537.jpg
เจาะลึกโครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท โอกาสสู่ยุคดิจิทัล หรือความสูญเปล่าที่ต้องทบทวน?

เจาะลึกโครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท โอกาสสู่ยุคดิจิทัล หรือความสูญเปล่าที่ต้องทบทวน?

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.05 น.

โครงการ "THAI Passport" เป็นนโยบายทางด้านเทคโนโลยีระดับชาติที่จัดทำขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โครงการนี้มีเป้าหมายหลักในการเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยสามารถเข้าถึงเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์หรือ Generative AI ในระดับพรีเมียม (Pro) ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

รูปแบบของการดำเนินการนั้น รัฐบาลจะสร้าง "แพลตฟอร์มกลาง" ที่รวบรวมโมเดล AI ชั้นนำระดับโลกจำนวนประมาณ 12 โมเดลเข้าไว้ด้วยกัน เช่น ChatGPT Plus, Gemini Advanced และ Claude Pro เป็นต้น โครงการนี้เปิดสิทธิ์ให้ประชาชนชาวไทยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 5 ล้านคน ได้เข้ามาลงทะเบียนใช้งานระบบดังกล่าวฟรีเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม


สำหรับงบประมาณที่ใช้ในโครงการนี้ มีมูลค่าสูงถึง 1,621 ล้านบาท โดยเป็นการดึงเม็ดเงินมาจาก "กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม" (DE Fund) วัตถุประสงค์ที่ภาครัฐตั้งเป้าไว้คือ การลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี เพิ่มอัตราการเข้าถึง AI ของคนไทยให้ทัดเทียมประเทศอื่นในภูมิภาค ยกระดับทักษะดิจิทัลให้กับนักศึกษาและวัยแรงงาน รวมถึงเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการประกอบธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

 

 

ข้อสังเกตและข้อโต้แย้งหลัก

แม้โครงการจะมีเป้าหมายที่ดี แต่กลับเผชิญกับข้อสงสัยอย่างหนัก นำโดย นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ได้ตั้งกระทู้สดถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีในสภาผู้แทนราษฎร โดยได้ชี้ให้เห็นถึง "ข้อพิรุธและความบังเอิญ" หลายประการที่เกิดขึ้นในกระบวนการจัดทำโครงการนี้ ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้

  • ที่มาของตัวเลขผู้ได้รับสิทธิ์ 5 ล้านคน นายภาวุธตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลข 5 ล้านคนนั้นไม่ได้มาจากการประเมินความต้องการที่แท้จริงของประชาชน แต่เจ้าหน้าที่ สดช. ได้ชี้แจงในชั้นกรรมาธิการว่า วิธีคิดมาจากเงินที่เหลืออยู่ในกองทุนประมาณ 1,500 - 1,600 ล้านบาท เมื่อนำมาหารด้วยราคาค่า AI ที่ประเมินไว้หัวละ 300 บาท จึงออกมาเป็นตัวเลข 5 ล้านคนพอดิบพอดี ซึ่งขัดแย้งกับคำชี้แจงของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ที่ชี้แจ้งว่าตัวเลขดังกล่าวมาจากการประเมินอัตราการเข้าถึง AI ของประเทศไทยที่ปัจจุบันอยู่ราว 10.7% ต่ำกว่าเวียดนามที่อยู่ 23.5% และสิงคโปร์ที่อยู่ 60.9% ดังนั้น หากผลักดันให้มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอีก 5 ล้านคน จะช่วยให้อัตราการเข้าถึง AI ของไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 22-23% ใกล้เคียงกับประเทศเวียดนาม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 16.3% 
  • ความรวดเร็วผิดปกติและข้อสงสัยเรื่องการล็อกสเปก โครงการระดับพันล้านบาทนี้ใช้เวลาประกาศและเปิดให้ยื่นซองประมูลเพียงแค่ 34 วัน (ประกาศในช่วงวันหยุดคริสต์มาส) ซึ่งถือว่ารวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของกองทุน DE ที่สำคัญไปกว่านั้น กลุ่มบริษัทที่ทำหน้าที่ประเมิน "ราคากลาง" กลับกลายมาเป็น "ผู้ชนะการประมูล" เสียเอง โดยชนะด้วยราคาที่เสนอต่ำกว่าราคากลางที่ตนเองเป็นผู้กำหนดเพียงแค่ 1.5% เท่านั้น
  • เงื่อนไขการโฆษณาที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเฉพาะ ในเอกสารเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) มีการระบุข้อบังคับว่า โครงการจะต้องมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทางจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อจำนวน 1,500 สาขา นายภาวุธชี้ว่า ในประเทศไทยมีกลุ่มทุนสื่อเพียงรายเดียวที่ถือครองสิทธิ์ในจอโฆษณาเหล่านั้น และกลุ่มทุนดังกล่าวก็บังเอิญเป็นส่วนหนึ่งของกิจการร่วมค้าที่ชนะการประมูลโครงการนี้ด้วย ซึ่งผู้ที่คว้าโครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาทนี้ไปคือ "กิจการค้าร่วม TH Consortium" โดยเป็นการรวมตัวกันของ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทดังกล่าวยังเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยกวาดงานราคากลางโครงการมูลค่ารวมนับหมื่นล้านบาทของกระทรวง อว. และกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงงานจัดแข่งรถ Moto GP อีกด้วย
  • ข้อสงสัยเรื่องกำไรส่วนต่างมหาศาลกว่าพันล้านบาท จากการประเมินทางเทคนิคโดยอ้างอิงข้อมูลจาก คุณโดม เจริญยศ (ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเคไนน์ จำกัด) พบว่า สเปกของระบบถูกออกแบบให้รองรับผู้ใช้งานพร้อมกันสูงสุดได้เพียง 140 คนต่อวินาที (ความเร็ว 80 Token ต่อวินาที) หากสมมติให้ระบบนี้ถูกเปิดใช้งานอย่างเต็มขีดจำกัด 100% ตลอด 24 ชั่วโมงใน 1 ปีเต็ม ปริมาณการประมวลผลข้อมูลสูงสุดจะอยู่ที่ 353,200 ล้าน Token เมื่อนำไปคูณกับราคาค่าบริการ AI ระดับสูงสุดในตลาด (ประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 ล้าน Token) ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงในการดึงข้อมูลจะตกอยู่เพียงประมาณ 381 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น การที่โครงการใช้งบไป 1,500 ล้านบาท แต่ต้นทุนสูงสุดอาจอยู่ที่เพียง 381 ล้านบาท (ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีผู้ใช้งานเต็มขีดจำกัดตลอดเวลา) หมายความว่าบริษัทผู้รับจ้างอาจได้รับกำไรส่วนต่างสูงถึง 1,119 ล้านบาท เนื่องจากไม่มีการกำหนดเป้าหมายเพดานการใช้ Token ที่ชัดเจนเอาไว้ในสัญญา
  • ท่าทีการตอบคำถามของรัฐมนตรี นายภาวุธระบุว่ารู้สึกตกใจกับท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ที่ตอบคำถามในสภาในทำนองว่า "ใครจะได้รับงานในโครงการดังกล่าวไม่เป็นประเด็น และไม่ใช่เรื่องของผม" รวมไปถึง "ใครจะได้งาน ผมไม่สน" ซึ่งนายภาวุธมองว่า เงิน 1,621 ล้านบาทนี้คือเงินภาษีของประชาชน การตอบคำถามลักษณะนี้ถือเป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบในการกำกับดูแลความโปร่งใสตามที่กฎหมายกำหนด

 

 

การวิพากษ์วิจารณ์และข้อโต้แย้งภาคส่วนอื่นๆ

นอกเหนือจากประเด็นของคุณภาวุธแล้ว โครงการนี้ยังถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางจากหลากหลายวงการ ทั้งนักการเมือง นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ดังนี้

  • นายกรณ์ จาติกวณิช (รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) มองว่ารูปแบบการใช้จ่ายงบประมาณครั้งนี้มีลักษณะเป็นงบดำเนินการ (โอเปกซ์) คือการจ่ายค่าเช่าใช้บริการแบบปีต่อปี เมื่อครบ 1 ปี เงินกว่า 1,600 ล้านบาทจะสูญเปล่าไปพร้อมกับสิทธิ์การใช้งาน โดยที่ประเทศไทยจะไม่ได้ถือครองสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใดๆ ไว้เลย นอกจากนี้ เอกสารประกวดราคา (TOR) ก็เขียนไว้หลวมมาก โดยระบบรองรับการใช้งานจริงได้เพียง 139 รายต่อวินาที ซึ่งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายที่อ้างว่าจะรองรับคน 5 แสนรายต่อชั่วโมง นายกรณ์ยังชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจผิดเรื่องอธิปไตยของข้อมูลว่า แม้เซิร์ฟเวอร์จะตั้งอยู่ในไทย แต่ซอฟต์แวร์และคลังข้อมูลหลักก็ยังเป็นของบริษัทต่างชาติอยู่ดี
  • นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ (นักวิชาการอิสระ) ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความย้อนแย้งในการบริหารงานของรัฐบาลดิจิทัล โดยเปรียบเทียบว่า ในขณะที่ระบบสวัสดิการแห่งรัฐพื้นฐานยังมีความยุ่งยาก ซ้ำซ้อน และบังคับให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยต้องไปยืนยันตัวตนเพื่อ "พิสูจน์ความจน" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รัฐบาลกลับข้ามขั้นตอนไปทุ่มงบประมาณกับเทคโนโลยีระดับสูงอย่าง AI Passport ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่ระบบจะล่ม หรือข้อมูลไม่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ
  • นายรังสิมันต์ โรม (สส. พรรคประชาชน) ในฐานะประธานกรรมาธิการการกฎหมายฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนให้เข้ามาตรวจสอบโครงการนี้ โดยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน การฮั้วประมูล และการล็อกสเปก ประเด็นที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ มีการตรวจสอบพบว่า มีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับ "พลังงานและน้ำมัน" เข้ามาเกี่ยวข้องกับการประมูลโครงการด้านเทคโนโลยีนี้ด้วย ซึ่งทางกรรมาธิการจะดำเนินการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงต่อไป  
  • นายอาร์ม ธนานนท์ (ยูทูบเบอร์และผู้เชี่ยวชาญสายไอที) ได้วิเคราะห์จุดบอดสำคัญ 2 ประการจากเอกสาร TOR คือ ประการแรก ใน TOR ไม่ได้ระบุว่า AI ที่นำมาให้บริการจะต้องสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูลอัปเดต (Web Search) ได้ ซึ่งอาจทำให้คนไทยได้ใช้งานเพียงแชทบอทแบบเก่าที่ไม่ทันเหตุการณ์ ประการที่สอง ระบบไม่เปิดให้ผู้ใช้งานเข้าถึง "API Key" ทำให้ผู้ใช้ถูกจำกัดให้ใช้งานได้เฉพาะบนแพลตฟอร์มที่รัฐจัดทำขึ้นเท่านั้น ไม่สามารถนำ AI ไปเชื่อมต่อเพื่อเขียนโปรแกรมหรือพัฒนานวัตกรรมต่อยอดได้ ซึ่งเป็นการปิดกั้นโอกาสของกลุ่มนักพัฒนาอย่างน่าเสียดาย
  • นายธีระชาติ ก่อตระกูล (อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน) ได้นำเสนอข้อมูลข่าวที่บริษัท OpenAI ประกาศลงทุนมูลค่ากว่า 300 ล้านดอลลาร์ในประเทศสิงคโปร์ เพื่อตอบโต้คำชี้แจงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ที่เคยอ้างว่ารัฐบาลไม่สามารถเจรจาซื้อสิทธิ์โดยตรงกับบริษัท AI ได้เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายนโยบายของบริษัท

 

ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไขเพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติ

จากข้อบกพร่องและข้อโต้แย้งข้างต้น หลากหลายภาคส่วนได้ร่วมกันเสนอแนะทางออก เพื่อให้เม็ดเงินภาษี 1,600 ล้านบาท เกิดความคุ้มค่าและสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยสามารถรวบรวมข้อเสนอแนะได้ดังนี้

  • ข้อเสนอจาก นายกรณ์ จาติกวณิช เสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนงบประมาณก้อนนี้จากงบจ่ายค่าเช่าทิ้งรายปี ให้กลายเป็น "งบลงทุน" เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ประมวลผลประสิทธิภาพสูง (GPU Clusters) ของประเทศเอง เพื่อให้กลายเป็นสมบัติแผ่นดินที่สตาร์ทอัพสามารถเข้ามาใช้งานได้ นอกจากนี้ ควรผลักดันยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็น "AI Builder Hub" โดยใช้พื้นที่ของรัฐ (เช่น โรงงานยาสูบ) ทำเป็นพื้นที่ทดลอง (Sandbox) ให้นักพัฒนานวัตกรรมเข้ามาทดลองสร้างผลิตภัณฑ์ อีกทางเลือกหนึ่งคือ การเปลี่ยนงบประมาณให้เป็นรูปแบบ "คูปองนวัตกรรม" เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME นำไปใช้จัดจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือซื้อระบบ AI ที่ตอบโจทย์ธุรกิจของตนเองโดยตรง รวมถึงการลงทุนร่วมกับมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาโมเดลภาษาไทยเฉพาะทาง  
  • ข้อเสนอจาก นายอาร์ม ธนานนท์ เสนอว่าหากรัฐบาลต้องการดำเนินโครงการนี้ต่อไป สิ่งที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนใน TOR คือ การเพิ่มเงื่อนไขอนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถสร้าง "API Key" ของตนเองได้ เพื่อให้นักพัฒนาสามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในโปรแกรมหรือระบบอื่นๆ นอกเหนือจากแพลตฟอร์มของรัฐ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการต่อยอดทางเทคโนโลยีได้อย่างแท้จริง แต่หากมองในมุมความคุ้มค่า การนำงบ 1,600 ล้านบาทไปจัดทำ Data Center และรันโมเดลด้วยตนเอง หรือมอบเป็นทุนวิจัยให้คนไทยทำ Thai LLM จะเกิดประโยชน์สูงกว่ามาก
  • ข้อเสนอจาก นายธีระชาติ ก่อตระกูล เสนอให้เปลี่ยนงบประมาณไปใช้สนับสนุนผู้ประกอบการสตาร์ทอัพด้านดิจิทัลของไทยโดยตรง และนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เช่น ภาคการเกษตร ภาคสาธารณสุข และภาคการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ควรศึกษาโมเดลของประเทศสิงคโปร์ ที่เน้นการตั้งศูนย์พัฒนาและมุ่งสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ มากกว่าการซื้อซอฟต์แวร์มาใช้แล้วหมดไป เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
  • ข้อเสนอจาก นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ได้เรียกร้องให้รัฐบาล "ระงับการเปิดลงทะเบียนโครงการนี้" ที่กำลังจะเกิดขึ้นออกไปก่อน และขอให้ส่งเรื่องให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รวมถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาทำการตรวจสอบกระบวนการประมูลประกวดราคา ตลอดจนผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งหมดให้มีความชัดเจน โปร่งใส และสิ้นสงสัยเสียก่อน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเงินภาษีของประชาชนจะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด

บทสรุปของโครงการ THAI Passport ณ เวลานี้ จึงมิใช่เพียงเรื่องของการแจกสิทธิ์ใช้งานเทคโนโลยีฟรี แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินให้เกิดวิสัยทัศน์ที่ยั่งยืน โปร่งใส และสร้างรากฐานด้านนวัตกรรมที่เข้มแข็งให้กับประเทศไทยอย่างแท้จริง.

ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ค ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ - Pawoot Pongvitayapanu

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top