วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ในวันที่การเมืองไทยกำลังคุกรุ่น หน้าสื่อเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ว่าจะจากทางศาล คณะรัฐมนตรี หรือรัฐสภา มีคำสั่งถอดถอน คำสั่งยุบพรรค การอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือความคืบหน้าในนโยบายต่างๆ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นหรือไม่เป็นดังที่ใจเราหวัง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาชนอย่างเราล้วนได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเหล่านั้น ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมทั้งสิ้น
ในตอนนั้นผู้เขียนก็มีคำถามหนึ่งที่ผุดขึ้นมา “ในวันที่การเมืองมันชุลมุนวุ่นวายแบบนี้ ตัวเราเองทำอะไรได้บ้างนะ หรือเราเคยมีส่วนร่วมตัดสินใจทำให้เรื่องเป็นแบบนี้บ้างหรือเปล่า?”
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2560 วางหลักว่า “อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ”
แล้ว อำนาจอธิปไตย ที่เขาบอกว่าเรามีมันคืออะไรกันนะ
อำนาจอธิปไตย คืออำนาจสูงสุดที่เด็ดขาดไม่ถูกจำกัดโดยสิ่งใด โดยใครจะเป็นผู้ใช้อำนาจนี้ก็ขึ้นอยู่กับระบอบการปกครองในแต่ละประเทศ จึงนำมาสู่คำที่เราคุ้นเคยกันอย่าง กับระบอบประชาธิปไตย (Democracy) ซึ่งมาจากคำว่าประชา ประกอบกับ อธิปไตย หมายถึงการปกครองโดยประชาชน โดยอำนาจสูงสุดในการปกครองจะมาจากประชาชนนั่นเอง
ประชาชนอย่างเราผู้เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดไปใช้อำนาจนั้นตอนไหนบ้าง ซึ่งก็คือการใช้ผ่านกระบวนการ การเลือกตั้ง เป็นการเลือกผู้แทนเข้ามาเป็นตัวแทนในการใช้อำนาจอธิปไตยของเรา เป็นการใช้ประชาธิปไตยทางอ้อม (Representative Democracy) นั่นเอง ดังนั้นประชาชนทุกคนจึงไม่ใช่ผู้ที่จะขึ้นไป บริหารงบประมาณ ออกกฎหมาย หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจเอง แต่เป็นการเลือกผู้แทน คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้เป็นผู้แสดงออกถึงเจตจำนง ความต้องการของประชาชน
หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ถูกพูดถึงในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 ว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ” ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น จะทำงานเพื่อเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่เพียงประชาชนในเขตที่เลือกตั้งเท่านั้น และตัวสส.เองนั้นจะมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันเฉพาะสำหรับ สส. เพื่อรับประกันความเป็นอิสระของสส.ในการปฏิบัติหน้าที่ได้มีอิสระ โดยไม่มีการถูกกดดันและการคุกคาม ในระหว่างการประชุมสภา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเป็นไปภายใต้ของเขตของรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นดังนั้นหากวันหนึ่งความวุ่นวาย ที่เราพูดถึงกันในช่วงแรกเกิดจาก สส. ที่ประชาชนเลือกเป็นตัวแทนนั้นทำหน้าที่หรือแสดงเจตจำนงของตน แตกต่างจากที่เคยเสนอตัวไว้ แบบนี้ประชาชนอย่างเราๆ จะทำอะไรได้บ้าง?
ความถูกใจหรือไม่ถูกใจกับผลทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลซึ่งมีพื้นฐานมาจากความคิด ประสบการณ์ และอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันไปสิ่งที่บางคนมองว่าใช่ อาจไม่ใช่สำหรับอีกคนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับมุมมองและแนวคิดที่แต่ละคนยึดถือ หากพูดถึงความถูกต้องก็คงต้องย้อนกลับไปตามบทบาทหน้าที่ของสส. ที่ถูกบัญญัติไว้ที่ได้กล่าวกันไปข้างต้น แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเมื่อเกิดสถานการณ์สมมุติดังกล่าวขึ้นจริง ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ประชาชนจะไม่สามารถรวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอน สส.ได้ ต่างจากในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ
“มาตรา 271 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้อำนาจประชาชนไม่น้อยกว่า 20,000 คน ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกจากตำแหน่งได้ด้วยวิธีเดียวกับการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย หรือตาม รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งต้องใช้ 50,000 รายชื่อ ทำให้การรวบรวมชื่อเพื่อถอดถอนสส. ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแม้จะสร้างแรงกดดันทางสังคมได้ แต่ไม่มีผลในทางกฎหมาย”(ILAW./2019./รัฐธรรมนูญ 60 ไม่ให้อำนาจประชาชนเข้าชื่อถอดถอน สส. สว. เหมือนยี่สิบปีก่อน) อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจประชาชนที่รวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย กล่าวหา ป.ป.ช. หรือเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ก็ยังเป็นคำถามว่าในส่วนการถอดถอน สส. ทำไมประชาชนถึงถูกจำกัดอำนาจในจุดนี้ไปกัน
แม้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะไม่ได้เปิดช่องให้ประชาชนเข้าชื่อถอดถอน สส. ได้โดยตรงเหมือนในอดีต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอำนาจของประชาชนจะสิ้นสุดประชาชนยังคงเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และยังมีช่องทางในการตรวจสอบผู้แทนที่ตนเลือกเข้าไปไม่ว่าจะผ่านเว็บไซต์จากภาคประชาชน เช่น Parliamentwatch เพื่อดูประวัติการทำงานหรือการออกเสียงในสภาของสส.,Politic data ซึ่งรวบรวมข้อมูลความเชื่อมโยงระหว่างพรรคการเมือง สส. บัญชีทรัพย์สินและโครงการรัฐต่าง ๆ
หรือจะเป็นการแสดงออกโดยการใช้สิทธิตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เช่น การเข้าชื่อเสนอกฎหมายหรือการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการเคลื่อนไหวทางสังคมในรูปแบบต่างๆล้วนเป็นกลไกสำคัญที่สะท้อนถึงความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย เพราะการเมืองไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองเพียงฝ่ายเดียว แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนทุกคน ตั้งแต่ราคาสินค้า การศึกษา ไปจนถึงนโยบายต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน หากเราละเลยสิทธิและอำนาจของตนเองที่มีไป ก็อาจทำให้อำนาจอธิปไตยไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง ดังนั้นอย่าปล่อยให้คำว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน” เป็นเพียงประโยคหนึ่ง ในรัฐธรรมนูญต่อไป
อันดา ซ่อนกลิ่น

วงการลูกหนังสุดอาลัย! 'ฮอร์เก้ เมสซี่' คุณพ่อ 'ลิโอเนล เมสซี่' เสียชีวิตในวัย 68 ปี
หมอตุลย์ จ่อร้องนายกฯ 11 ส.ค.นี้ จี้ลุยสอบเพิ่มปมทุจริตสอบ กสถ. ชี้คนผิดยังลอยนวลเพียบ
ไทยได้อะไร? กรณ์ เตือนลงทุน Data Centre แสนล้าน หวั่นประเทศเป็นแค่ที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ แต่คนไทยไม่ได้ประโยชน์จริง
อิหร่านชี้เจรจา ฮอร์มุซ ใกล้จบ แต่ยังไม่เปิดช่องแคบ จี้สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตร-ชดเชยความเสียหาย
กัมพูชาดิ้นโต้ไทย อ้างสถานทูตจีนยัน ผู้ช่วยทูตทหาร ไม่เคยพูดเรื่องห้ามใช้ อาวุธจีน ที่ชายแดน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี