วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569
โต้ระบบอากง
‘ชัชชาติ’ยันโปร่งใส
โพลให้นำโด่งทุกโค้ง
“ชัชชาติ-ทวิดา” ยันไม่มี “ระบบอากง” ย้ำทำงานโปร่งใส แต่งตั้งข้าราชการตรงไปตรงมา ไม่มีเรื่องทุจริต ขณะที่สถาบันพระปกเกล้าให้ “ชัชชาติ” นำลิ่วผู้สมัครรายอื่น ทุกโค้ง “อนุชา” ปชป.ลุยตลาดเคหะคลองจั่น วางโปรแกรมปราศรัยใหญ่ 17 มิถุนายน ฝ่าย “มัลลิกา” ลุยหาเสียงตลาดบางกะปิ
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม.เบอร์ 9ให้สัมภาษณ์ระหว่างการลงพื้นที่หาเสียงในพื้นที่เขตประเวศถึงประเด็นที่พรรคเศรษฐกิจเตรียมแถลงข่าวเปิดหลักฐาน“ปฏิบัติการทุบ!ระบอบอากง”ประเด็นเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้าย ผอ.เขต ว่า ตนให้ทีมงานมอนิเตอร์ และขอบคุณทุกทีมงานที่ตรวจสอบ เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดี เรื่องตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายต่าง ๆ และตนเชื่อว่าเราทำได้อย่างโปร่งใสมาตลอด
ด้าน น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ในเรื่องนี้ ตอนแรกที่ผู้ร้องได้ร้องไปที่คณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม (ก.พ.ค.) เป็นการร้องเกี่ยวกับกระบวนการในการคัดเลือก ไม่ได้เป็นการร้องเกี่ยวกับเรื่องของการทุจริต หรือประพฤติมิชอบ หรือว่ามีมูลเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นการร้องถึงเรื่องของเกณฑ์ในการคัดเลือก ซึ่งจะมีเกณฑ์ผลงานที่มีการดูค่าคะแนนจากผลงานที่ผ่านมา เกณฑ์ของความหลากหลาย เกณฑ์ของผลสัมฤทธิ์ของงานที่จะเกิดขึ้น
ดังนั้น เมื่อผู้ร้องร้องว่าเกณฑ์ไม่ค่อยชัดเจน คณะกรรมการฯ ได้พิจารณา มีการเรียกคณะกรรมการสอบ ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ไม่เกี่ยวกับข้าราชการทางการเมือง โดย ก.พ.ค. วินิจฉัยว่าเกณฑ์นั้นยังไม่ชัดเจน อาจจะมีการเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นได้ จึงมีวินิจฉัยกลับมาว่าให้ยกเลิกคำสั่งที่ตั้งไปก่อน แล้วให้จัดทำกระบวนการใหม่ทั้งหมด โดยให้ทำเกณฑ์ให้ชัดเจน ที่สามารถอธิบายได้ โดยที่ไม่ตกหล่นและสอดคล้องกัน สั่งการมาประมาณกลางเดือนมีนาคม และช่วงหลังสงกรานต์ ทางคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครเรียกประชุม มีคนนอกด้วย ไม่ได้มุบมิบทำ โดยได้พิจารณาว่า เมื่อได้จัดทำกระบวนการใหม่ หลักเกณฑ์ชัดเจนแล้ว ก็ปฏิบัติการทันที ให้ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายข้าราชการประจำ จัดทำกระบวนการใหม่ทั้งหมด คัดเลือกกรรมการที่สอบใหม่เป็นชุดใหม่ จนได้รายชื่อส่งให้ท่านผู้ว่าฯ จัดทำไปอีก 1 ครั้ง ส่วนที่มีการร้องครั้งที่ 2 เป็นการร้องจาก 17 คนเดิม ที่พอเราถอยคำสั่งไป แขวนชั่วคราวตำแหน่งเดิมไว้ก่อน มีเรื่องของเงินเดือน ค่าตอบแทน ที่มีความเสียหายเกิดขึ้น
เผยโยกย้ายเป็นธรรม
“กระบวนการทั้งหมดไม่ได้จะมุบมิบทำ หรือว่าซ่อนเร้นอะไรเลย กระบวนการทุกอย่างทำถูกต้องตามระเบียบการปฏิบัติราชการทั้งหมด การแต่งตั้งทั้งหมด เกณฑ์สามารถอธิบายได้ อยากขอความเข้าใจว่า เวลาเราพูดเรื่องของการที่เป็นเรื่องของตำแหน่ง เป็นเรื่องแยกจากมูลเหตุอื่น ไม่ได้มีมูลเหตุของการทุจริต หรือว่ามีการชี้ในการสืบข้อเท็จจริงแต่อย่างใด” น.ส.ทวิดากล่าว
นายชัชชาติย้ำว่า ขอบคุณทุกคนที่อยากจะตรวจสอบเราให้โปร่งใส เป็นเรื่องที่ดี เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นเราพูดมาตลอดตั้งแต่ปีแรก เป็นเรื่องใหญ่ ตนดีใจที่มีกระแสเรื่องการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น ก็ขอให้เป็นกระแสต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำเฉพาะช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ขอให้ทำตลอด ให้ช่วยกันตรวจสอบ แล้วเรามีช่องทางร้องเรียนคอร์รัปชั่นที่ทราฟฟี่ฟองดูว์ มีช่องแจ้งคอร์รัปชัน มีคนส่งมาช่วงแรกเป็น 100 เรื่อง ก็มีช่องทางให้ประชาชนสามารถร้องเรียนได้
ส่วนที่ว่าเป็นคำสั่งสุดท้ายก่อนหมดวาระนั้น นายชัชชาติยืนยันว่า ทำตามระเบียบ ไม่อยากทิ้งภาระไว้ให้คนอื่น มีปัญหาก็รีบเคลียร์ให้จบก่อน ไม่อยากให้ต้องรอการโยกย้ายอีกเป็นเดือน เราก็ต้องมีความรับผิดชอบด้วย และก็ทำตามสิ่งที่ทางคณะกรรมการฯ แนะนำ
ยันไม่มีระบบอากง
นายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าของ“ระบบอากง”โดยนายต่อศักดิ์ ยืนยันว่าในระบบผู้ว่าฯเราไม่มี “ระบบอากง”เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะมีการดำเนินคดีหรือไม่ นายต่อศักดิ์ตอบว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการให้ฝ่ายกฎหมายดูอยู่
เมื่อถามว่ากังวลใจหรือไม่ นายต่อศักดิ์ บอกว่า ต้องเอาความจริงมาพูดอย่างเดียว เมื่อถามว่าการออกมาพูดในช่วงเวลานี้ ถือเป็นการโจมตีทางการเมืองหรือไม่ นายต่อศักดิ์ บอกว่า “ก็คงเป็นแบบนั้น”
เมื่อถามย้ำว่า รู้สึกกังวลใจหรือไม่ นายต่อศักดิ์ บอกว่า”ก็ไม่มีอะไร หากมีอะไรก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ส่วนตัวมองว่าที่เพ่งเล็งมาที่ตนเองเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะเขาคงดูตามอายุเรามั้ง”
เมื่อถามว่า จากโพสต์ของนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่เขียนถึงการไปรวมตัวกันของ ผอ.เขต ในลักษณะคล้ายว่า ทำไม#ลื้อดูร้อน ก่อนทิ้งท้ายว่า แล้วไปอัดเสียงอากงเขาทำไมตอนสั่ง จึงถามว่ากังวลหรือไม่ว่าเขาจะมีคลิปเสียง นายต่อศักดิ์ ย้ำว่า “ไม่มี” และมองว่าเป็นวิธีของเขา ผู้ว่าฯ บอกว่าให้เรานิ่งๆ มีอะไรเราก็ตอบตามตรง
ส่วนเมื่อวานนี้ที่บอกว่า“อากง”เป็นคนสั่งให้ ผอ.เขตผู้อำนวยการเขต ไปรวมตัวการแสดงพลังนั้น นายต่อศักดิ์ บอกว่า “ก็เขาเขียนแบบนั้น ผมจะไปสั่งอะไร เขาก็ทำของเขา มันเป็นระบบราชการ”
สุดท้ายนายต่อศักดิ์ ยืนยันในเรื่องของระบบอากงว่า”ไม่มีอะไร มันจะมีอะไรล่ะ ระบบผู้ว่าฯ เขาคนเดียวเท่านั้น”
ทั้งนี้ มีรายงานว่าในขณะนี้ทางทีมกฎหมายของนายชัชชาติ อยู่ระหว่างการถอดเทป เพื่อพิจารณาว่าส่วนใดเข้าข่ายหมิ่นประมาท และดำเนินการทางคดีต่อไป
ชัชชาตินำโด่งทุกสนาม
สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง กทม. 69: ปัจจัยเชิงพื้นที่กับทิศทางการเลือกผู้ว่าฯ คนใหม่” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 23 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 22 - 25 พ.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่วกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,600 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
1. หากเป็นคน กทม. ท่านมีแนวโน้มว่าจะเลือกผู้ว่าฯ กทม. แบบใด? (สำรวจโดย x Line Today)
61.8% ระบุ จะเลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง
รองลงมา คือ 12.5% ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ, 12.0% จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้, 11.7% จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และ2.0% จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล
แนวโน้มการให้ความสำคัญกับ “ความเป็นอิสระของผู้สมัคร” มากกว่าสังกัดพรรคการเมือง สะท้อนความคาดหวังต่อผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะผู้บริหารเมืองที่ควรมีความคล่องตัว เป็นกลาง และมุ่งแก้ปัญหาเมืองบนฐานประสิทธิภาพมากกว่าการเมืองแบบพรรค ขณะเดียวกัน กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางการแข่งขันในสนามเลือกตั้งในระยะต่อไป
หนุนผู้ว่าฯอิสระ
2. ต่างเขตชั้น ต่างทิศทาง: เขตชั้นกลางหนุน “ผู้สมัครอิสระ” เขตชั้นนอกเอน “ฝ่ายค้าน” เขตชั้นในยังเปิดกว้าง
แนวโน้มการเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. สามอันดับแรก
เขตชั้นใน: 26.8 % ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ สูงสุด รองลงมา 23.3% มีแนวโน้มเลือกผู้ว่าฯ กทม.จากผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้ และ 22.0% มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน
เขตชั้นกลาง: 29.3 % มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง สูงสุด รองลงมา 25.9% มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และ 20.8% ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ
เขตชั้นนอก: 27.2 % มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน สูงสุด รองลงมาใกล้เคียงกัน 26.8% ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ และ 16.6% มีแนวโน้มเลือกผู้ว่าฯ กทม.จากผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้
ภูมิศาสตร์ทางการเมืองของกรุงเทพฯ แตกต่างกันตามเขตชั้น สะท้อนโจทย์ความคาดหวัง และฐานการตัดสินใจที่แตกต่างกัน ยุทธศาสตร์การสื่อสารและนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่จึงเป็นโจทย์สำคัญของผู้สมัคร
3. “ชัชชาติ” ยังนำทุกโซน แต่เสียงลังเลยังสูง เปิดช่องให้สมการเลือกตั้งเปลี่ยนได้
แนวโน้มการเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. สามอันดับแรก
เมื่อพิจารณาตามพื้นที่เขตชั้นของ กทม. พบว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” มีคะแนนนำทุกเขตชั้น ในระดับใกล้เคียงกัน (เขตชั้นกลาง: 32.1%, เขตชั้นใน: 31.5% และ เขตชั้นนอก: 30.3%)
รองลงมาทุกเขตชั้น คือ “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” (เขตชั้นใน: 27.3%, เขตชั้นนอก: 27.2% และ เขตชั้นกลาง: 18.7%) ขณะที่อันดับสามของเขตชั้นนอก (16.9%) และ เขตชั้นกลาง (16.3%) เป็นของ “ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” และ เขตชั้นใน (9.8%) เป็นของ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช
สะท้อนว่า แม้ “ชัชชาติ” ยังมีคะแนนนำทุกเขตชั้นของกรุงเทพฯ แต่กลุ่ม “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” ยังมีสัดส่วนสูงในทุกพื้นที่ จึงยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางการแข่งขันได้ นอกจากนี้ ผู้สมัครบางรายมีฐานคะแนนเฉพาะพื้นที่ที่ควรจับตา จึงยังเป็นสนามที่ต้องช่วงชิง “เสียงลังเล” และ “พื้นที่ยุทธศาสตร์” มากกว่าการพึ่งพาคะแนนนิยมเดิมเพียงอย่างเดียว
“โจ”ปชน.ตามประกบ
4. ฐาน ส.ก. เสียงแตก: “ชัชชาติ” นำหลายกลุ่ม แต่ฐานส้มเทไปที่ “ดร. โจ”
เมื่อเปรียบเทียบแนวโน้มการเลือกผู้ว่าฯ กทม. กับพรรคหรือกลุ่มที่เคยเลือก ส.ก. ในปี 2565 พบว่า “ชัชชาติ” ได้รับคะแนนสูงในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทย (41.6%) กลุ่มพรรคประชาธิปัตย์ (31.9%) และ กลุ่มพรรค/กลุ่มอื่น ๆ (48.8%)
ขณะที่กลุ่มที่เคยเลือกพรรคก้าวไกล มีแนวโน้มเลือก “ดร. โจ ชัยวัฒน์” สูงสุด (38.3%) มากกว่า “ชัชชาติ” ที่ได้ 22.6% อย่างไรก็ตาม บางกลุ่มที่ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจยังมีน้ำหนักสูง
“ชัชชาติ” ยังมีคะแนนนำในหลายกลุ่ม แสดงถึงฐานการยอมรับข้ามกลุ่มการเมือง ซึ่งสะท้อนว่า การเลือกผู้ว่าฯ กทม. มีลักษณะของการตัดสินใจเชิง “ตัวบุคคล” สูงกว่าการยึดโยงกับพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว ผู้ที่เคยเลือกพรรคหรือกลุ่มการเมืองเดียวกันไม่ได้จำเป็นต้องเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ ในทิศทางเดียวกันทั้งหมด แต่กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจในบางฐานเสียงยังมีสัดส่วนสูง จึงยังเป็นตัวแปรสำคัญ
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 23 ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่า สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ยังเปิดกว้าง แม้ “ชัชชาติ” จะมีคะแนนนำ แต่กลุ่ม “ลังเล” ก็ยังมีสัดส่วนสูงพอที่จะเปลี่ยนสมการเลือกตั้งได้ ขณะเดียวกัน “ความเป็นอิสระของผู้สมัคร” มีความสำคัญมากกว่าสังกัดพรรคการเมือง สะท้อนความคาดหวังต่อผู้ว่าฯ ในฐานะผู้บริหารเมืองที่คล่องตัวและแก้ปัญหาได้จริง
อนุชาลุยตลาดเคหะคลองจั่น
เช้าวันเดียวกัน. ที่ตลาดเคหะคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม.นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 5 พร้อมด้วยคณะ ลงพื้นที่หาเสียงเขตบางกะปิ โดยเดินเท้าแนะนำตัวเองพร้อมผู้สมัคร ส.ก. นายปรัชญา ศรีสอาด ตั้งแต่ปากทาง ซอยนวมินทร์ 8 ไปจนถึงสวนพฤกษชาติคลองจั่น
นายอนุชา กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เช้าวันนี้ ได้มีประชาชนพ่อค้าแม่ค้าสะท้อนปัญหาต่างๆมาหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องความสะอาด และการจัดการทางเท้า ที่เป็นบริเวณตั้งร้านค้า ก็จะเห็นว่ามีการปรับปรุงถนนหนทางอยู่ ซึ่งก็คงจะต้องใช้ระยะเวลา ตรงนี้ก็คงต้องมาเร่งรัด ส่วนเรื่องขยะประชาชนก็สะท้อนว่าอยากจะให้มีการเข้ามาจัดเก็บให้บ่อยขึ้นกว่านี้ เพราะตอนนี้เหมือนกับว่าจะสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น แต่ด้วยความที่เป็นพื้นที่สวนสาธารณะและมีการจับจ่ายใช้สอยโดยรอบนั้น ก็จะมีเศษอาหารและขยะค่อนข้างเยอะก็อยากให้มาจัดเก็บบ่อยกว่าเดิม
“วันนี้ถ้าถามแต่ปัญหาพรรคประชาธิปัตย์มองว่าเท่ากับเราอยู่กับที่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอคือเรื่องของโอกาสและความหวัง เขาก็บอกว่าถูกใจ อยากให้ 4 ปีจากนี้ไป คนมองเห็นอนาคตด้วย ไม่ใช่แค่พูดกันแค่เรื่องแก้ปัญหาอย่างเดียว ” นายอนุชา กล่าว
มัลลิกาลุยตลาดบางกะปิ
ด้านนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากทม. หมายเลข 14 ลงพื้นที่ตลาดบางกะปิ เขตบางกะปิ กทม. เดินหาเสียงพบปะประชาชน รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นสะท้อนปัญหาเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจปากท้องขณะนี้ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักส่วนใหญ่จะสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับความเป็นห่วงสถานการณ์เศรษฐกิจเนื่องจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนลดลงทำให้การค้าซบเซาอย่างเห็นได้ชัด ผู้ค้าส่วนใหญ่ยอมรับว่า แม้จะมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ก็ก็ยังไม่ฟื้นฟูเพียงพอสถานการณ์การค้าขายยังไม่กลับมาเหมือนเดิม จึงอยากให้รัฐบาลและแม้กระทั่งผู้ว่ากรุงเทพมหานครช่วยเหลือประชาชนด้วยมาตรการเพิ่มเติมต่างๆรองรับ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี