วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เปิดขั้นตอนก่อน “ทักษิณ” พ้นโทษ ชี้ “ทักษิณ” ต้องรอการพิจารณาตรวจสอบจัดทำรายชื่อผู้ได้รับอภัยโทษจาก “คณะกรรมการ มาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ” และรอหมายปล่อยตัวจากศาลส่งไปยังเรือนจำพิเศษธนบุรี ก่อนเดินทางไปรับใบบริสุทธิ์ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี สำหรับยื่นปลดกำไล EM กับสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหา นคร 1 เพื่อพ้นโทษบริบูรณ์
วันที่ 4 มิถุนายน 2569 สืบเนื่องจากพระราชกฤษฎีกาพระราช ทานอภัยโทษ พ.ศ.2569 ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิ.ย.69 นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป โดย 1 ในรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นกรณีทั่วไป คือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการพักโทษคุมประพฤติทั้งหมด 4 เดือน (11 พ.ค.69-9 ก.ย.69) แต่เนื่องด้วยนายทักษิณมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ เหลือโทษไม่ถึง 1 ปี จึงเป็นผู้ต้องราชทัณฑ์ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป ขณะที่กรณีการปลดกำไล EM ของนายทักษิณยังอยู่ระหว่างรอกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ที่จะพิจารณากลั่นกรอง ตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษและส่งรายชื่อต่อศาลแห่งท้องที่ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับนั้น
ล่าสุด มีรายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า สำหรับขั้นตอนก่อนที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ถูกคุมประพฤติจากการพักโทษ จะได้รับการปลดกำไล EM นั้น ต้องอธิบายว่า เนื่องด้วยภายหลังจากมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษมาแล้ว ซึ่งมีทั้งผู้ต้องราชทัณฑ์ที่อยู่ในเรือนจำจะได้รับการปล่อยตัวไป และผู้ถูกคุมประพฤติพักโทษที่จะได้พ้นโทษทันที ระหว่างนี้เรือนจำ/ทัณฑสถานทั่วประเทศ อยู่ระหว่างรอการตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษและส่งรายชื่อเสนอต่อศาลแห่งท้องที่ของคณะกรรมการตามมาตรา 21 ของพระราชกฤษฎีกา พระราช ทานอภัยโทษฯ และเมื่อศาลแห่งท้องที่มีการตรวจสอบและออกหมายสั่งปล่อยไปยังเรือนจำ/ทัณฑสถาน ทางเรือนจำ/ทัณฑสถาน จึงจะได้เตรียมความพร้อมปล่อยตัวผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษพ้นโทษออกจากเรือนจำ/ทัณฑสถาน และทุกรายจะได้รับใบบริสุทธิ์ หรือที่เรียกว่าเอกสารสำคัญการปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษ ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าผู้นั้นได้รับการปล่อยตัวถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนหากเป็นกรณีของผู้ถูกคุมประพฤติพักโทษ อย่างเช่นกรณีของอดีตนายกฯ ก็จะต้องรอหมายปล่อยตัวจากศาลแห่งท้องที่ส่งไปยังเรือนจำฯ ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกับสถานที่คุมประพฤติ จากนั้นเรือนจำฯ ก็จะทำหนังสือแจ้งการปล่อยตัวพ้นโทษไปยังสำนักงานคุมประพฤติในท้องที่ และเรือนจำฯ จะได้นัดหมายให้อดีตนายกรัฐมนตรีมารับใบบริสุทธิ์ หรือเอกสารสำคัญการปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษ เพื่อไปยื่นแสดงต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติ เพื่อขอปลดกำไล EM สำหรับพ้นโทษบริบูรณ์
รายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า จากเดิมเมื่อครั้งตอนที่นายทักษิณ ชินวัตร รับโทษจำคุกตามคำสั่งบังคับโทษ 1 ปี อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับโทษอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม และเมื่อได้พักโทษคุมประพฤติ ณ บ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับคุมประพฤติ อดีตนายกรัฐมนตรีก็ได้เดินทางไปรายงานตัวครั้งแรกที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพ มหานคร 1 เนื่องจากเป็นสำนักงานคุมประพฤติที่กำกับดูแลพื้นที่ของสถานที่พักโทษดังกล่าว ฉะนั้นการได้รับพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้ของอดีตนายกรัฐมนตรี เรื่องการออกหมายสั่งปล่อยตัวจากศาล จะถูกส่งไปยังเรือนจำพิเศษธนบุรี เนื่องจากเป็นเรือนจำฯ ที่อยู่ในพื้นที่ตามทะเบียนพำนักสถานที่พักโทษคุมประพฤติ ทำให้ขณะนี้รายชื่อของอดีตนายกรัฐมนตรี ได้อยู่ในการพิจารณาของกรรมการเรือนจำพิเศษธนบุรีเรียบร้อยแล้ว และเมื่อมีหมายปล่อยตัวจากศาลส่งมาที่เรือนจำพิเศษธนบุรีเมื่อใด ทางเรือนจำพิเศษธนบุรีก็จะได้นัดหมายให้อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางไปรับใบบริสุทธิ์ เพื่อไปใช้ยื่นขอปลดกำไล EM กับสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน อดีตนายกรัฐมนตรีก็จะพ้นโทบริบูรณ์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี