วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
สว.เปรมศักดิ์ ข้องใจมติคณะกรรมการสรรหา 4:0 ชี้ นพ.สรณ พ้นเก้าอี้ ประธาน กสทช. อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เหตุองค์ประชุมไม่ครบ-มีผู้ดำรงตำแหน่งใหม่ร่วมลงมติแทน
เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา แถลงกรณี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีลักษณะต้องห้าม ว่า เนื่องด้วยนายศุภวิชญ์ อยุทธ์ ได้มายื่นเรื่องร้องเรียนต่อกมธ.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ วุฒิสภา เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินการของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. แต่สัปดาห์ที่ผ่านมา กมธ.ยังไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว เพื่อรอการประชุมของกรรมการสรรหา กสทช. ก่อน โดยนายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล สว. ได้กำหนดการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ในวันที่ 23 กรกฎาคม ซึ่งเมื่อมีมติออกมา 4:0 ให้นพ.สรณขาดคุณสมบัติและพ้นจากตำแหน่ง และนายนิเวศได้ขอเลื่อนการประชุมออกไปก่อน
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตนจึงมาแถลงข่าวเพื่อชี้แจงความไม่ชอบมาพากลและให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งแก่สังคม โดยนพ.สรณได้ดำเนินงานมาแล้ว 4 ปี เหลือระยะเวลาดำเนินงานอีกประมาณ 2 ปี แต่กลับมีการเรียกประชุมกรรมการสรรหาอย่างเร่งด่วน ซึ่งตนเห็นว่ามติดังกล่าวแปลก เพราะมติของการประชุมกรรมการสรรหา ต้องเรียก ประชุมกรรมการสรรหาซึ่งต้องเป็นคนเดิมเข้ามาร่วม ประชุม แต่ปรากฏว่ากรรมการสรรหาที่มาประชุมครั้ง ที่ 2 หลังจากครั้งแรกเมื่อ 4 ปีก่อน กลับมติของที่ประชุมเมื่อ 4 ปีก่อนที่ได้เห็นชอบให้เสนอชื่อนพ.สรณ เพื่อให้วุฒิสภาลงคะแนนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ 1 กลับแสดงความไม่เห็นชอบทั้งที่เป็นคนเดียวกัน
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนครั้งที่ 2 ก็มีบุคคลตามตำแหน่งคือ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ขณะนี้พ้นตำแหน่งไปแล้ว และไปดำรงตำแหน่งระดับสูง ปรากฏว่าผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่คือนายวิทัย รัตนากร ซึ่งไม่เคย ลงคะแนนเมื่อ 4 ปีก่อน แต่กลับมาลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับการดำรงตำแหน่งของนพ.สรณ ตนจึงเห็นว่าเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะองค์ประชุมนั้นมี 7 คน ครึ่งหนึ่งของ 7 คนคือเกินกว่า 4 คนขึ้นไป ปรากฏว่า 3 ตำแหน่งเดิมที่มา ลงคะแนน แต่วิทัยไม่ใช่คนเดิม เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ ซึ่งไม่ได้ลงคะแนนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว มตินี้จึงไม่ชอบธรรม หากตัดนายวิทัยออกไป มติ นี้ก็จะมีผู้ลงคะแนนเพียง 3 คนซึ่งถือว่าไม่ครบองค์ประชุม
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น ต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่า นายวิทัยมีเหตุผลอะไรต้องมาประชุมแทนคนที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว ทั้งที่เขาไม่ได้มีประเด็นที่ต้องเอาคนใหม่มาประชุม อย่างไรก็ตาม เมื่อองค์ประชุมไม่ครบครึ่งหนึ่ง แล้วจะถือว่าการประชุมนี้ถูกต้องได้อย่างไร แต่กลับมีการเผยแพร่มติของการประชุมว่า คณะกรรมการสรรหาเห็นว่า นพ.สรณควรจะพ้นจากตำแหน่งการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า แม้ที่ผ่านมาตนจะเคยอภิปรายเรื่องการทำงานของ กสทช. โดยภาพรวมว่ามีแต่ความแตกแยก มีแต่ปัญหาภายใน แต่ก็ไม่คิดว่าปัญหาภายในจะออกมาอย่างรุนแรงจนถึงขั้นต้องเรียกประชุมกรรมการสรรหาซึ่งพ้นไปแล้วเมื่อ 4 ปีอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะมามีมติให้ปลดนพ.สรณ ออกจากตำแหน่ง ตนจึงรู้สึกว่าควรจะให้ความเป็นธรรมว่า คณะกรรมการสรรหามีอำนาจสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งการกลับมติดังกล่าวทำให้ถูกมองว่าเหมือนเด็กเล่นขายของหรือไม่
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า หากปล่อยให้มตินี้มีผลบังคับใช้ จะเกิดผลเสียร้ายแรงตามมา เช่น บรรทัดฐานที่อันตราย ซึ่งหากองค์กรอิสระมีความขัดแย้งภายใน แล้วใช้วิธีเรียกกรรมการสรรหามาลงมติปลดคนออกได้ตามใจชอบ จะทำให้ระบบบริหารราชการแผ่นดินระส่ำระสาย และขาดมาตรฐานที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ประธาน กสทช. ได้ลงนามในประกาศงบประมาณ และการแต่งตั้งจำนวนมาก เช่น กรณีการควบรวม True-DTAC หากมติปลดมีผลย้อนหลังจะทำให้เกิดปัญหาทางกฎหมายต่อการดำเนินการเหล่านั้นอย่างมหาศาล รวมถึงเรื่อง ความเชื่อมั่นของประชาชน กสทช. เป็นองค์กรหลักในการจัดสรรคลื่นความถี่และมีงบประมาณระดับหมื่นล้าน ความขัดแย้งภายในที่รุนแรงถึงขั้นนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและการบริการโทรคมนาคมโดยตรง
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า โดยความขัดแย้งดังกล่าว ถึงขั้นมีข่าวว่าจะให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำมตินี้ขึ้นทูลเกล้าฯ ด้วย ตนขอแสดงความห่วงใยไปยังรัฐบาล ในฐานะที่อาจต้องเกี่ยวข้องกับกระบวนการ ท่านควรระมัดระวังในการนำเรื่องที่มีข้อขัดแย้งทางกฎหมายและความไม่ชอบธรรมเช่นนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพราะอาจส่งผลเสียร้ายแรงและเป็นการกระทำที่มิชอบ และการกระทำของคณะกรรมการสรรหาในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการใช้วิธีการนอกระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายใน กสทช. ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วางบรรทัดฐานไว้ ฉะนั้น ตนจึงขอเรียกร้องให้มีการยุติปัญหานี้โดยใช้หลักกฎหมายโดยเร็ว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี