วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569
วันนี้ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง ข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่ให้สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ดังนี้
(1) รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงินงบประมาณจำนวน 3,788,000 ล้านบาท (วงเงินเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569)
(2) เห็นชอบข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และมอบหมาย สงป. จัดพิมพ์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และเอกสารประกอบงบประมาณเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันที่ 23 มิถุนายน 2569 และนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
(3) เห็นชอบการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (ครั้งที่ 2) ซึ่งปรับวันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร จากเดิม 1 -3 กรกฎาคม 2569 เป็น 29 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม 2569
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
สำนักงบประมาณได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 วรรคสอง โดยวิธีการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ผ่านเว็บไซต์สำนักงบประมาณ ระหว่างวันที่ 3 - 9 มิถุนายน 2569 โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้าระบบรับฟังความคิดเห็น จำนวน 1,783 ราย และมีผู้แสดงความคิดเห็น จำนวน 236 ความคิดเห็น
ทั้งนี้ สำนักงบประมาณได้นำผลการรับฟังความคิดเห็นไปประกอบการวิเคราะห์ผลกระทบและการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และได้จัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
2. ข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
สำนักงบประมาณได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยได้ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และได้มีการปรับรูปแบบให้มีความถูกต้องและเหมาะสมยิ่งขึ้นตามแบบการร่างกฎหมาย ตามที่ได้มีการประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 และตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว โดยร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีโครงสร้างของร่างพระราชบัญญัติฯ จำนวน 8 หมวด 41 มาตรา เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ มีรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย และบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
3. การปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (ครั้งที่ 2) เป็นการปรับกำหนดวันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรให้เร็วขึ้น จากเดิมวันพุธที่ 1 ถึง วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 เป็นวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน ถึงวันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยขั้นตอนและกิจกรรมอื่นยังคงเดิม ซึ่งการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบต่อกรอบระยะเวลาตามที่บทบัญญัติของกฎหมายกำหนดไว้ และไม่ส่งผลต่อช่วงเวลาการประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
4. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบและมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับแผนการบริหารการคลังและงบประมาณในระยะปานกลาง ซึ่งรวมถึงการเพิ่มสัดส่วนรายได้ การปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและการจัดสรรงบชำระหนี้ให้สอดคล้องกับขนาดของมูลหนี้และภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลังที่เพียงพอสำหรับรองรับความเสี่ยงและรายจ่ายที่จำเป็น สำหรับการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีสามารถรับทราบและให้ความเห็นชอบได้ตามที่เห็นสมควร
2. เรื่อง การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ดังนี้
(1) เห็นชอบผลการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... จำนวน 10,328.06 ล้านบาท
(2) เห็นชอบการยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 (เรื่อง ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณและมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้อง) เพื่อให้รายการผูกพันข้ามปีงบประมาณที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ให้ได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในปีแรก เป็นจำนวนต่ำกว่าร้อยละ 15 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 (เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562) และเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 (เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย เพื่อเพิ่มระยะเวลาขั้นต่ำในการรับฟังความคิดเห็น) เพื่อให้การรับฟังความคิดเห็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 ใช้ระยะเวลา 3 วัน
(3) มอบหมายให้ สงป. นำผลการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ใช้จัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้วไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็น รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำงบประมาณดังกล่าวมาส่งคืน
สาระสำคัญของเรื่อง
ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 เห็นชอบหลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และปฏิทินการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดให้สำนักงบประมาณเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2569 นั้น
สำนักงบประมาณนำเสนอ ดังนี้
1. หน่วยรับงบประมาณ ได้ส่งรายละเอียดการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านความเห็นชอบจากรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแลให้สำนักงบประมาณ เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 และสำนักงบประมาณได้พิจารณาดำเนินการตามหลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยรายการที่นำไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... มีดังนี้
1) รายจ่ายประจำในทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพันหรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรมการประชาสัมพันธ์ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ (รวมถึงการศึกษาดูงานในต่างประเทศที่อยู่ในหลักสูตรการฝึกอบรม) และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ รวมทั้งรายการและงบประมาณที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาตามมาตรการลดการใช้พลังงานภาครัฐ และ/หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด หรือบางส่วนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
2) รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย ได้แก่ รายการปีเดียวที่ยังไม่สามารถประกาศประกวดราคา ประกาศเชิญชวน หรือจัดหาผู้รับจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยงบประมาณรายจ่ายของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดสำนักงบประมาณจะพิจารณาเป็นกรณี โดยคำนึงถึงประโยชน์ในการสร้างงาน สร้างรายได้ของประชาชนในพื้นที่ด้วย รายการผูกพันข้ามปีงบประมาณ ตามมาตรา 41 และ 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 และรายการใหม่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ยังไม่สามารถประกาศประกวดราคา ประกาศเชิญชวน หรือจัดหาผู้รับจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ซึ่งหน่วยงานพิจารณาแล้วเห็นว่าหมดความจำเป็นในการดำเนินการ และต้องการยกเลิกการดำเนินการ หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้ ตลอดจนรายการและงบประมาณที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ กรณีรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... จะทำให้รายการดังกล่าวได้รับการจัดสรรงบประมาณในปีแรกต่ำกว่าร้อยละ 15 ซึ่งมีผลให้ต้องได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 ที่กำหนดให้รายจ่ายลงทุนที่จะขออนุมัติผูกพันข้ามปีมาทุกรายการต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในปีแรก เป็นจำนวนเงินไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ของวงเงินรายจ่ายส่วนที่เป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้นของรายจ่ายลงทุนนั้น ๆ โดยไม่รวมวงเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด
3) หน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอัยการ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนและทุนหมุนเวียน ซึ่งยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ที่พิจารณาเห็นว่ารายการที่ได้รับงบประมาณไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ของการตั้งงบประมาณ หรือมีเงินรายได้/เงินรายได้สะสมคงเหลือเพียงพอต่อการดำเนินภารกิจของหน่วยงานทดแทนเงินงบประมาณที่ได้รับ โดยใช้หลักเกณฑ์และแนวทางตามข้อ 1) และ 2) โดยอนุโลม
2. สรุปผลการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... จำนวน 10,328.0651 ล้านบาท มีสาระสำคัญ ดังนี้
2.1 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ (Function) จำนวน 9,039.7949 ล้านบาท ประกอบด้วย รายจ่ายประจำ จำนวน 632.9942 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน จำนวน 8,406.8007 ล้านบาท โดยกรณีหน่วยงานของรัฐสภา และองค์การมหาชน สำนักงบประมาณได้พิจารณานำงบประมาณมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ..... ในจำนวนเท่ากับข้อเสนอของหน่วยงานดังกล่าว
2.2 งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) จำนวน 1,288.2702 ล้านบาทประกอบด้วย รายจ่ายประจำ จำนวน 50.1370 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน จำนวน 1,238.1332 ล้านบาท
2.3 งบประมาณรายจ่ายที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... จำนวน 10,328.0651 ล้านบาท นำไปตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ ปัญหาความมั่นคงชายแดน ความผันผวนของตลาดการเงิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาภัยพิบัติ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ
3. กรณีการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... มีผลให้เป้าหมายหรือตัวชี้วัดแผนงาน ผลผลิตหรือโครงการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ลดลงในสาระสำคัญ ให้หน่วยรับงบประมาณเสนอขอปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต่อไป
4. กรณีงบประมาณรายจ่ายตามข้อเสนอวงเงินของหน่วยรับงบประมาณที่นำมาพิจารณา จัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... เป็นงบประมาณรายจ่ายที่สำนักงบประมาณอนุมัติเงินจัดสรรไปยังหน่วยรับงบประมาณแล้ว แต่หน่วยรับงบประมาณยังมิได้เบิกจ่ายเงินจากคลังเพื่อให้การจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงเห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณามอบหมายให้สำนักงบประมาณประสานหน่วยรับงบประมาณดำเนินการนำเงินจัดสรรที่ผ่านการพิจารณาตามข้อ 2 มาส่งคืนในระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (New Government Fiscal Management Information System : New GFMIS) ที่หน่วยรับงบประมาณส่วนกลาง โดยสำนักงบประมาณจะประสานกรมบัญชีกลางในการดำเนินการลดยอดเงินจัดสรร ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 เพื่อประมวลข้อมูลการจัดสรรคืนและนำไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ต่อไป
5. การยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ดังนี้
5.1 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 เรื่อง ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ และมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้อง กรณีรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ให้ได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในปีแรก เป็นจำนวนต่ำกว่าร้อยละ 15 ของวงเงินรายจ่ายส่วนที่เป็นเงินงบประมาณรายจ่ายทั้งสิ้นของรายจ่ายลงทุนนั้นๆ โดยไม่รวมวงเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด
5.2 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ในส่วนของคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย เพื่อเพิ่มระยะเวลาขั้นต่ำในการรับฟังความคิดเห็น โดยให้มีการรับฟังความคิดเห็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นระยะเวลา 3 วัน
6. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบและมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น การใช้จ่ายวงเงินดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า ความจำเป็นและเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์และเงื่อนไขทางการเงินการคลังของประเทศ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีสามารถให้ความเห็นชอบและมอบหมายได้ตามที่เห็นสมควร
เศรษฐกิจ-สังคม
3. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการคลองระบายน้ำคลองทับมา - คลองกะแมง อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรมชลประทานดำเนินโครงการคลองระบายน้ำคลองทับมา - คลองกะแมง อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง (โครงการคลองระบายน้ำฯ) มีกำหนดแผนงานโครงการ 5 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2574) กรอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 4,400 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. เนื่องจากสภาพภูมิประเทศในพื้นที่ลุ่มน้ำของอำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยองมีความลาดชันค่อนข้างมาก เมื่อเกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก น้ำจากพื้นที่ต้นน้ำจะหลากลงสู่ลำห้วยต่างๆ อย่างรวดเร็วทำให้เกิดน้ำท่วมบริเวณพื้นที่ราบลุ่ม ด้านท้ายน้ำ ประกอบกับหากเกิดสภาวะน้ำทะเลหนุนสูงจะส่งผลต่อการระบายน้ำในพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ คลองทับมา ซึ่งเป็นคลองสายหลักมีความสามารถในการระบายน้ำได้ไม่เพียงพอ จึงเป็นสาเหตุให้เกิดการไหลล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน และพื้นที่เขตเศรษฐกิจของจังหวัดระยอง ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) จึงขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้ กษ. โดยกรมชลประทานดำเนินโครงการคลองระบายน้ำคลองทับมา - คลองกะแมง อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง (โครงการคลองระบายน้ำฯ) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยโครงการคลองระบายน้ำฯ เป็นการดำเนินการก่อสร้าง ดังนี้
(1) ขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ เพื่อตัดยอดน้ำและผันน้ำส่วนเกินจากคลองทับมาไปยังคลองกะแมง โดยมีความยาวประมาณ 3.015 กิโลเมตร (3,000 เมตร) มีความสามารถในการระบายน้ำประมาณ 90 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมอาคารบังคับน้ำ และถนนสัญจรข้างคลองตลอดแนวคลอง
(2) ปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพคลองกะแมง เพื่อรองรับการระบายน้ำที่เพิ่มขึ้น และระบายลงสู่คลองใหญ่ต่อไป โดยปรับปรุงคลองกะแมงให้เป็นคลองระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กแบบกำแพงตั้ง ความยาวประมาณ 6.118 กิโลเมตร (6,118 เมตร) มีความสามารถในการระบายน้ำตั้งแต่ 40-150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมอาคารบังคับน้ำ และถนนสัญจรข้างคลองตลอดแนวคลอง
(3) ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำตามแนวคลอง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำหลากและเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยเป็นการก่อสร้างสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำ แบบบานตรง ขนาด 6 x 6 เมตร จำนวน 4 ช่อง พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จำนวน 10 ชุด ความสามารถระบายน้ำสูงสุด 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อเร่งสูบระบายน้ำลงสู่คลองใหญ่
(4) งานอาคารชลประทานอื่น ๆ ตามความจำเป็น โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 -2574) และใช้วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 4,400 ล้านบาท (ค่าก่อสร้าง 3,300 ล้านบาท และค่าที่ดิน 1,100 ล้านบาท) ซึ่งได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นแล้ว ไม่มีผู้คัดค้านการดำเนินโครงการ ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวสามารถช่วยบรรเทาอุทกภัยและป้องพื้นที่น้ำท่วมได้ 7,113 ไร่ ในพื้นที่อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง
2. คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มีมติเห็นชอบโครงการคลองระบายน้ำฯ โดยให้หน่วยงานดำเนินการ เช่น เร่งรัดกระบวนการขออนุญาตใช้พื้นที่ก่อสร้างจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเร่งรัดดำเนินการจัดหาที่ดิน โดยดำเนินการเจรจาปรองดองก่อนออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน วางแผนและกำหนดมาตรการบริหารความเสี่ยงรองรับสถานการณ์อุทกภัยล่วงหน้า ในระหว่างที่โครงการยังไม่แล้วเสร็จเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้าง เป็นต้น รวมทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เห็นควรอนุมัติในหลักการ/ไม่ขัดข้อง/เห็นด้วยตามที่ กษ. เสนอโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น
2.1 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการคลองระบายน้ำ สงป. ขอให้กรมชลประทานจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามความสามารถในการใช้จ่ายและการก่อหนี้ผูกพันภายในปีงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป
2.2 สทนช. ขอให้กรมชลประทานดำเนินการตามมติ กนช. ข้างต้นให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ
2.3 สกพอ. เห็นควรให้พิจารณาจัดทำแนวทาง วิธีการหรือมาตรการในการเก็บกักน้ำเพื่อใช้ในฤดูแล้งหรือช่วงที่ขาดแคลนน้ำ
4. เรื่อง ขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน สำหรับโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะกลาง - ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้
1. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 (เรื่อง รายงานการศึกษาสถานภาพปัจจุบันของป่าไม้ชายเลนและปะการังของประเทศ)
2. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 (เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน)
3. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 (เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ครั้งที่ 3/2543 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน) เพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี รวมเนื้อที่ 8-2-17.6 ไร่ สำหรับโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะกลาง - ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) (โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตาฯ) ก่อนดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้
สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสำหรับการดำเนินการดังกล่าว เห็นสมควรให้กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงชนบทพิจารณาใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับการจัดสรรแล้ว หรือพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณจากโครงการ/รายการ ที่ดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์แล้วและมีงบประมาณเหลือจ่าย และ/หรือรายการ ที่หมดความจำเป็น และ/หรือรายการที่คาดว่าจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในปีงบประมาณ แล้วแต่กรณีมาดำเนินการในโอกาสแรกก่อน หากไม่เพียงพอขอให้จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กระทรวงคมนาคม (คค.) จะดำเนินการก่อสร้างโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะกลาง - ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ (โครงการฯ) เพื่อบรรเทาปริมาณการจราจรของถนนทางหลวงและอำนวยความสะดวกในการคมนาคมขนส่งของประชาชนจากเกาะลันตาไปยังจังหวัดกระบี่ โดยกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (รายงาน EIA) พบว่า แนวเส้นทางก่อสร้างของโครงการฯ จะตัดผ่านพื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี บริเวณคอสะพานฝั่งเกาะลันตาน้อย จำนวน 8-2-17.6 ไร่ (โครงการฯ มีความยาว 2,527 เมตร คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 47-2-21.25 ไร่) คค. จึงจำเป็นต้องขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนในครั้งนี้ รวม 3 มติ ได้แก่ (1) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 (2) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 และ (3) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543
2. สำนักงบประมาณเห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณายกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวตามที่ คค. เสนอ สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสำหรับการดำเนินการดังกล่าว เห็นสมควรให้ คค. (ทช.) พิจารณาใช้จ่ายจากงบประมาณ หากไม่เพียงพอขอให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณายกเว้นมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวได้ตามที่เห็นสมควร โดยอาจกำหนดมาตรการต่าง ๆ ให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาป่าชายเลนด้วยก็ได้ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นควรให้ความเห็นชอบการขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีตามที่ คค. เสนอ และเห็นควรมอบหมายให้ ทช. ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม มาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามที่กำหนดไว้ในรายงาน EIA อย่างเคร่งครัด รวมทั้งประสาน ทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดให้มีการเผยแพร่รายงานผลการปลูกและบำรุงป่าชายเลนทดแทนต่อสาธารณชน
5. เรื่อง โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 1
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 1 (โครงการ SEZ ระยะที่ 1) ภายในวงเงิน 2,150 ล้านบาท ประกอบด้วย (1) ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศ วงเงิน 96 ล้านบาท (ประมาณ 2.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) (2) ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์ในประเทศและก่อสร้าง วงเงิน 2,054 ล้านบาท ตามที่ กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กระทรวงพลังงานขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 1 (โครงการ SEZ ระยะที่ 1) ซึ่งเป็นโครงการเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระยะยาวเพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นบริเวณพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร และรองรับนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนบริเวณพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ภายในวงเงิน 2,150 ล้านบาท ประกอบด้วย (1) ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศ จำนวน 96 ล้านบาท และ (2) ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์ในประเทศและก่อสร้าง จำนวน 2,054 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 4 ปี และคาดว่าแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2572 โดยขอบเขตการดำเนินโครงการมีรายละเอียด สรุปได้ ดังนี้
เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอแม่สอด จังหวัดจาก
1.ก่อสร้างสายส่ง 230 กิโลโวลต์ (230 kV) ตาก 2 - แม่สอด จำนวน 2 วงจร ระยะทางประมาณ 81.90 กิโลเมตร (ใช้เขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าใหม่)
2. ขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) ตาก 2
3. ขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) แม่สอด
4. จัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมเพื่อก่อสร้างขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 230 กิโลโวลต์ (230 kV) แม่สอด ในอนาคต
เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร
1.ตัดสายส่ง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) ธาตุพนม - มุกดาหาร วงจรเดี่ยวลงที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงมุกดาหาร 2 พร้อมปรับปรุงอุปกรณ์ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงที่เกี่ยวข้อง
2. ขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) มุกดาหาร 2 สำหรับสายส่ง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) มาจากสถานีไฟฟ้าแรงสูงธาตุพนม จำนวน 1 วงจร และไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงมุกดาหาร จำนวน 1 วงจร
3. งานปรับปรุงระบบควบคุมและป้องกันที่สถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) ธาตุพนม และสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) มุกดาหาร
2. พน. แจ้งว่า การดำเนินโครงการ SEZ ระยะที่ 1 จะก่อให้เกิดประโยชน์ ดังนี้
1) เสริมสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าในระยะยาวด้วยระบบส่ง 230 กิโลโวลต์ (230 kV) รวมทั้งการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า 115 กิโลโวลต์ (115 kV) เพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นบริเวณพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร
2) รองรับนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนบริเวณพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร
3) รองรับการจ่ายไฟฟ้าและการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้านบริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร
ทั้งนี้ พน. แจ้งว่า กระทรวงการคลัง (กค.) [สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)] สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดย
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) [ในคราวประชุมครั้งที่ 58/2563 (ครั้งที่ 701) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2563] ไม่ขัดข้อง/เห็นชอบให้ กฟผ. ดำเนินการโครงการ SEZ ระยะที่ 1 วงเงินลงทุนรวม 2,150 ล้านบาท
6. เรื่อง ขอความเห็นชอบการขยายระยะเวลานำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ปี 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลานำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กรณีผู้นำเข้าทั่วไปภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) ปี 2569 เดิมระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 30 มิถุนายน 2569 เป็นระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 31 สิงหาคม 2569 ตามมติ นบขพ. ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เห็นชอบให้ปรับระยะเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของผู้นำเข้าทั่วไปภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) เดิมระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 31 สิงหาคม 2569 เป็นระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 30 มิถุนายน 2569 เพื่อไม่ให้กระทบต่อรายได้ของเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และผลผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศที่จะเริ่มทยอยออกสู่ตลาด ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งต่อมากระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ได้ออกประกาศ พณ. เรื่อง การนำเข้าข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร ตามความตกลงภายใต้ AFTA สำหรับปี 2569 พ.ศ. 2568 โดยกำหนดช่วงระยะเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กรณีผู้นำเข้าทั่วไป ต้องนำเข้าระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 30 มิถุนายน 2569 แต่โดยที่ข้อเท็จจริงของฤดูการผลิตปี 2569 ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนกันยายน - ธันวาคม คิดเป็นปริมาณ 4.04 ล้านตัน (ร้อยละ 80.69 ของปริมาณผลผลิตทั้งประเทศรวม 5.01 ล้านตัน) ประกอบกับประเทศไทยได้บังคับใช้มาตรการการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับการเผา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลงและไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ อีกทั้งสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง และสมาคมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์และภาคปศุสัตว์ของประเทศไทยได้ขอให้ภาครัฐพิจารณาขยายระยะเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้ AFTA ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันและการดำเนินการที่ผ่านมา ดังนั้นคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 จึงได้มีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลานำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กรณีผู้นำเข้าทั่วไปภายใต้ AFTA ปี 2569 เดิมระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 30 มิถุนายน 2569 เป็นระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 31 สิงหาคม 2569 และมอบฝ่ายเลขานุการ นบขพ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อที่กรมการค้าต่างประเทศ (พณ.) จะดำเนินการออกกฎระเบียบในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ต่างประเทศ
7. เรื่อง การจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่าด้วยการถือครองในกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารเพื่อใช้เป็นที่ทำการและที่พักอาศัยของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในดินแดนของอีกฝ่าย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (เมียนมา) ว่าด้วยการถือครองในกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารเพื่อใช้เป็นที่ทำการและที่พักอาศัยของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในดินแดนของอีกฝ่าย (ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ) ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขร่างหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าวในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ขออนุมัติให้ กต. พิจารณาและดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าว
สาระสำคัญ
กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (เมียนมา) ว่าด้วยการถือครองในกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารเพื่อใช้เป็นที่ทำการและที่พักอาศัยของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในดินแดนของอีกฝ่าย (ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ) โดยมีสาระสำคัญสรุปว่า ตั้งแต่ปี 2491 (ค.ศ.1948) หากรัฐบาลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประสงค์จะได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ และ/หรือจำหน่ายอาคาร และ/หรือแปลงที่ดิน ซึ่งใช้เป็นที่ทำการหรือที่พำนักของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง รัฐบาลนั้นย่อมมีสิทธิในการซื้อและจำหน่ายอาคาร และ/หรือแปลงที่ดินดังกล่าว โดยตั้งอยู่บนหลักประติบัติต่างตอบแทน และจะได้รับการยกเว้นภาษี อากร ค่าธรรมเนียมทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อหรือจำหน่ายอาคารและแปลงที่ดินดังกล่าวจากรัฐบาลอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ หนังสือแลกเปลี่ยนฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายลงนาม
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี