542.jpg
อนุทินลุยโครงการTH-AI  อุ้ม‘ไชยชนก’

อนุทินลุยโครงการTH-AI อุ้ม‘ไชยชนก’

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อนุทินลุยโครงการTH-AI

อุ้ม‘ไชยชนก’

ลั่นถ้ามีทุจริตจะล้มเอง

ครม.เงาแฉพิรุธเอกสาร

ปชน.งัดเอกสารแฉพิรุธ TH-AI  Passport พบเอกสารบริษัทเอกชน เริ่มโครงการก่อนประมูล จ่อยื่นป.ป.ช.สอบเอาผิด “เท้ง” ซัด “อนุทิน” อย่าลอยตัว บี้สั่งระงับโครงการทันที ขณะที่‘ไอซ์’ถามแรง‘ไม่กล้าแตะลูกนาย’ แนะ‘ไชยชนก’ยืดอกรับ อย่าหลบหลังปลัดกระทรวง มีหลักฐาน’ธนาธร-ปิยบุตร’ทุจริต ส่งมาจัดการเอง ขณะที่‘อนุทิน’ชี้ใครเข้าไม่ถึงAIล้าหลัง ระบุดีอีชี้แจงแล้ว ลั่นไม่รู้จัก’มีนอกมีใน ย้ำ’รบ.รังเกียจการทุจริต

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประกอบด้วย นายภาวุธพงษ์วิทยภานุ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนและนายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน ครั้งที่ 6 ถึงการทุจริตในโครงการ TH-AI Passport


โดย น.ส.รักชนก เปิดหลักฐานเอกสารMeta Dataของไฟล์เอกสารเริ่มต้นโครงการคิ๊กออฟTH-AI Passport โดยระบว่าเป็นเอกสารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งอักษร B ซึ่งมีการสร้างไฟล์ตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค.2568 แต่จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กลับมีการประชาพิจารณ์วันที่ 15 ธ.ค. 2568 และมีการประมูลช่วงปลายเดือนธ.ค.ดังนั้นตนจึงคิดว่าโครงการนี้มากกว่าคำว่า“ส่อ”แต่เป็นการทุจริตจริงๆ ดังนั้น ขอให้มีการทบทวนทีโออาร์และฝากไปถึงโครงการลักษณะเดียวกันของกระทรวงอื่นๆ ทั้งนี้ จะได้นำหลักฐานที่รวบรวมได้ไปยื่นต่อสำนักงานคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป ซึ่งเดิมตั้งใจว่าลงทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้หากเอกสารพร้อม ปรึกษาทีมนโยบาย ทีมสื่อสาร เมื่อพร้อมแล้วก็ยื่น คากว่าน่าจะช่วงที่กระทรวงดีอีฯ ตั้งเป้าลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 ก.ค.นี้

ปชน.แฉพบพิรุธเอกสารTH-AI

ด้าน นายธีระชาติ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติในเอกสารชุดเดียวกัน โดยวันที่ 10 พ.ย. 2568 เอกสารที่ใช้สำหรับเสนอประชุม ครม.เศรษฐกิจ โครงการดังกล่าวกำหนดเปิดให้ลงทะเบียนภายใน 90 วัน และจะเริ่มให้บริการภายใน 120วัน ขณะเดียวกันทีโออาร์ฉบับจริง เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2568 กลับมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา โดยเปิดลงทะเบียนภายใน 30 วัน และเริ่มให้บริการภายใน 90 วัน จึงถามว่าเหตุใดต้องเปลี่ยนแปลงระยะเวลาดำเนินโครงการ เพราะรัฐบาลทราบใช่หรือไม่ว่าช่วงวันที่ 15 ธ.ค.2568 เป็นได้เพียงรัฐบาลรักษาการ

ขณะที่นายภาวุธ กล่าวว่า รัฐบาลสามารถนำงบประมาณ 1.6 พันล้านบาท ที่ใช้กับครงการ AI ไปเปลี่ยนประเทศไทยจากในฐานะผู้เช่าใช้ มาทำโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศได้ ซึ่งประเทศเราก็มี AI อยู่แล้ว ตนไม่เห็นด้วยที่จะซื้อ AI ต่างชาติผ่านคนกลาง แต่เห็นด้วยที่จะให้จัดซื้อจัดจ้างแบบรัฐต่อรัฐ (G-to-G) นอกจากนี้ ตนเสนอให้รัฐทุ่มงบฯกับการสร้างทักษะคนทั่วไปและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และใช้ AI ในการจับทุจริต ผลักดันให้เป็นรัฐแพลตฟอร์ม ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ส่วนของกระทรวงดีอีฯ ควรถอยตัวเองออกมา และเป็นผู้สร้างกรอบสร้างมาตรฐานกลางในเรื่องAI

‘เท้ง’จี้’อนุทิน’สั่งระงับโครงการ

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลเคยประกาศให้ความสำคัญกับ AI แต่ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.งมหาดไทย ไม่เคยเรียกประชุมบอร์ด AI แม้แต่ครั้งเดียว ครั้งล่าสุดที่เรียกประชุมอยู่ในยุคของรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากที่มีการแถลงมาทั้งหมด ตนคิดว่าเป็นการทำแบบขบวนการ มีการมอบประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจการเมือง จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ระงับโครงการทันที เอาจริงกับการจัดการคอร์รัปชั่น หรือจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่รู้ ไม่เห็น เพราะต้องเกรงใจลูกชายของคนที่นายกฯ ยังต้องเกรงใจอยู่ 2.ปฏิรูปเงินนอกงบประมาณ และกองทุนดีอีฯ ให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และ 3.เปลี่ยนจากการซื้อ เป็นการสร้าง ไทม์ไลน์เดิมคือตั้งใจว่ามีการลงทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้คิดว่าหากเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ จะมีการปรึกษากับทีมนโยบายและทีมสื่อสารว่าหากเตรียมเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ก็จะยื่น ซึ่งกระทรวงดีอีฯ ตั้งเป้าว่าจะมีการลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ก็คงอยู่ในช่วงระยะเวลานี้

นักการเมือง-ขรก.ฟอกขาวรับผิดอบ

เมื่อถามว่า หลักฐานที่มีจะพุ่งเป้าไปถึงใครบ้าง และจะไปถึงบริษัทเอกชน น.ส.รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้เราไม่อยากไปเพ่งโทษหรือให้โทษกับบริษัทที่ทำมาหากิน เพราะเข้าใจว่าทุกบริษัทต้องกินต้องใช้ และถ้านโยบายภาครัฐเป็นอย่างไร หากตามน้ำไป ทุกคนมีกินมีใช้แน่นอน แต่เราคิดว่าคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้จริงๆ คือรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ออกนโยบาย หากทำนโยบายให้เกิดการแข่งขันจริงๆในอุตสาหกรรมนี้ ทุกคนได้ประโยชน์จากงบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาท หรือเงินทั้งหมดที่อยู่ในก้อนรวมกัน เช่น งบไอที งบพัฒนาทักษะและ AI มูลค่ามากกว่าหมื่นล้านบาท

ไม่ใช่โยง’ลูกนาย’แล้วทำหูทวนลม

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า หากมาทำให้เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมนี้ ตนคิดว่าเทคโนโลยีในประเทศ หรือสายไอทีในประเทศงอกเงยขึ้นแน่นอน ซึ่งเราได้เห็นจากโครงการ TH-AI Passport แล้ว หลังจากมีคนออกมาให้ความเห็น และเป็นผู้เชี่ยวขาญในแวดวงดังกล่าวทั้งนั้น คิดว่าเราไม่อยากเอาอะไรกับบริษัทที่เป็นเอกชนหรือนิติบุคคล หรือบริษัทมหาชน เรื่องนี้คนที่ต้องออกมายืดอกรับคือนายไชยชนก อย่าไปยืนหลบอยู่หลังปลัดกระทรวง หรือยืนหลบอยู่หลังบริษัท ในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีอำนาจเต็ม ต้องพิสูจน์ว่าอะไรที่เกิดขึ้นและไม่ถูกต้องก็สั่งให้ปลัดกระทรวงยกเลิกโครงการนี้ อย่าไปเกรงใจใคร เพราะปลัดบอกแล้วว่าอำนาจอยู่ในมือปลัด และรัฐมนตรีสามารถสั่งปลัดได้

“ส่วนท่านอนุทิน ดิฉันเห็นว่าสั่งเบรกมาแล้วหลายอย่าง ตั้งแต่แลนด์บริดจ์ เปลี่ยนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่เรื่องนี้ท่านเงียบกริบเลย ท่านจะไม่กล้าแตะต้องลูกนายหรือว่าอย่างไร อยากจะให้คนคิดแบบนั้นใช่หรือไม่” น.ส.รักชนก กล่าว เมื่อถามว่า ในคำร้องจะใส่ชื่อใครบ้าง น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนเน้นฝ่ายการเมือง เพราะเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุด แต่ข้าราชการคนไหนที่ยินดีที่จะขายตัวรับใช้เรื่องนี้ ก็อย่างที่เห็นกันว่าใครที่ออกมาช่วยฟอกขาวให้โครงการคงจะต้องร่วมด้วย

‘ธนาธร-ปิยบุตร’พบโกงสอบแน่

เมื่อถามถึง กรณีที่มีการเปิดภาพ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า แต่ดูเหมือนสังคมบางส่วนไม่เข้าใจ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนยังไม่เลิกติดตามโครงการนี้ และเปิดต่อเนื่อง เป้าหมายสุดท้ายของตนคือต้องการให้พับโครงการ ซึ่งคิดว่าความตั้งใจนี้เป็นการยืนยันแล้วว่าไม่ว่าใครจะถ่ายรูปร่วมกับใคร คนคนนั้นจะมีความสัมพันธ์อย่างไร อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานของตน ซึ่งตนยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศขาติเป็นหลัก โดยการทำงานของตนในวันนี้ การที่นำข้อมูลมาเปิดในวันนี้คิดว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของพวกเราหรือไม่ อย่างไร ถามย้ำว่า ประเด็นภาพนายธนาธรและนายปิยบุตร จะไม่ได้เป็นการปิดตาข้างเดียวใช่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าประชาชนในประเทศนี้ได้รับข้อมูลว่านายปิยบุตรและนายธนาธรมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการไหนในภาครัฐ ไปล็อกสเป็กหรือปั้นโครงการให้ใคร สามารถส่งมาให้ตนได้ ยืนยันว่าจะจัดการและยื่น ป.ป.ช.ให้แน่นอน ซึ่งจะดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะคนในหรือคนนอก

‘อนุทิน’ชี้ใครเข้าไม่ถึงAล้าหลัง

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านท้วงติงโครงการ th-ai passport ว่า เราต้องเติบโตไปกับโลกเทคโนโลยี วันนี้ใครเข้าไม่ถึง AI จะเป็นคนที่ล้าหลังไม่ทันโลก การดำรงชีวิตของผู้คนในปัจจุบันเราต้องมีทุกสิ่งที่ประกอบเพื่อให้เราอยู่ในเวทีหรือมีความพร้อมมากกว่าคนอื่น ประเทศไทยเรามีความมั่นคงเรื่องเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นลำดับต้นของโลกอยู่แล้ว เรามีทั้งผู้ที่สามารถเขียนโปรแกรมขึ้นมาและผู้ที่พัฒนาระบบต่างๆขึ้นมาเอง เราไม่ได้ใช้เทคโนโลยีของต่างประเทศเลย เพียงแต่เอาแพลตฟอร์มและองค์ความรู้ต่างๆเข้ามาพัฒนาแล้วกระจายเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ไปให้ประชาชน

ดีอีชี้แจงไปแล้วเหตุผลทำโครงการ

เมื่อถามย้ำว่าเขาไม่ได้ติงที่แนวคิดแต่ติงที่ทีโออาร์ที่เกี่ยวพันกับคนที่ใกล้ชิดตระกูลชิดชอบ นายอนุทิน กล่าวว่า ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้ดำเนินการ รมว.ดีอี เป็นผู้รับผิดชอบและอธิบายเรื่องนี้ให้เข้าใจเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องกังวลก็คือดำเนินการด้วยความสุจริตและเป็นไปตามขั้นตอนที่ระเบียบกำหนดหรือไม่ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามนั้นก็ถือว่าผู้ที่ดำเนินการได้ดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายตามนโยบายที่รัฐบาลกำหนดให้ทำ เพราะถ้าเขาไม่ทำเขาก็จะมีปัญหาเรื่องผลงานและการประเมินของเขา

ลั่นไม่รู้จักคำว่า’มีนอกมีใน’

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าโครงการนี้จะไม่มีนอกมีในหรือไม่โปร่งใส ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “รัฐบาลนี้ไม่รู้จักคำว่ามีนอกมีใน มีแต่ให้ประชาชน พวกผมทำงานอยู่ตรงนี้ ผมไม่ทนเรื่องพวกนี้อยู่แล้วเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตพวกผมดีขึ้น มีประโยชน์เพิ่มขึ้น มีเงินมีทอง ทุกวันนี้ผมว่าผมก็อยู่ได้ ท่านก็เห็น มีแต่ที่ผมไม่ได้เข้า 60/40 เท่านั้นเพราะเห็นว่าตัวผมไม่จำเป็นต้องไปตัดสิทธิ์คนอื่น ผมก็ใช้ชีวิตปกติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี เป็นประชาชนธรรมดา หรือนายกฯ ชีวิตผมไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นในเรื่องพวกนี้ผมไม่มีความจำเป็นต้องไปเกรงใจใครหรือเกรงกลัวใครที่จะทำทุจริต โดยเฉพาะในรัฐบาลที่ผมเป็นนายกฯอยู่”

นายกฯ-ครม.รังเกียจการทุจริต

เมื่อถามว่าพร้อมให้ตรวจสอบตลอดใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “น้องต้องไม่ถามนำ นายกฯและคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ทุกคนรังเกียจการกระทำทุกชนิดในเรื่องการทุจริตและผิดกฎหมาย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง การแต่งตั้งโยกย้าย นโยบายการปราบปรามอาชญากรรม ยาเสพติด และการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ถ้ามีทุจริตเราดำเนินการอย่างเต็มที่ ย้ำว่าเราจะเป็นศัตรูกับเรื่องทุจริตทุกรูปแบบ และทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการถ้ามันไม่ถูกต้องระบบจะทำให้มันล้มไปเอง และถ้าผิดกฎหมายระบบก็จะทำให้มันผ่านไปไม่ได้ แต่แน่นอนว่าประชาชนรอ AI อยู่ AI ต้องตอบไม่ใช่ถามอยู่ 3 คำถามแล้วค่อยๆช้าลงไปรอสักครู่เวลาทำมาหากินมันรอไม่ได้ ถามปุ๊ปต้องตอบปั๊ป”

‘ภราดร’ยังไม่เห็นร่างเพื่อไทย

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยจะยื่นเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจากที่มีการปรับปรุงแก้ไขแล้วพรรคภูมิใจไทยจะสนับสนุนหรือไม่ ว่า ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีปัญหาที่จะสนับสนุน แต่วินาทีนี้ยังไม่เห็นเนื้อหาว่าร่างของเขามีลักษณะอย่างไร แต่หลักใหญ่คือ 1.จะต้องไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 2. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและ3.จะต้องไม่มีการแก้ไขหมวดหนึ่งและหมวดสอง หากไม่มีทั้ง 3เรื่องนี้ก็ไม่มีเหตุผลที่พรรคภูมิใจไทยจะไม่สนับสนุน ทั้งนี้คงต้องเอาร่างมาดู เพราะเท่าที่ทราบร่างของเขายังไม่เสร็จ มีแค่การให้ข่าวว่าเนื้อหาจะเป็นแบบใด เมื่อถามว่า เนื้อหาพรรคเพื่อไทยใช้ อิงตามรัฐธรรมนูญปี 2540 พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นเนื้อหา แต่ย้ำว่า โดยหลักการไม่ขัดข้อง แต่ต้องไม่ขัดแย้งจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยทั้ง 3ข้อ

เมื่อถามว่า ในส่วนร่างของพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ได้เห็นเนื้อหาแล้วหรือยัง นายภราดร กล่าวว่า พรรคประชาชนเขาให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการเลือกตั้ง แต่ส่วนตัวยังไม่เห็นร่างของพรรคประชาธิปัตย์ เท่าที่ทราบคือให้มีการฟังเสียงประชาชนผ่านออนไลน์ ในส่วนของพรรคประชาชน เราคิดว่า ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคือการให้ประชาชนเลือกโดยตรง

นายกฯบินรัสเซีย17-18มิถุนายนนี้

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 ที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย โดยมุ่งใช้เวทีดังกล่าวขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านพลังงาน เพื่อสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศไทยและประชาชน ซึ่งนายกฯจะออกเดินทางจากประเทศไทยช่วงบ่ายวันที่ 16 มิถุนายนนี้ หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

เปิดประตูเศรษฐกิจให้ประเทศไทย

น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า นายกฯ ให้ความสำคัญกับการใช้เวทีระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศ โดยในการเดินทางครั้งนี้ จะเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ การหารือกับภาคเอกชนอาเซียน-รัสเซีย และพบปะผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ตลอดจนผู้แทนภาคธุรกิจชั้นนำ เพื่อผลักดันความร่วมมือที่สามารถต่อยอดเป็นการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคตนายกฯ กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าการเข้าร่วมเวทีระหว่างประเทศต้องสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ให้ประเทศ ไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมประชุม แต่ต้องเปิดตลาดใหม่ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ดึงดูดการลงทุน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เน้นส่งออกสินค้า-เจรจาพลังงาน

น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า ช่วงที่เศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์มีความผันผวน ไทยจำเป็นต้องกระจายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าและพันธมิตรทางเศรษฐกิจให้กว้างขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยรัสเซียเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งด้านพลังงาน ปุ๋ย และวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านสินค้าเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมแปรรูป ซึ่งสามารถต่อยอดความร่วมมือและขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันได้อีกมาก การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างช่องทางใหม่ให้ภาคธุรกิจไทย เพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดที่มีศักยภาพ ต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงดึงดูดการลงทุนในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ อันจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว ไทยยังจะใช้เวทีดังกล่าวผลักดันความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนการเชื่อมโยงภาคธุรกิจและประชาชนระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจในอนาคต

ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย และถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ไทยจะใช้ขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจ เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆ และสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศและประชาชนไทย

‘สีหศักดิ์’จับตา‘อนุทิน’ถก‘ปูติน ‘

ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศกล่าวถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางร่วมประชุมอาเซียน- รัสเซีย ระหว่างวันที่ 17-18 มิ.ย.นี้ ว่า เป็นการประชุมในกรอบอาเซียน-รัสเซีย โดยจะมีการหารือถึงสถานการณ์โลกและภูมิภาค รวมไปถึงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ในสาขาใหม่ๆระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย

เมื่อถามว่า จะมีการเจรจาการค้าอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า คงไม่ดีล เพราะการซื้อปุ๋ยก็มีการหารือกันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องของราคาและรายละเอียด ส่วนจะมีการหารือต่อหรือไม่ ตนไม่แน่ใจ เพราะเราไปในกรอบอาเซียน ขึ้นอยู่กับจังหวะการหารือกับนายวลาดีมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ว่ามีจังหวะอย่างไร

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top