วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ป.ป.ส. ขยายผลเครือข่ายลอบส่งเฮโรอีนข้ามชาติ เชื่อมโยงคดีแอร์โฮสเตสไทยถูกจับที่ออสเตรเลีย เข้าค้น 2 จุด และประสาน DSI รับเป็นคดีพิเศษ ล่าตัวบงการทั้งในและต่างประเทศ ด้าน เลขาธิการ ป.ป.ส.เผยต้นทางบรรจุภัณฑ์และสิ่งของประเภทต่างๆ ที่ดัดแปลงซุกซ่อนยาเสพติด มาจากต่างประเทศ ก่อนส่งเข้าไทยในรูปแบบพัสดุ ระบุพรุ่งนี้จะประชุมร่วมทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อคลี่คลายคดี ที่ทำเนียบฯ
เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569 พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) แถลงความคืบหน้ากรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงชาวไทยลักลอบนำเข้าเฮโรอีนไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยระบุว่า สำนักงาน ป.ป.ส. อยู่ระหว่างเร่งขยายผลเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ เพื่อเข้าถึงผู้บงการและผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวน การทั้งหมด จึงยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อนามสกุลจริงของบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีและการสืบสวน
เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารของเครือข่ายผู้ลักลอบส่งยาเสพติดไปยังประเทศออสเตรเลียมาอย่างต่อเนื่อง โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องมีประวัติการกระทำความผิดมาตั้งแต่ปี 2568 และอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลมาโดยตลอด
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. อยู่ระหว่างการปฏิบัติการติดตามเครือข่ายดังกล่าว และพบว่ามีการส่งพัสดุเข้ามายังพื้นที่กรุงเทพมหานคร บริเวณย่านบางเขน-หลักสี่ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจพิสูจน์ทราบและตรวจยึดของกลางเป็นเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 8 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในผ้าลักษณะเป็นกระเป๋าผ้าสำหรับแขวนผนัง ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขยายผลในคดีนี้
ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนต่อเนื่องถึงรูปแบบการลำเลียงยาเสพติดของเครือข่าย จนกระทั่งคืนวันที่ 1 กรกฎา คม 2569 ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดพร้อมกัน 2 จุด ได้แก่ พื้นที่ซอยรางน้ำ และย่านรามคำแหง
ผลการตรวจค้นจุดแรกที่ซอยรางน้ำ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ภายในเสื้อกันหนาว โดยมีปลายทางส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย สามารถตรวจยึดของกลางได้ประมาณ 9 กิโลกรัม หรือเกือบ 10 กิโลกรัม
ส่วนจุดที่สองในพื้นที่รามคำแหง เจ้าหน้าที่ตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ภายในเสื้อผ้าสีชมพูแบบผ้าไทย ซึ่งมีความแตกต่างจากจุดอื่น เนื่องจากปลายทางของการลำเลียงไม่ได้ส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย แต่มีปลายทางเป็นประเทศไต้หวัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำร่วมกับดีเอสไอ
พันตำรวจตรีสุริยา เปิดเผยว่า จากการสืบสวนพบว่าเครือข่ายดังกล่าวลำเลียงยาเสพติดเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ทราบตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังฝั่งประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดแล้ว และได้บูรณาการกำลังร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าตรวจค้นและควบคุมตัวผู้ที่ทำหน้าที่ส่งพัสดุจากพื้นที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เข้าสู่กรุงเทพมหานคร พร้อมขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติม
ในส่วนของปลายทางประเทศออสเตรเลีย ขณะนี้ ป.ป.ส.ทราบตัวผู้ที่วางแผนและเตรียมรับพัสดุที่บรรจุเฮโรอีนแล้ว และได้ประสานข้อมูลไปยังตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) เพื่อดำเนินการในพื้นที่ ขณะที่ปลายทางประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นเป้าหมายอีกจุดหนึ่งในการลำเลียงยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ประสานหน่วยงานด้านการข่าวของไต้หวันที่มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับไทย โดยทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างติดตามผู้เกี่ยวข้อง
เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ติดตามความคืบหน้าคดีนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรก พร้อมให้คำแนะนำในการดำเนินคดี และในช่วงเช้าวันนี้ได้เชิญกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าร่วมประชุม ก่อนประสานรับคดีนี้ไว้เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีการดำเนินการเป็นระบบ ครอบ คลุมทั้งผู้หลอกลวง ผู้ร่วมขบวนการ ผู้ทำหน้าที่โอนเงิน ผู้ลำเลียง ผู้บรรจุเฮโรอีนลงในบรรจุภัณฑ์ และผู้ประสานงานในหลายประเทศ ซึ่ง DSI มีความเชี่ยวชาญด้านการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีนางสาวมีนา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงชาวไทย ว่าอาจถูกหลอกให้นำพัสดุขึ้นเครื่องบินหรือไม่ พันตำรวจตรีสุริยา กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่มีโอกาสพูดคุยกับนางสาวมีนาและทนายความ จึงต้องเปิดโอกาสให้ตำรวจออสเตรเลียดำเนินการตามกระบวนการสอบสวน หากสามารถพิสูจน์ได้ว่านางสาวมีนาไม่มีเจตนาเกี่ยวข้อง ก็อาจมีผลต่อการพิจารณาไม่สั่งฟ้อง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่านางสาวมีนามีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด
จากข้อมูลการสืบสวนของสำนักงาน ป.ป.ส. พบว่า ขบวนการดังกล่าวมีการคัดเลือกบุคคลหลายกลุ่ม ทั้งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บุคคลทั่วไป นักเรียน นักศึกษา รวมถึงผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ โดยใช้วิธีชักชวนให้ ขายน้ำหนักกระเป๋าเพื่อรับจ้างขนสัมภาระ ซึ่งอาจเป็นสิ่งผิดกฎหมายไปยังต่างประเทศ
เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทยบางส่วนมองว่าไม่ได้สร้างความเสียหายให้ใคร ทั้งที่การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และอาจตกเป็นเหยื่อของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยผู้ที่เชิญตัวมาสอบปากคำทั้ง 3 จุด ที่จับกุมได้พร้อม ของกลางพยานหลักฐานต่างปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าพัสดุมีสิ่งผิดกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่เห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้รับจ้างหิ้วสัมภาระควรตระหนักถึงความเสี่ยง เนื่องจากมีข่าวการจับกุมลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับกรณีนางสาวมีนาเดินทางไปประเทศออสเตรเลีย 2 ครั้ง โดยครั้งแรกลงที่นครซิดนีย์ และครั้งที่สองลงที่นครเมลเบิร์นนั้น พันตำรวจตรีสุริยา กล่าวว่า ตามข้อเท็จจริงนางสาวมีนาเป็นลูกเรือที่มีภารกิจต้องเดินทางไปประเทศออสเตรเลียเป็นประจำ ทำให้จังหวะเวลาจึงตรงกับช่วงที่เครือข่ายต้องการลำเลียงยาเสพติด โดยขบวนการจะเลือกบุคคลที่พร้อมขายน้ำหนักกระเป๋า อย่างไรก็ตาม ป.ป.ส. ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่านางสาวมีนาทราบหรือมีเจตนาเกี่ยวข้อง เนื่องจากยังไม่ได้เห็นพยานหลักฐานทั้งหมด และต้องรอผลการสอบสวนจากทางการออสเตรเลีย
เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวอธิบายว่า ผู้รับจ้างหิ้วสัมภาระมักโพสต์แจ้งน้ำหนักกระเป๋าที่เหลือในสื่อสังคมออนไลน์ หลังจากนั้นก็จะมีผู้ติดต่อเข้ามาขอฝากของ ซึ่งเครือข่ายยาเสพติดจะเฝ้าติดตามและติดต่อผ่านช่องทางดังกล่าว สำหรับกลุ่มที่เคยร่วมขบวนการมาก่อนจะมีความคุ้นเคยและเชื่อใจกัน ทำให้การว่าจ้างดำเนินการได้ง่ายขึ้น โดยผู้ที่เจ้าหน้าที่เชิญตัวมาสอบสวนทั้งสองเป้าหมาย ล้วนเป็นกลุ่มที่เคยรับจ้างลำเลียงของในลักษณะเดียวกันมาก่อน
ส่วนเลขาธิการป.ป.ส.จะต้องเดินทางไปออสเตรเลียเพื่อประสานงานกรณีนี้หรือไม่เลขาธิการป.ป.ส. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็น เนื่องจากสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันได้อย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำลายโครง สร้างเครือข่าย และติดตามตัวหัวหน้าขบวนการที่อยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการออกหมายจับร่วมกับ DSI
สำหรับผู้รอรับยาเสพติดในประเทศออส เตรเลียนั้น เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่พบรายชื่อผู้เกี่ยวข้องแล้ว 2-3 ราย ซึ่งยังเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย โดยอยู่ระหว่างสืบสวนเชื่อมโยงทั้งเครือข่าย
เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวอีกว่า จากการสืบสวนยังพบว่า เมื่อพัสดุเดินทางไปถึงปลายทาง ขบวนการจะนัดหมายให้ผู้รับมารับของที่โรงแรม หรือให้นำพัสดุไปฝากไว้ตามร้านรับฝากของ ก่อนจะมีผู้มารับต่อ โดยกลุ่มคนไทยในประเทศออสเตรเลียมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่เคยถูกจับกุมในจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิง เทรา และกลุ่มลำเลียงยาเสพติดจากอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย
เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังกล่าวถึงคดีที่ ป.ป.ส.เคยจับกุมที่ผ่านมา ว่าเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาชาวไทยได้ก่อนขึ้นเครื่องบิน พร้อมตรวจยึดเฮโรอีนรวมกว่า 20 กิโลกรัม โดยพบในกระเป๋าเดินทาง 10 กิโลกรัม และตรวจค้นที่พักพบเพิ่มเติมอีก 10 กิโลกรัม ซึ่งรูปแบบการซุกซ่อนมีลักษณะคล้ายกับคดีปัจจุบัน คือซ่อนอยู่ภายในผ้าพรมเช็ดเท้า หากดูจากภายนอกจะไม่สามารถสังเกตเห็นได้ และจากการสืบสวนพบว่าคดีดังกล่าวเป็นเครือข่ายรูปแบบเดียวกับการลำเลียงยาเสพติดให้นางสาวมีนา โดยมีการพูดคุยเกี่ยวกับการใช้แอร์โฮสเตสเป็นผู้ลำเลียง
"นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบว่าบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซุกซ่อนยาเสพติดมีการดัดแปลงมาจากต่างประเทศ ทั้งเสื้อผ้า โถ แจกัน และสิ่งของประเภทต่างๆ ก่อนส่งเข้ามาในประเทศไทยในรูปแบบพัสดุ จากนั้นจะมีผู้รับช่วงนำไปฝากกับกลุ่มรับจ้างหิ้ว ก่อนส่งต่อไปยังผู้รับปลายทาง ขณะที่ผู้บงการตัวจริงยังอยู่เบื้องหลังการดำเนินการทั้งหมด ซึ่ง ป.ป.ส. กำลังเร่งติดตามตัว"
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในอดีตมีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินไทยบางส่วนตกเป็นเครื่องมือของเครือข่ายหรือไม่ พันตำรวจตรีสุริยา กล่าวว่า ใน 3 คดีที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้อง พบว่ามีพนักงานสายการบินเกี่ยวข้องหลายราย รวมถึงคดีที่เคยจับกุม ซึ่งผู้ต้องหาก็เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโอนเงินชำระค่าสินค้า รวมถึงการว่าจ้างผู้รับหิ้วของจากพื้นที่ซอยรางน้ำไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนร่วมกับ DSI
เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังฝากประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนว่า หากมีพัสดุตกค้าง หรือได้รับการว่าจ้างให้นำสิ่งของไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศออสเตรเลีย ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ หากมีความสงสัยขอให้แสดงตัวต่อพนักงานสอบสวนในสถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เนื่องจากหลังจากนี้หากเจ้าหน้าที่ตรวจค้นและพบว่าพัสดุดังกล่าวมียาเสพติดจะไม่สามารถอ้างว่าไม่ทราบหรือกระทำโดยสุจริตได้ โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกคนที่เข้ามาแสดงตัวก่อน
นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ยังอยู่ระหว่างติดตามชายต้องสงสัยที่นำกล่องพัสดุไปส่งให้นางสาวมีนาที่คอนโดมิเนียม โดยใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลสีดำขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายรถอีโคคาร์ คาดว่าอาจเป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า แต่ไม่สามารถมองเห็นหมายเลขทะเบียนได้ชัดเจน ผู้ต้องสงสัยเป็นชาย สวมเสื้อฮู้ดสีเข้ม เดินทางมาเพียงคนเดียว มีความสูงประมาณ 160-170 เซนติเมตร
จากการตรวจสอบบันทึกของคอนโดมิเนียม ระบุว่าผู้ส่งแจ้งว่าเป็นพนักงานส่งของGrab(แกร็บ) อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ และกำลังเร่งตรวจสอบในทุกประเด็น เนื่องจากผู้ต้องสงสัยจอดรถในจุดห่างจากอาคารและไม่ได้แจ้งทะเบียนรถไว้กับนิติบุคคล
ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบยังพบว่า มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ชื่อ“โรส” เป็นผู้ติดต่อกับนางสาวมีนา โดยแจ้งว่าพัสดุส่งถึงแล้ว พร้อมให้ถ่ายภาพและส่งกลับเพื่อยืนยันการรับของ ส่วนค่าจ้างรับหิ้วจำนวน 8,800 บาทนั้น นางสาวมีนายังไม่ได้รับเงิน เนื่องจากมีการตกลงกันว่าจะจ่ายค่าจ้างหลังจากพัสดุถึงปลายทางเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม คดีนี้นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจ และสั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยในวันพรุ่งนี้ (3ก.ค.)จะมีการประชุมคดีดังกล่าวร่วมกับ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำเนียบรัฐบาลในเวลา 14.00 น.
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี