Logo วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
533.jpg
หน้าแรก / การเมือง
แฉพฤติกรรมล่อนจ้อน  ถล่มปิยบุตร  แนวคิดเลิกองคมนตรี

แฉพฤติกรรมล่อนจ้อน ถล่มปิยบุตร แนวคิดเลิกองคมนตรี

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
Tag : ถล่มปิยบุตร พฤติกรรมล่อนจ้อน เลิกองคมนตรี หมอวรงค์ซัด
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

แฉพฤติกรรมล่อนจ้อน

ถล่มปิยบุตร

แนวคิดเลิกองคมนตรี

หมกมุ่นปฏิรูปสถาบัน

“หมอวรงค์” สุดทนออกโรงซัด“ปิยบุตร” ชงยกเลิกองคมนตรี ร่ายข้ออ้างฟังไม่ขึ้น ถามแรงอคติต่อสถาบันฯมากไปหรือไม่  ชี้ถ้ารักประชาชนจริงต้องแก้นักการเมืองโกง ขณะที่”ธนกร'อัดเลิกปลุกปั่นให้สังคมสับสน จวกตั้งใจมองข้ามข้อเท็จจริง ปล่อยให้อคติบังตา เหน็บอย่าทำตัวเป็นคนใจแคบด้าน‘สมชาย’ล่อนจ้อนพฤติกรรมหมกมุ่นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์มุ่งลิดรอนพระราชอำนาจ

จากกรณีที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้ออกมาเสนอให้ยกเลิกคณะองคมนตรี โดยอ้างว่าเพื่อช่วยประหยัดลดงบประมาณแผ่นดินที่ต้องใช้สำหรับเงินเดือนและค่าตอบแทน รวมถึงประชาชนเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะความเป็นกลางของคณะองคมนตรี จนอาจกระทบกระเทือนถึงสถาบันกษัตริย์ได้ทำให้เกิดเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ร้อนแรงอยู่ในเวลานี้นั้น


เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ว่า อยู่ๆ นายปิยบุตรก็เสนอให้ยกเลิกองคมนตรี หลังจากที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ออกมาวิจารณ์การประชุมร่วมกันของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) นายปิยบุตรน่าจะเข้าใจว่าเป้าหมายของประชาธิปไตยคือความอยู่ที่กินดีของประชาชน ตนจึงอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนายปิยบุตรบ้าง

นพ.วรงค์ ระบุอีกว่า เราต้องยอมรับความจริง ที่ผ่านมา ประชาชนมีการยื่นถวายฎีกาความเดือดร้อนไปยังสำนักพระราชวัง เพราะรัฐบาลและส่วนราชการไม่สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ครบถ้วน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน การที่องคมนตรีจะมาร่วมประชุมกับหน่วยราชการผู้รับผิดชอบ ในปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องภัยน้ำท่วม น้ำแล้ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพื่อนำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไปสู่การแก้ไข ตนคิดว่านี่คือวิถีของสังคมไทยที่ปฏิบัติต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน

“ถ้านายปิยบุตรไม่มีอคติต่อสถาบันมากจนเกินไป น่าจะยอมรับได้ในแนวทางที่เป็นวิถีนี้ ยกเว้นนายปิยบุตรจะห้ามประชาชนถวายฎีกา ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับประชาชนที่เดือดร้อน ส่วนข้อคิดเห็นที่นายปิยบุตรจะยกเลิกองคมนตรี ด้วยเหตุผลว่าจะประหยัดงบประมาณ ยิ่งฟังไม่ขึ้น เพราะการใช้จ่ายงบประมาณแบบฟุ่มเฟือย รวมทั้งทุจริตคอรัปชั่น ถ้าแก้กันจริงๆ จะประหยัดงบได้จำนวนมาก มากกว่าที่จะมายกเลิกองคมนตรี”นพ.วรงค์ ระบุ

นพ.วรงค์ ระบุอีกว่า ถ้าต้องการประหยัดงบประมาณ เพื่อประโยชน์ประชาชน เรามาร่วมมือกันได้ ขอให้นายปิยบุตรตั้งหลัก เอาประโยชน์ประชาชนเป็นตัวตั้ง การเสนอเรื่องแบบนี้ขึ้นมา ขอให้คิดจริงทำจริง ตนมีความเชื่อว่าปัญหาประเทศเกิดจากทุจริตคอรัปชั่น และโยงไปถึงการมีสิทธิประโยชน์ที่มากเกินไปของนักการเมืองที่เอาเปรียบประชาชน ถ้านายปิยบุตรต้องการแก้ปัญหาของประชาชนจริงๆ มันควรมาช่วยกันแก้เรื่องเหล่านี้จึงจะถูก

“ผมสังเกตความคิดนายปิยบุตรมีอะไรก็พุ่งเป้าไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเดียว จนผมต้องตั้งคำถามว่าแน่ใจหรือว่า สิ่งที่นายปิยบุตรเสนอจะนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีของประชาชน ลองถามตนเองว่าอคติต่อสถาบันฯมากไปหรือไม่”นพ.วรงค์ ระบุ

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า คนจำนวนมากที่นายปิยบุตรอ้างถึงน่าจะหมายถึงด้อมส้มทั้งหลายที่เฮไหนเฮด้วยไปกับนายปิยบุตร แต่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ นายปิยบุตรเองก็รู้อยู่แก่ใจดีว่า คณะองคมนตรีไม่ได้มีอำนาจบริหารประเทศ ไม่สามารถอนุมัติงบประมาณหรือแต่งตั้งโยกย้ายอะไรได้เลย แต่นายปิยบุตรตั้งใจมองข้ามข้อเท็จจริงเหล่านี้ไป แล้วหันไปสร้างภาพหวาดระแวงต่างๆ ทางการเมืองขึ้นมาปลุกปั่นด้อมส้มแทน ทั้งๆ ที่ตั้งแต่อดีตมาองคมนตรีก็เคยเข้าร่วมประชุมกับรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว แต่นายปิยบุตรเลือกที่จะไม่พูดความจริง

นายธนากร กล่าวว่า นายปิยบุตรไม่ควรเลือกมองเฉพาะมุมใดมุมหนึ่งเพียงด้านเดียวที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเอง ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงแล้วไม่มีหลักฐานอะไรเลยด้วยซ้ำว่า คณะองคมนตรีจะเข้ามาสั่งการรัฐบาลตามที่นายปิยบุตรพยายามสร้างภาพ นายปิยบุตรควรจะพูดถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการประชุมภัยแล้งครั้งนี้ด้วย อย่าให้อคติมาบังตา อย่าทำตัวเป็นคนใจแคบ หัดมองคนอื่นในแง่ดีบ้าง

ทั้งนี้ สถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจจะส่งผลกระทบกับประชาชนในหลายพื้นที่ ซึ่งวันนี้รัฐบาลพยายามวางมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่วันนี้เรากลับต้องมาเสียเวลาไปกับการอธิบายข้อกล่าวหาทางการเมืองที่ไม่มีมูลความจริงอะไรเลยจากคนเพียงไม่กี่คน วันนี้ประเทศไทยบอบช้ำมาพอแล้ว อย่าทำลายความเชื่อมั่นของคนทั้งประเทศ เพียงเพื่อหวังผลทางการเมืองของกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนอีกเลย มันไม่คุ้มหรอก

ขณะที่นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใครยังสงสัยว่าปิยะบุตร แสงกนกกุล แกนนำจิตวิญญาณพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถูกยุบมาแล้ว2ครั้ง ยังคงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงภายใต้ข้ออ้างปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ไทยอย่างไร ต้องย้อนดูแนวคิดและร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เขาเสนอ เมื่อ10 สิงหาคม 2564 จะรู้ตื้นลึกชัดเจนว่าเขาคิดจะทำอะไรอย่างไร ต่อ สถาบันกษัตริย์ที่อยู่ควบคู่การปกครองไทยในระบอบประชาธิปไตยอ้นมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในเวลานี้ลองอ่านให้ละเอียดและพิจารณาดูร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ของปิยะบุตร10 ประเด็น แต่ส่วนตัวเห็นว่า ชัดเจนว่าไม่น่าจะถูกต้องมีดังนี้

1) กำหนดพระราชสถานะประมุขของรัฐ ศูนย์รวมจิตใจ และความเป็นกลางทางการเมือง ในประเด็นนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยเหตุที่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งรับรู้ในสังคมไทยตามประวัติศาสตร์ชาติและจารีตประเพณีในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย ซึ่งในเรื่องความเป็นกลางทางการเมืองนั้น ก็มิใช่แค่พระมหากษัตริย์ที่จะต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองในการไม่เข้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นหลักการพื้นฐานที่ใช้บังคับอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปัจจุบันอยู่แล้วในลักษณะจารีตประเพณีในทางรัฐธรรมนูญ ที่ไม่จำเป็นต้องเขียนไว้เป็นตัวอักษรแต่ประการใด

การนำประเด็นนี้ขึ้นมานำเสนอเป็นเรื่องแรก ดูจะเป็นความพยายามกลบเกลื่อนเจตนาที่แฝงเร้น

2)กำหนดพระราชอำนาจ ขอบเขตของเอกสิทธิ์และความคุ้มกันพระมหากษัตริย์ให้ชัดเจน คือ “กำหนดขอบเขตของพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐได้เท่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ไม่ทรงมีพระราชอำนาจเหนือสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอื่นของรัฐ

การกระทำของพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐ ต้องได้รับคำแนะนำและความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้เสียก่อน

และต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเสมอ หากการกระทำใดของพระมหากษัตริย์ที่ไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ถือเป็นโมฆะ ”

“การกระทำอื่นใดของพระมหากษัตริย์ที่ไม่ได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์หรือในฐานะประมุขของรัฐย่อมไม่อยู่ภายใต้เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน”

3) เปลี่ยนกฎมณเฑียรบาล เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ สภาฯ แก้ไขได้

“ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยนำกฎมณเฑียรบาลฯ ที่ใช้อยู่ มาพิจารณาประกอบด้วย ทำให้การสืบทอดตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ก็จะเป็นไปตามหลักการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยมีกระบวนการพิจารณาและการประกาศใช้เช่นเดียวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ เหตุที่ต้องกำหนดให้เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็เพราะว่าพระมหากษัตริย์เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เฉกเช่นเดียวกันกับคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และศาล”

4)เปลี่ยนแปลงกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งพระมหากษัตริย์การเสนอพระนามองค์รัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ

การกำหนดเช่นนี้ย่อมขัดแย้งต่อหลักการขึ้นครองราชย์ที่บัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญไทยที่ชอบแล้วและขัดแย้งต่อพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งพระรัชทายาทที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไป

5) กำหนดให้พระมหากษัตริย์และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎร เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

“ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ได้เสนอเกี่ยวกับกระบวนการเข้ารับตำแหน่งของพระมหากษัตริย์ โดยกำหนดให้ก่อนเข้ารับหน้าที่ พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณตนต่อสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อนซึ่งกระบวนการนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทยโดยกำหนให้พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณต่อสภาผู้แทนราษฎร ด้วยถ้อยคำว่า “ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศด้วยความซื่อสัตย์ เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายที่ตราขึ้นโดยสภาผู้แทนราษฎรทุกประการ”

6)เสนอให้ “ยกเลิกองคมนตรี” โดยกเลิกบทบัญญัติที่เกี่ยวกับองคมนตรีซึ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญ หมวด 2 ได้แก่ มาตรา 10 ถึงมาตรา 14 และแก้ไขบทบัญญัติอื่นๆ ที่องคมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น ตัดคำว่า “องคมนตรี” ออกจากมาตรา 183 ซึ่งกำหนดเรื่องเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ซึ่งมีตำแหน่งองคมนตรีอยู่ด้วย

7)กำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หากจะปฏิบัติพระราชภาระไม่ได้/ไม่อยู่ในประเทศ

“ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่สามารถจะทรงแต่งตั้งได้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เสนอให้ส.ส. ที่มีอายุสูงสุดสามคนเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว”

8) เปิดทางให้แก้กฎหมายเกี่ยวกับ “ส่วนราชการในพระองค์”

“ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ กำหนดว่ามีการกระทำใดบ้างที่พระมหากษัตริย์กระทำโดยมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแล้วพระมหากษัตริย์ไม่ต้องรับผิด ซึ่งไม่ได้รวมถึงพระราชอำนาจในการจัดระเบียบบริหารราชการในพระองค์ด้วย จึงหมายหมายความว่าหากแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 15 แล้ว พระมหากษัตริย์ก็ยังคงมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งหรือปลดข้าราชการในพระองค์โดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่ผู้ที่เสียหายก็สามารถฟ้องร้องต่อพระมหากษัตริย์ได้ ”

9) สภาฯ กำหนดวงเงิน และอนุมัติ “เงินรายปี” ให้พระมหากษัตริย์ องค์กรอื่นตรวจสอบการใช้จ่ายได้

“สภาผู้แทนราษฎร จะมีหน้าที่และอำนาจกำหนดวงเงินและอนุมัติเงินรายปีในทุกสี่ปีอย่างสมพระเกียรติและพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ตามสมควร โดยต้องพิจารณาถึงสภาวะทางเศรษฐกิจ สถานะทางการคลังของประเทศ ตลอดจนความจำเป็นเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีของหน่วยรับงบประมาณอื่นประกอบ ด้านกลไกการตรวจสอบการใช้จ่าย คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะมีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบการใช้จ่ายเงินรายปีของพระมหากษัตริย์และรายงานให้สภาผู้แทนราษฎรทราบทุกปี”

10) ยกเลิกการลงพระปรมาภิไธยในพระบรมราชโองการแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ตําแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเท่า ให้คงไว้เพียงการลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยและอำนาจตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น อันได้แก่ รัฐมนตรี ตุลาการศาลยุติธรรม ผู้พิพากษา ตุลาการศาลปกครอง และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

ข้อเสนอนี้นับว่าเป็นการทำลายสายสัมพันธ์ในความเชื่อมโยงผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับข้าราชการระดับสูงที่มีอยู่ในระบบราชการไทยนับตั้งแต่อดีตที่มีการสร้างระบบราชการมาในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน

“พสกนิกรผู้จงรักภักดีและประชาชนไทยในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ลองพิจารณาดูนะครับว่า เขาเสนอแนวคิดแบบนี้เพื่ออะไร ใช่การปฏิรูปที่ดีงามตามที่เขาพูดจริงๆหรือเป็นการบั่นทอนสถานะของพระมหากษัตริย์ไทยกันแน่???”นายสมชาย กล่าว

ส่วนศ.ไชยันต์ ไชยพรอาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ค ระบุว่า ใน FB ของอาจารย์ปิยบุตร เรื่อง “ข้อเสนอเรื่องการยกเลิกองค์กรคณะองคมนตรี”ผมมีข้อสังเกตและข้อสงสัยที่อยากให้อาจารย์ปิยบุตรช่วยตอบหน่อยครับครั้งนี้ ขอสองข้อก่อนนะครับ

ในข้อเขียนของอาจารย์ อาจารย์โพสต์ไว้ว่า“3. หยุด แสงอุทัย ศาสตราจารย์และผู้บรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ และยังเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2492 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้นำองคมนตรีกลับมา อธิบายไว้ว่า

‘รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว (2490) ไม่มีบทบัญญัติเรื่องคณะองคมนตรี แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับชั่วคราว (2490) ประสงค์จะให้มีคณะเผด็จการสำหรับควบคุมคณะรัฐมนตรีอีกชั้นหนึ่ง จึงได้มีบทบัญญัติว่าด้วยคณะอภิรัฐมนตรีขึ้น...’”

1. อาจารย์ทราบไหมครับว่า ทำไมรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว ถึงไม่มีบทบัญญัติเรื่องคณะองคมนตรี ?2. อาจารย์พอจะตอบได้ไหมครับว่า คำว่า คณะเผด็จการในข้อความ “คณะเผด็จการสำหรับควบคุมคณะรัฐมนตรีอีกขั้นหนึ่ง” หมายถึง คณะบุคคลหรือองค์กรใด ?ขอแลกเปลี่ยน สองข้อก่อนนะครับ แล้วค่อยข้อต่อๆไป ขอบคุณล่วงหน้านะครับ

วันเดียวกันนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วย รมว.ยุติธรรมโพสต์เฟสบุ๊ก เตือนสติ นายปิยะบุตร แสงกนกกุล แกนนำจิตวิญญาณพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถูกยุบพรรคมาแล้ว2ครั้ง ว่า เลิกเอาทฤษฎีฝรั่งเศสมาขายฝันให้คนไทยเถอะครับ ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมๆ ไม่เปลี่ยน ถ้าคิดว่าแนวคิดตัวเองเจ๋งจริง ทำไมถึงขับเคลื่อนไม่เคยสำเร็จในทางปฏิบัติเลย เป็นนักกฎหมายที่เก่งแต่ในกระดาษและในห้องเรียน แต่ไม่เคยเข้าใจโลกความจริงของสังคมไทย

นายสามารถระบุว่า ในส่วนประเด็นองคมนตรี ที่นายปิยะบุตร พาดพิงนั้นไม่ใช่สถาบันการเมืองที่ใช้อำนาจบริหารหารือร่วมกับสภา แต่มีหน้าที่ถวายความเห็นตามพระราชอัธยาศัยและช่วยกลั่นกรองพระราชกรณียกิจด้านสังคม สาธารณสุข การศึกษา และอื่นๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเมือง การอ้างว่าต้องมาจากเลือกตั้งจึงเป็นการบิดเบือนหน้าที่หลักขององคมนตรี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

อานิสงส์ไทยช่วยไทยพลัส ส.อ.ท.ลุ้นดันจีดีพีเอสเอ็มอีพุ่ง35-40%

วราวุธเล็งถก3กระทรวงปฏิรูปน้ำตาล

ชีพจรโลกธุรกิจ : 25 พฤษภาคม 2569

สั่งเขมรหุบปาก ‘สีหศักดิ์’ศอกกลับยับ มั่วใส่ร้ายประเทศไทย

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved