเรื่อง เช่น การเชิญชวนนักลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทย เช่น เรื่องการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ที่นายกรัฐมนตรีเอง ก็ได้ไปพูดในเวทีอาเซียนซัมมิท ที่ต้องการทำเรื่องของโครงการเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าข้ามพรมแดนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อแบ่งปันการผลิตไฟฟ้า หรือ Asean Power Grid ซึ่งประเทศฝรั่งเศสเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ไฟฟ้า สัดส่วนที่มีคาร์บอนต่ำ ซึ่งฝรั่งเศสก็อาจจะมีฐานพลังงานอื่น ๆ เช่น พลังงานนิวเคลียร์ 

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ตนมองว่าการเดินทางไปฝรั่งเศสครั้งนี้ของนายกฯ ยังมีอีกหลายหัวข้อ ที่นายกฯ สามารถใช้เป็นประโยชน์ได้ พร้อมย้ำว่าการ เปลี่ยนถ่ายโครงสร้างพลังงาน พรรคประชาชนมองว่า รัฐบาลไม่มีความจำเป็นใดเลยที่ ต้องกู้เงินสักบาทเดียว เพราะว่า การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน สามารถใช้การลงทุนจากภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจได้ ดังนั้นการออก พ.ร.ก. กู้เงินที่ยัดไส้อยู่ใน 400,000 ล้านบาทนั้น เป็นความพยายามที่จะมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะเป็นการลดขั้นตอนไม่ให้สภาตรวจสอบ 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top