วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
อนุทินสับไร้วุฒิภาวะ
ดีดปาก‘เท้ง’
เย้ยเจ็บไร้ภูมิปัญญา
ปมพาดพิงองคมนตรี
ศรีสุวรรณยื่นยุบปชน.
เสี่ยงเซาะกร่อนสถาบัน
“อนุทิน” ดีดปาก “เท้ง-พรรคส้ม” ไร้ภูมิปัญญาวุฒิภาวะ ปมวิจารณ์องคมนตรีร่วมประชุมกับปภ.ระบุปฏิบัติมานานนับ 10 ปี ไม่ได้ก้าวก่ายแทรกแซง ด้าน “ศรีสุวรรณ” บุก กกต.ร้องยุบ “ปชน.” เสี่ยงละเมิดหลักประชาธิปไตยเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฝ่าย “เท้ง” ยังไม่หยุดห้าว จี้นายกฯทบทวนกรณีองคมนตรีเข้าประชุม
เมื่อวันที่ 21พฤษภาคม2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชนกล่าวหาบทบาทองคมนตรีที่ร่วมประชุมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่าไม่เหมาะสม และให้นายกฯ ทบทวนเรื่องดังกล่าว ว่า เป็นสิ่งที่ดำเนินการมาเกือบ 10 ปีแล้ว เป็นเรื่องปกติ และไม่ได้เป็นการประชุมอะไร เป็นการนำเสนอผลการดำเนินงานทั้งหลาย ซึ่งตนก็เชื่อว่าคณะองคมนตรีแต่ละท่านต้องไปรับผิดชอบดูแลประชาชนในส่วนของแต่ละภูมิภาค ท่านก็มาขอและมารับทราบข้อมูล หลายท่านก็เป็นผู้บริหารระดับสูงในแวดวงราชการมาก่อน ท่านก็เห็น และถือเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่ดีด้วย ที่ได้นำเสนอและรับฟังความเห็นของผู้ที่มีประสบการณ์อย่างล้นเหลือ
สับ”เท้ง”ไร้วุฒิภาวะ
เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่าไม่อยากให้นายกฯ ดึงฟ้าต่ำ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่เคย มีแต่คนพูดเท่านั้นมั้ง พยายามอยู่เรื่อย เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้น อย่าไปสนใจในเรื่องของโวหารและเจตนารมณ์ พี่น้องประชาชนเข้าใจดีว่าเขาทำเรื่องนี้เพื่ออะไร ความเห็นทั้งหมดที่พูดมาก็ผิดหมด มันไม่ใช่การประชุม มันไม่ได้เป็นการสั่งการ มันไม่ได้ก้าวก่ายการทำงานของแต่ละภาคส่วน แค่นี้ยังไม่รู้เลยว่าการบริหารประเทศทำอย่างไร แล้วมาแค่นจะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและวุฒิภาวะ” นายกฯ กล่าว
ปภ.แจงวาระปกติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีคณะองคมนตรี ประกอบด้วย นายพลากร สุวรรณรัฐ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ร่วมสังเกตการณ์ ให้คำแนะนำ และข้อห่วงใยในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถามการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้งปี2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น
ปภ.ในฐานะฝ่ายเลขานุการกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ว่า การประชุมดังกล่าว เป็นการประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์และแนวทางในการรับมือสาธารณภัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการปกติ โดยคณะองคมนตรีได้มาสังเกตการณ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 เป็นต้นมา เพื่อรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติของ บกปภ.ช.และถ่ายทอดข้อมูลสาธารณภัยที่ท่านองคมนตรีหลายท่านได้ประสบในพื้นที่ให้แก่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทราบ ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ในการนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการทำงานเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
ศรีสุวรรณร้องยุบปชน
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เข้ายื่นคำร้องต่อ กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้สืบสวนหรือไต่สวนเอาผิดพรรคประชาชน กรณีโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวหารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นการกระทำโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและหรือกฎหมาย เข้าข่ายเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯหรือไม่
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา พรรคประชาชนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวหารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งข้อความดังกล่าวดูผิวเผินตามหัวข้อของการโพสต์จะดูเหมือนเป็นการตำหนิรัฐบาล แต่หากพิจารณาเนื้อหาในข้อความทั้งหมดแล้ว จะเป็นการกล่าวในเชิงพาดพิงการปฏิบัติหน้าที่ของ “องคมนตรี” ก้าวก่ายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลหรือไม่มากกว่า
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตนจึงนำความมาร้องเรียนต่อ กกต. และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้ใช้อำนาจในการสอบสวนและไต่สวนเรื่องดังกล่าว หากพบว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือเข้าข่ายความผิดให้เสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาพิพากษายุบพรรคดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 92 ต่อไป
เท้งจี้อนุทินทบทวนใหม่
ก่อนหน้านี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีบทบาทหน้าที่ขององคมนตรีและการทำงานฝ่ายบริหารในการเข้าร่วมประชุมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ(บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า เราต้องการสิ่งที่ถูกต้องตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแสดงบทบาทของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ที่ไม่ควรที่จะนำตัวแทนหรือสถาบันมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการตัดสินใจนโยบายสาธารณะโดยตรง เพราะทุกการตัดสินใจล้วนต้องมีการรับผิดและรับชอบ หากเกิดการตัดสินใจใดๆ ที่ผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนและพรรคประชาชนมีความเป็นห่วงในส่วนนี้ ซึ่งเราเองมีการสื่อสารไปแล้วเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมาว่าจริงๆการกระทำแบบนี้ของตัวนายกฯ อาจจะไม่มีความเหมาะสม ตนเข้าใจดี เห็นว่าหลายส่วนก็แสดงความคิดเห็นว่าการแสดงประชุมลักษณะนี้ที่มีองค์การมนตรีเข้าร่วม ดำเนินการมาแล้วหลายปีแล้ว แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ตนคิดว่าต้องถามหลักการให้ตรงกันก่อน คำถามนี้ควรจะต้องส่งตรงไปยังนายกรัฐมนตรี ว่าตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คิดเห็นอย่างไรกับการกระทำของตัวเอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ในระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หลักการที่ไม่ถูกต้อง
”มันเป็นหลักการที่ไม่ถูกต้อง ผมก็ไม่คิดว่าอะไรที่ไม่ถูกต้อง ที่เคยทำต่อเนื่องมาแล้วในอดีต ตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. จะต้องทำสืบเนื่องต่อไป อยากเห็นการปรับปรุงการทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ดีกว่านี้“ นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่าทางพรรคมองว่าเหมือนองคมนตรีมาสั่งการใช่หรือ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แม้จะใช้เหตุผลว่าการประชุมอาจจะมาให้สติ หรือการแสดงความคิดเห็นความเป็นห่วงก็ตามแต่ แต่ถ้ามาร่วมประชุมโดยตรง แล้วเกิดการตัดสินใจดำเนินนโยบายใดผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อองคมนตรี ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยตรงองค์พระมหากษัตริย์ได้ ซึ่งอาจจะส่งผลสะเทือนต่อสถาบัน จริงๆ เราอยู่ภายใต้ระบบการปกครองนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารสูงสุดต้องเป็นผู้รับสนองทุกอย่าง ต้องป้องกันไม่ให้สาธารณะมีข้อคิดเห็นใดๆ ที่จะกระทบกระเทือนถึงพระองค์ท่านได้ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่างในการตัดสินใจดำเนินนโยบายสาธารณะทุกเรื่อง
มีอำนาจจะหลีกเลี่ยงแบบนี้
เมื่อถามว่าหากพรรคประชาชนมีโอกาสเป็นรัฐบาล จะใช้กลไกปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีสามารถตัดสินใจดำเนินการได้อยู่แล้ว ถ้าสมมติว่าตนเป็นนายกรัฐมนตรีหรือมีตัวแทนจากพรรคประชาชนเองเป็นนายกรัฐมนตรีเราคงจะวางบทบาทของเราให้มีความเหมาะสม
“หลีกเลี่ยงการจัดประชุมแบบนี้ ที่ตัวแทนหรือตัวสถาบันพระมหากษัตริย์มามีส่วนร่วมโดยตรงในการประชุม เพื่อตัดสินใจ” นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่าจะยกเลิกเลยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “อย่างที่ผมบอกว่าหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าอย่าห้อยโหนดึงฟ้ามาลงต่ำ หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีก็คือดันฟ้าขึ้นสูงเหมือนกัน”
เมื่อถามว่าเป็นอำนาจพิเศษหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ในมุมหนึ่งต้องบอกว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีทำลงไป เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ถ้าถามว่าแล้วเราจะทำอย่างไร ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดแบบนี้
“คริส”ชี้เป็นเรื่องปกติ
ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีองคมนตรีร่วมประชุมกับกรมป้องกันและบรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่า เรื่องนี้ในสายตาของพวกเรา ตนไม่เห็นว่า การที่องคมนตรีมาประชุมร่วมกับทางรัฐบาลนั้นจะเป็นการแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด ในสายตาของพวกเรามองว่าระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันรวมถึงองคมนตรีสามารถที่จะให้คำแนะนำ สามารถมีความเป็นห่วง อย่างไรก็ดีในส่วนของการบริหารบ้านเมืองย่อมเป็นการบริหารของรัฐบาลอยู่แล้ว
“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ยกตัวอย่างในประเทศอังกฤษ นายกรัฐมนตรีกับพระมหากษัตริย์มีการเจอกันอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ก็ต้องถามกลับไปที่พรรคที่นำประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาบนสังคม ว่าวันนี้ท่านนำมาตรฐานใด จากประเทศใดมากล่าวหาสิ่งที่เกิดขึ้นว่า เป็นปัญหาของการแทรกแซงระบอบประชาธิปไตย เพราะในสายตาของพรรคเศรษฐกิจ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องปกติมาก” นายคริส กล่าว
เมื่อถามว่า จะมีการร้องเรียน ไปยังหน่วยงานอื่นๆ หรือไม่ นายคริส กล่าวว่า ทางพรรคเศราฐกิจคิดว่าเรื่องแบบนี้มีวิธีการจัดการอยู่ 2-3 วิธี ตนมองว่า ส่วนสำคัญไม่ใช่เรื่องของศาล แต่เป็นเรื่องของประชาชน วันนี้แต่ละฝ่ายก็ได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาแล้วให้ประชาชนตัดสิน ว่าประชาชนไทยต้องการระบอบประชาธิปไตยแบบไหน ซึ่งในมุมมองพรรคเศรษฐกิจก็เป็นแบบที่กล่าวไปแล้ว
‘เท้ง’ย้ำแก้รธน.ต้องยึด3หลักการ
ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.)ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องใช้เสียงฝ่ายค้าน 20% หลายฝ่ายจึงมองพรรคกล้าธรรมอาจโหวตให้กับร่างของพรรคภูมิใจไทยว่าขณะนี้หน้าที่ของพวกเราคือพยายามเรียกร้องหลักการ 3 ข้อ คือ 1.ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทั้งต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำ 2.ไม่มีกระบวนการสร้างการผูกขาดอยู่กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง 3.ไม่เพิ่มอำนาจให้สมาชิกวุฒิสภา(สว.)กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเราต้องส่งข้อเรียกร้องเหล่านี้ไปให้ทุกพรรคการเมืองและพรรคประชาชนก็พร้อมที่จะลงชื่อให้กับทุกร่างของทุกพรรคที่สอดคล้องกับ 3 หลักการดังกล่าว แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะต้องใช้สัดส่วนของฝ่ายค้าน 20%แต่หลายคนก็ตั้งคำถามว่าพรรคกล้าธรรมที่อยู่ฝ่ายค้านและเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ ผมก็ไม่สามารถไปวิพากษ์วิจารณ์แทนพรรคกล้าธรรมได้ แต่ก็ขอส่งข้อเรียกร้องไปถึงพรรคกล้าธรรมเช่นเดียวกันเหมือนกับทุกพรรคการเมืองอยากให้คงหลักการ3ข้อนี้
สับร่างรธน.ภท.ขัดหลักการ3ข้อ
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่าการออกมาแสดงความคิดเห็นของนายกรัฐมนตรีที่ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วอ้างว่าเป็นเจตจำนงของประชาชนคิดว่าไม่ถูก เจตจำนงของประชาชนที่อยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือกติกาสูงสุดที่สร้างความโปร่งใสประชาชนมีอำนาจอย่างแท้จริง ดังนั้นถ้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นไปตาม 3 หลักการนี้จึงจะเป็นการเดินหน้าตามเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง
เมื่อถามว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยเข้ากับ 3 หลักการของพรรคประชาชนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ได้เห็นรายละเอียดของร่างภูมิใจไทยบ้างแล้ว ต้องบอกว่าขัดหลักการทั้ง 3 ข้อ เช่น การที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมร่างของพรรคภูมิใจไทยก็ไม่มีคูหาให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่าง ส่วนที่บอกว่าไม่มีการผูกขาดแม้จะเขียนไว้ว่าเป็นไปตามสัดส่วนพรรคการเมือง แต่แยกสัดส่วน สส. และสว.
ซัดล็อกสเปกเปิดทางผูกขาด
“ตั้งคำถามได้ว่าตอนนี้มีกลุ่มการเมืองใดกำลังครอบครองเสียงข้างมากในสว.อยู่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น 2 ใน 7ก็จะเป็นคนของก็จะเป็นคนของกลุ่มการเมืองใดการเมืองหนึ่ง บวกกับเสียงของกลุ่มนั้นในสภาล่าง จาก 500 คน ซึ่งบวกเลขออกมาก็เกินครึ่ง จึงเท่ากับว่านี่เป็นการผูกขาดหรือไม่” นายณัฐพงษ์ กล่าวและว่าสิ่งที่ขัดหลักการไม่เพิ่มอำนาจให้ สว.ต้องบอกว่ากระบวนการการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่การแก้ไขร่างเพราะฉะนั้น ไม่ได้ตัดอำนาจสว.แต่ปฏิเสธการเพิ่มอำนาจใหม่ ซึ่งในร่างของพรรคภูมิใจไทยตอนนี้ขัดหลักการทั้ง 3 ข้อ กังวลว่าจะไม่ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับของประชาชนอย่างแท้จริง
เมื่อถามว่ามีโอกาสเซ็น MOA ฉบับที่ 2 หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าตอนนี้เราคงไม่มีอำนาจไปต่อรองให้ใครมาเซ็นMOAด้วยจากสถานการณ์การเมืองปัจจุบันทุกคนแสดงความเป็นห่วงว่าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นพรรคการเมืองที่มีอำนาจอยู่ในสถาบันการเมืองในระบบที่ค่อนข้างที่จะแผ่อิทธิพลได้ครอบคลุม ทั้งสส. สว. และองค์กรอิสระดังนั้นวิธีการเดียวของพวกเราคือเอาหลักอิงประชาชนให้ได้มากที่สุด เอาข้อเรียกร้องสู่สาธารณะทำความเข้าใจกับประชาชน กระบวนการร่างธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยการยื่นแก้ไขมาตรา 256 หมวด 15/1 สุดท้ายก็ต้องไปทำประชามติดังนั้นร่างที่จะผ่านสภาส่อให้เห็นว่า จะเป็นร่างที่ผูกขาดไม่ยึดโยงกับประชาชน ประชาชนก็จะเป็นคนตัดสินสามารถคว่ำร่างได้ในอนาคต
คาดยื่นร่างแก้รธน.ใน1-2สัปดาห์
เมื่อถามถึงกรณีที่นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาให้ความเห็นว่า รัฐบาลไม่ต้องเสียเวลา แต่ให้แต่งตั้งนายเนวิน ชิดชอบ และครอบครัวมาเขียนรัฐธรรมนูญเลยก็ได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นการแสดงความเห็นของนายปดิพัทธ์ที่หลายคนอาจมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันแบบนั้น แต่ตนขอย้ำใน 3 หลักการ เรื่องใดๆ ก็ตามที่สอดคล้องกับ 3 หลักการนี้ รวมถึงร่างพรรคประชาชนจะเป็นการการันตีได้ว่าจะเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่ไม่ได้ผูกขาดกับมือคนใดคนหนึ่ง แม้แต่พรรคประชาชนเองก็ตาม ทั้งนี้คาดว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนจะแล้วเสร็จและจะยื่นต่อประธานสภาภายใน 1-2 สัปดาห์นี้
พท.อยากเห็นภท.จริงใจแก้
นายสมคิด เชื้อคง อดีตสส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย อดีตโฆษกคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญสภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นชัดเจนว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเลือกที่จะโยนให้สภาเป็นผู้ดำเนินการซึ่งทุกพรรคมีสิทธิเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็ต้องขึ้นอยู่กับพรรคภูมิใจไทยว่ามีความจริงใจแค่ไหนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี60หรือเป็นเพียงพิธีกรรมเพื่อไม่ให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์หลังจากที่ประชาชนลงมติ 21 ล้านเสียงให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ต้องวัดใจสว.ไฟเขียวแก้ม.256
นายสมคิดย้ำว่า ทราบกันดีว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี60ทำได้ยากมาก เพราะติดเงื่อนไขที่ต้องใช้เสียง สว.สนับสนุนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญปี60มาโดยตลอด แต่ก็เป็นไปได้ยากส่วนหนึ่งเป็นกับดักที่คนเขียนรัฐธรรมนูญสร้างปัญหาไว้ให้แก้รัฐธรรมนูญเป็นไปได้ยากทำให้การแก้ไขไม่ได้ไปต่อ มาจนถึงครั้งล่าสุดที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยสุดท้ายก็เป็นมวยล้มต้มคนดูในที่สุด
“ครั้งนี้ต้องวัดใจกันว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถโน้มน้าวใจ สว.ให้เห็นด้วยหรือไม่หรือผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญจะจริงใจแค่ไหนในการกดปุ่มไฟเขียวให้มีการแก้ไขได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ การแก้ไขมาตรา 256เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)จะมาจากที่ไหนก็ให้ไปกำหนดกติกากันในที่ประชุมรัฐสภา ที่สำคัญคือต้องแก้มาตรานี้ก่อน ซึ่งในครั้งนี้หากรัฐบาลจริงใจสามารถฝ่าด่าน สว.ได้ก็สามารถนับหนึ่งการแก้รัฐธรรมนูญได้อย่างแน่นอน” นายสมคิด กล่าว
“อนุทิน”ย้ำไม่เกี่ยวที่เขากระโดง
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ว่าทุกอย่างเป็นไปตามเอกสาร ให้ไปดูในเอกสารยืนยันว่าตนไม่ได้ เป็นเจ้าของที่ดินตรงนั้น พร้อมย้ำว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10ปีที่แล้ว ที่มีการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560ได้บัญญัติว่าการเป็นสส.ปาร์ตี้ลิสต์ ก็ต้องมีภูมิลำเนาในเขตนั้นด้วยซึ่งตอนนั้นตนเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยแล้ว แม้จะอยู่ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ก็ต้องมีการเตรียมการทำให้สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้
บอก‘ภาคภูมิใจเป็นคนบุรีรัมย์’
“เมื่อได้รับความไว้วางใจจากชาวบุรีรัมย์ เลือกพรรคภูมิใจไทยเข้ามามีบทบาททางการเมืองได้บริหารราชการแผ่นดิน ผมอยู่ที่นั่นมาระยะหนึ่งใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบุรีรัมย์ไปไหนมาไหน ผมก็บอกว่าเป็นคนบุรีรัมย์ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง การที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตรงนั้นก็เป็นสิทธิ์ของผม ไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้ผิดศีลธรรมและไม่ได้ผิดจรรยาบรรณใดๆ”นายอนุทิน ย้ำเมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าประเด็นนี้จะกระตุกแขนกระตุกขานายกฯ นายอนุทิน กล่าวว่า “กระตุกผมน่ะเหรอ กระตุกจนมาอยู่ตรงนี้ กระตุกจนมาอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลนี่แหละครับ”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี