วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569
กระหน่ำใช้ไทยช่วยไทยพลัส
ทะล1หมื่นล้าน
เร่งสกัดร้านโกงราคา
คลังเตือนให้ข้อมูลเท็จ
เจอสอบภาษีย้อนหลัง
ประชาชนกระหน่ำใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” 5 วัน กว่า 20 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสมพุ่งทะลุ 1 หมื่นล้านบาท “ศุภมาศ” เตือน เจอร้านค้าโกงราคาไม่ต้องซื้อ พร้อมสั่ง สคบ.ลงตรวจสอบ “อภิสิทธิ์” สับรัฐบาลกู้เงินแก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด เผยลงพื้นที่ยังเจอเสียงบ่นหนาหู ชี้“ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นแค่ระดับหนึ่ง ยังมีเดือดร้อนอีกมาก ปลัดคลังเผยการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยไม่ได้เลี้ยงดูพ่อแม่จริง เข้าข่ายการให้ข้อมูลเท็จ จะถูกตรวจภาษีย้อนหลังได้ “ปกรณ์”ไม่กังวล หลังศาลรธน.เรียกผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้เป็นเรื่องปกติ ย้ำ ต้องเชื่อใจ ก.คลังประเมินสถานการณ์ ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง รายงานความคืบหน้าล่าสุดของโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ที่กระทรวงการคลังเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ข้อมูล ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 น. ตัวเลขการใช้จ่ายและการตอบรับจากทั้งภาคประชาชนและร้านค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่มีประสิทธิภาพ โดยมียอดใช้จ่ายรวมสูงถึง 10,814.41 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลร่วมจ่าย (Co-pay) จำนวน 6,300.59 ล้านบาท และส่วนทีประชาชนจ่ายเอง 4,513.82 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้มาจากจำนวนผู้ใช้จ่ายจริงแล้วกว่า 20,347,513 คน จากจำนวนผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด 26,040,623 ราย
ร้านค้าแห่เข้าร่วมเกือบ1ล้านแห่ง
ในส่วนของร้านค้าทั่วนั้น ปัจจุบันมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้วถึง 984,004 ร้านค้าประกอบด้วยร้านค้าเดิมจากโครงการก่อนหน้า 862,207 ร้าน และร้านค้าใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอีก 121,797 ร้าน นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบและรอตอบรับข้อตกลง (T&C) อีกกว่า 1.2 แสนราย ที่คาดว่าจะทยอยเข้าสู่ระบบได้ในเร็วๆ นี้
เตือนเจอร้านค้าโกงไม่ต้องซื้อ
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าว่า ตั้งแต่โครงการคนละครึ่งพลัสที่มีข้อกังวลและข้อห่วงใย แต่ก็แทบจะไม่พบกรณีผู้ค้าฉวยโอกาส แต่พอมาถึงโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ที่ได้ยินมามีเพียง 1 เคส ซึ่งเมื่อวานนี้ทางสคบ.ก็ได้ลงพื้นที่ ไปยังร้านรถเข็นที่เกิดเหตุ แต่ก็พบว่าปิดร้าน แต่กฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ สินค้าทุกอย่างในประเทศไทยจะต้องปิดประกาศราคา หากไม่ปิดประกาศถือว่าผิด
อย่างไรก็ตามขอแนะประชาชนว่า นอกจากจะมีการสแกนจ่ายเงินในโครงการดังกล่าวแล้ว จะต้องดูให้ดีว่าราคาตรงกันหรือไม่ ซึ่งรวมไปถึงการรูดบัตรเครดิตหรือสแกนจ่ายแบบปกติ ที่ผู้ค้าจะเป็นผู้คีย์ราคาก่อนจ่ายเงิน ซึ่งหากราคาไม่ตรงเราก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธการจ่าย ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแส ไปยังกระทรวงพาณิชย์ได้
นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ไปตรวจสอบ คิดว่าพ่อค้าแม่ค้ากว่า 99% ก็ไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้ว และจากที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ รวมถึงสส.ที่ลงพื้นที่ก็พบแต่เสียงชื่นชมและรอยยิ้ม ว่าช่วยทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ ทำให้ยอดขายของร้านค้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ซื้อก็ได้ของเพิ่มขึ้น 2 เท่า เพราะฉะนั้นเรื่องร้องเรียนในโครงการนี้ยังไม่มี
ตลาดสดเมืองเบตงคึกคัก
ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา นายอิสสะมาแอ ยาโกะ นายอำเภอเบตง นำทีมเจ้าหน้าที่ประกอบด้วย นายวิรัตน์ อุสมา ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง รวมถึงปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่ปกครอง ลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อรับฟังความคิดเห็น ตรวจเยี่ยมการใช้สิทธิ์ของพ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบการร้านค้าในพื้นที่ พร้อมอำนวยความสะดวกและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงการแก่ประชาชน พร้อมกันนี้ ยังได้พบปะพูดคุยกับประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยผ่านโครงการ เพื่อสอบถามปัญหา อุปสรรค และรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง
จากการตรวจสอบพบว่า มีร้านค้าในตลาดสดและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่สะท้อนผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการฯ ยอดการซื้อขายสินค้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้รายได้ดีขึ้น ช่วยให้เศรษฐกิจในระดับชุมชนคึกคัก มีการหมุนเวียนเงินสะพัดมากขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่แสดงความขอบคุณรัฐบาลที่จัดทำโครงการดีๆ เช่นนี้ และหวังว่าจะมีมาตรการสนับสนุนลักษณะเดียวกันนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาว
นายอำเภอเบตงยังได้เชิญชวนผู้ประกอบการร้านค้าและประชาชนที่ยังไม่ได้เข้าร่วม หรือยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ตามโครงการไทยช่วยไทยพลัส ให้เร่งดำเนินการโดยเร็ว เนื่องจากโครงการนี้เป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่จัดขึ้นเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระดับท้องถิ่น
นักวิชาการชี้นโยบายที่ดีไม่ต้องใหม่
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60:40” ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน คือการที่รัฐบาลเลือกนำระบบและแพลตฟอร์มที่ประชาชนคุ้นเคยจากโครงการ “คนละครึ่ง” มาต่อยอด แทนที่จะพัฒนาระบบใหม่ทั้งหมด
ดร.สติธร ระบุว่า แนวทางดังกล่าวช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการ ลดความยุ่งยากในการเข้าถึงสิทธิของประชาชน และลดความเสี่ยงจากปัญหาทางเทคนิคที่มักเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นของโครงการใหม่ ส่งผลให้การลงทะเบียนเป็นไปอย่างรวดเร็วและประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างต่อเนื่อง “บทเรียนสำคัญของนโยบายสาธารณะคือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการคิดสิ่งใหม่เสมอไป บางครั้งการนำระบบเดิมที่มีประสิทธิภาพมาปรับปรุงและพัฒนาต่อยอด ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าได้ เพราะช่วยลดความสับสนและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” ดร.สติธร กล่าว
แนะปรับใช้กับนโยบายสวัสดิการภาครัฐ
ประสบการณ์จากโครงการไทยช่วยไทยพลัสควรถูกนำไปใช้กับการดำเนินนโยบายสวัสดิการภาครัฐในอนาคต โดยเฉพาะการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ซึ่งขณะนี้เริ่มมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการ
ทั้งนี้ แม้การปรับเกณฑ์อาจมีเหตุผลเพื่อให้การช่วยเหลือมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นจริงมากขึ้น แต่รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจน และรักษาความต่อเนื่องของระบบ เพื่อป้องกันความสับสนและความไม่มั่นใจของประชาชน ฉะนั้น หากมีข้อท้วงติงก็ควรรับฟัง อะไรที่ไม่เหลือบากกว่าแรง อย่างกรณีผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร ถ้าปรับได้ก็ควรปรับ อย่างให้เสียบรรยากาศการขับเคลื่อนนโยบาย
ชูข้อดีโครงการไทยช่วยไทยพลัส
สำหรับข้อดีของโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ดร.สติธร มองว่า ประการแรก โครงการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากประชาชนจ่ายเพียง 40% ขณะที่ภาครัฐช่วยสนับสนุนอีก 60% ทำให้ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ทันที
ประการที่สอง โครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและร้านค้ารายย่อย เนื่องจากเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ร้านอาหาร ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการขนาดเล็กโดยตรง
ประการที่สาม กลไกร่วมจ่าย หรือ Co-payment มีข้อได้เปรียบกว่าการแจกเงินสดทั่วไป เพราะทำให้เกิดการใช้จ่ายจริงในระบบเศรษฐกิจ และช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระดับชุมชนเพิ่มขึ้นในระยะสั้น
ชี้ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา
อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร ระบุว่า โครงการลักษณะนี้ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นภาระงบประมาณของรัฐที่ค่อนข้างสูง ผลลัพธ์ที่ส่วนใหญ่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น รวมถึงความเสี่ยงด้านการใช้สิทธิไม่ตรงวัตถุประสงค์ที่ยังจำเป็นต้องมีระบบกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง
ดร.สติธร เห็นว่า รัฐบาลควรมอง “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่กำลังซื้อยังเปราะบาง มากกว่าจะเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว
“มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายช่วยให้เศรษฐกิจหายใจได้สะดวกขึ้นในระยะสั้น แต่การทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงอย่างยั่งยืน ยังต้องอาศัยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทักษะแรงงาน การส่งเสริมนวัตกรรม และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป” ดร.สติธร กล่าว
‘มาร์ค’ซัดกู้เงินแก้ศก.ไม่ตรงจุด
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองและประเด็นทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อน โดยเฉพาะความคืบหน้าการตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ในส่วนของข้อกฎหมาย ยังคงต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ศาลฯกำลังเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงเพิ่มเติม แม้จะทราบว่า ทางรัฐบาลพยายามชี้แจง แต่ตนมองว่า สิ่งที่รัฐบาลชี้แจงไปนั้นยังไม่ตรง ถึงจะพูดถึงปัญหาอย่างไรก็ตาม มันไม่สามารถเชื่อมโยงได้เลยว่า เงินที่นำไปใช้นั้น จะสามารถแก้ปัญหาตามที่รัฐบาลอ้างได้อย่างไร เพราะปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องของกำลังซื้อเป็นหลัก ซึ่งตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ก็ยืนยันชัดเจน
อ้างประชาชนส่งเสียงบ่นหนาหู
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่การทุ่มเงินลงไปใน 2 แสนล้านบาทแรก จึงไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่องของต้นทุน ซึ่งในความเป็นจริงยังมีวิธีอื่นอีกมากมายที่สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงิน โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงานที่จะชี้แจงว่า จะเปลี่ยนผ่านอย่างไร ก็เห็นได้ชัดว่า เป็นเรื่องที่หน่วยงานต่างๆ มีงบประมาณดำเนินการอยู่แล้ว หากต้องการเร่งรัดก็สามารถทำได้เลย และที่สำคัญคือ โครงการที่รัฐบาลพูดถึงในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ก็ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้จริงอย่างที่กล่าวอ้าง นี่จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ยังคงค้างคาอยู่ส่วนในมิติของเศรษฐกิจ
“จากการลงพื้นที่พบปะประชาชนว่า มีเสียงบ่นเรื่องเศรษฐกิจหนาหู แม้จะอยู่ในช่วงที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งช่วยกระตุ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่ร้านค้าจำนวนมากก็ยังคงได้รับความเดือดร้อน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ติงลดหย่อนภาษีตัดสิทธิบัตรคนจน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นคาบเกี่ยวไปถึงนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ที่ไปผูกโยงกับเรื่องการยื่นภาษีว่า ตนได้อภิปรายในสภาไปแล้วว่า รมว.คลังเคยย้ำหลายครั้งว่าการช่วยเหลือต้องเป็นแบบมุ่งเป้า(Targeting) แต่ในทางปฏิบัติกลับสวนทางกัน เชื่อว่า พวกเราทุกคนรู้จักคนที่มีฐานะดีพอสมควร แต่กลับได้เข้าโครงการนี้ ในขณะที่รัฐกลับมาไล่บี้กับคนที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจริงๆ เพียงเพราะว่าลูกหลานของเขาเอาเงินมาช่วยจุนเจือ และนำไปหักลดหย่อนภาษี รัฐกลับจะไปตัดสิทธิ์เขา และตอนนี้ยังมาบังคับให้เลือกอีกว่า จะใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีหรือจะถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประชาชนกลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง ยิ่งกว่ากลุ่มคน 25 ล้านคนที่ไปใช้เงินในโครงการอื่นเสียอีก จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะวิธีการที่ทำอยู่ไม่ใช่การมุ่งเป้าที่ถูกต้อง และที่ซ้ำร้ายคือ เมื่อประชาชนกลุ่มนี้ถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ไม่สามารถกลับไปลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้อีก เนื่องจากหมดเขตไปแล้ว ซึ่งในประเด็นนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า กลายเป็นการทำให้ลูกกลายเป็นคนอกตัญญู เพราะทำให้พ่อแม่ถูกฟ้องร้องหรือเสียสิทธิ์ ซึ่งตนก็เห็นด้วย เพราะเป็นปัญหาจากการที่รัฐพยายามเข้มงวดกวดขันผิดที่ผิดทาง
ปลัดคลังเตือนอย่าให้ข้อมูลเท็จ
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตือนว่า กรณีที่มีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุพการีจริง อาจเข้าข่ายการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อประโยชน์ทางภาษี ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐสามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และหากพ่อแม่มีการยื่นอุทธรณ์ และตรวจสอบข้อเท็จจริงพบผู้สูงอายุไม่ได้รับการเลี้ยงดู และได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลับคืน บุตรคนนั้นจะต้องไม่ใด้สิทธิการหักลดหย่อนภาษีดังกล่าว และอาจถูกสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง
สำหรับผู้สูงอายุ หรือทุกคนที่ถูกตัดสิทธิและเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่น กรณีบุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแต่ไม่ได้ให้การดูแลจริง สามารถยื่นอุทธรณ์ได้หลังจากประกาศผลการทบทวนสิทธิในวันที่ 17 ก.ค.69 โดยจะเปิดรับคำอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 18-31 ก.ค.
“ผู้ที่นำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษีเพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ได้ดูแลจริง ไม่เพียงเข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษี แต่ยังส่งผลให้พ่อแม่เสียโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐด้วย” นายลวรณ กล่าว
วืดบัตรคนจนยังมีมาตรการอื่นรองรับ
ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่า ผู้ที่พลาดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังสามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลืออื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 หรือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ยังดำเนินการตามปกติ นอกจากนี้ คลังยังประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ใช้กลไกในระดับพื้นที่ ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยสำรวจและค้นหากลุ่มคนชายขอบที่อาจตกหล่นจากระบบ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น
‘ปกรณ์’ไม่กังวลกรณีพรก.กู้เงิน
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญ ให้ผู้เกี่ยวข้องทำความเห็นเพิ่มเติมเรื่องการออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ภายใน 7 วันว่า ในส่วนของรัฐบาลไม่ต้องชี้แจงเพิ่มเติม เพราะส่งคำชี้แจงไปหมดแล้ว และเท่าที่ติดตามข่าว ส่วนตัวคิดว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ผู้เชี่ยวชาญ 4-5 คนตามที่ศาลระบุให้ความเห็นทางวิชาการเพิ่มเติม ถือเป็นเรื่องปกติในทุกคดี ส่วนคำชี้แจงของรัฐบาลไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะอยู่ในขั้นตอนกระบวนการเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากนี้ เมื่อศาลได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ ศาลจะมีการนัดประชุมว่าจะมีมติอย่างไรต่อไป ทั้งนี้ขอย้ำว่า เป็นขั้นตอนตามปกติ
เมื่อถามว่า รัฐบาลยังมีความกังวลต่อประเด็นนี้หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้กังวล และส่วนตัวไม่กังวล เพราะตอนที่ควรกังวลที่สุดคือ ก่อนออก พ.ร.ก. และกฎหมายทุกฉบับ เนื่องจากการออกกฎหมายอะไรต้องรับผิดชอบ ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่า สถานการณ์ตอนนั้นมีความจำเป็นเร่งด่วน และเป็นไปเพื่อการรักษาความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศ เพราะขณะนั้นเราไม่ทราบว่าสถานการณ์จะเกิดอะไรขึ้น ประกอบกับสถานการณ์ทางการเงินเราตอนนั้นก็ไม่ค่อยดี ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีดังกล่าว
“เราต้องเชื่อกระทรวงการคลัง ที่เป็นแม่บ้านรัฐบาลว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่ ส่วนการมาพูดหลังสถานการณ์เปลี่ยนก็สามารถพูดได้หมด” นายปกรณ์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี