วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ประเทศไทย ภาคเหนือ กำลังจมฝุ่น PM2.5
แต่ในโลกข่าวสารการเมือง ก็กำลังจมฝุ่นพิษข้อมูลที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลก...
การเอาหมอผีอินฟลู และคนปล่อยเงินกู้นอกระบบปากจัด มาอธิบายออกทีวีช่องหลักว่าด้วยเรื่องการแก้ปัญหาน้ำมันแพง เรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
หรือแม้แต่การเอาคลิปเด็กดราม่าถึงนายกฯอยากไปเที่ยวทะเล ขอให้ลดราคาน้ำมัน
ยังไม่นับข้อมูลปั่นโม้คุยโวของนักการเมือง ฝ่ายแค้น และอินฟลู ที่พยายามสร้างภาพวีรบุรุษสุดเก่งให้ตัวเอง พร้อมๆ กับดิสเครดิตคนทำงานจริง ราวกับว่าถ้าตนเองเป็นรัฐบาลน้ำมันจะมีราคาเหมือนเดิม ไม่มีวิกฤตใดๆ เลย ฯลฯ
ทั้งหมด ล้วนเป็นภาพสะท้อนถึงการปั่นข้อมูลของสื่อกระแสหลักบางส่วน ผสมโรงกับสื่อออนไลน์
ด่าลูกเดียว ไม่ต้องรู้ความจริงว่าวิกฤตพลังงานโลกครั้งนี้ มันกระทบทั่วโลกขนาดไหน
ไม่สนใจข้อมูลคนทำงานจริง ไม่เอาสาระสำคัญ จับผิดอย่างเดียว ไม่ต่างจากสมัยโควิดที่รุมด่าหมอยง ปั่นด่าวัคซีนที่เรามี
เน้นปั่นกระแส ปลุกเร้าอารมณ์ มากกว่าการสร้างความเข้าใจสถานการณ์ เพื่อร่วมแรงร่วมใจแก้ปัญหา
1. ปั่นดิสเครดิต เพราะนายกฯ ไม่ใช่คนที่ตนเองเลือกมา
การวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานสามารถทำได้แน่นอน มีประโยชน์ด้วย
แต่มันแตกต่างจากการปั่นกระแส แซะการเมือง แก้แค้นทางการเมือง รับงานทางการเมือง หรือหวังผลทำลายความน่าเชื่อถือคู่แข่งทางการเมือง
ดูง่ายๆ
การพูด โพสต์ หรือสื่อสารโดยผูกโยงไปถึงการเลือกตั้งที่ผ่านมา เช่น ไม่ได้เลือกมาแต่ต้องมาเจอน้ำมันแพงไปด้วย...
การใช้วาทะเสียดสี เช่น “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” ทั้งโพสต์ ทั้งพิธีกรช่อง 3 พูดออกรายการอย่างไม่ต้องอาย เพียงเพราะเป็นคำพูดที่นายกฯ ใช้หาเสียงเลือกตั้ง คนละบริบทกับการรับมือกับผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่อุบัติขึ้นมาภายหลังในขณะนี้ แบบนี้ไม่ใช่วิจารณ์ แต่เป็นการเสียดสี แก้แค้น ไม่มีประโยชน์อะไรกับประเทศชาติเลย
การดิสเครดิตการลงคะแนนเลือกตั้งแบบยุทธศาสตร์...ทั้งๆ ที่ หากพรรคภูมิใจไทยไม่ชนะเลือกตั้ง แกนนำรัฐบาลก็ต้องเป็นพรรคแดง หรือพรรคส้ม ซึ่งโฉมหน้า ครม. แนวทางการบริหาร จะทำให้ได้น้ำมันราคาเดิม เหมือนไม่มีวิกฤตเลยหรือไม่? หรือสถานการณ์จะเลวร้ายกว่าเดิม?
ยิ่งกว่านั้น ยังมีการโจมตีด้วยเฟคนิวส์ ดิสเครดิตสารพัดเรื่องไม่เป็นเรื่อง ไร้สาระเลอะเทอะ เช่น ทรงผมศุภจี สถานศึกษาศุภจี ซึ่งใส่ความด้วยความเท็จทั้งสิ้น
2. การแสดงลีลาการอ่านข่าวแบบแซะรัฐบาลของ “ไก่ ภาษิต” กับ “ตูน ปรินดา” ถึงขนาดทำแอ๊กติ้งเสียดสีวาทะรวยไม่ไหวแล้วโว้ย เมื่อราคาน้ำมันต้องเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลกจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง
คุณวิมล ไทรนิ่มนวล โพสต์ว่า “ถ้าสื่อยักษ์ใหญ่ ทำได้แค่วี้ดว้ายแซะรัฐบาล แทนที่จะให้ข้อเท็จ-ข้อจริงแก่ผู้ชม ก็ไม่ต่างอะไรกับพวกคลั่งการเมืองแบบหูหนวกตาบอด”
คุณนันทขว้าง Nantakwang Sirasoontorn โพสต์ว่า “เบื่อคนอ่านข่าวทีวีสองคน ชอบทำเสียงบูลลี่ ทำตาเย้ยหยัน ทำปากเบะ ใส่คนรัฐบาล ผมไม่ได้เลือกภูมิใจไทย แต่คิดว่า“ไม่เหมาะสม”ครับ”
คุณเจริญสุข Jaroensook Limbanchongkit Pone โพสต์ว่า “เป็นสื่อก็ควรให้ข้อมูลข่าวสารที่แท้จริงกับประชาชนว่าตอนนี้โลกเกิดวิกฤตอะไรขึ้น ให้คนที่เขาเสพสื่อได้เตรียมตัวในการสู้วิกฤติครั้งนี้”
3. อคติ บนฐานข้อมูลเท็จด้านพลังงานที่สะสมมา
ข้อมูลเท็จด้านพลังงานที่สะสมมา เช่น
ประเทศไทยมีน้ำมันดิบมากมาย แต่ยังต้องจ่ายในราคาแพง เพราะนายทุนพลังงานโกง(ความจริง อินฟลูบางคนที่เคยโพสต์ถูกฟ้องดำเนินคดี จนต้องลงโพสต์ขอโทษ และยอมรับว่านั่นเป็นข้อมูลเท็จไปแล้ว)
การขายน้ำมันสต๊อกเก่า ในราคาตลาดปัจจุบันที่แพงขึ้นกว่าเดิม เป็นสิ่งผิดแปลก ทำได้เพราะมีการโกง ฯลฯ
ทั้งๆ ที่ นั่นเป็นข้อมูลที่ปั่นความเข้าใจผิด สร้างความโกรธแค้น สะสมอคติ
คุณ Withawatt Cozy Tansuhaj บอกความจริงว่า
“...จากคนที่เรียนจบ MBA มานะครับ สินค้าราคาผันผวนสูง ไม่มีบรรษัทไหน ถ้าต้นทุนประกาศขึ้นแล้วเขาจะขายของเก่าในราคาเดิมจนหมดก่อนหรอกครับ เขาจะต้องปรับขายตามราคาขึ้นไปเลย เพราะต้องเอาเงินที่ได้มาจ่ายซื้อของราคาใหม่ที่แพงขึ้นมาขาย หลักนี้เขาเรียก FIFO first in first out ไม่มีบรรษัทไหนในโลกจะขายราคาเดิม เอาเงินสำรองมาทบแล้วไปซื้อราคาใหม่ที่แพงกว่ามาขายหรอกครับ เพราะมันจะวนกลับถ้าราคาตลาดโลกมันลง แล้วโรงน้ำมันยังถือสต๊อกราคาแพงกว่าตลาด ในกรณีที่ราคาโลกลด น้ำมันหน้าปั๊มก็ต้องมีลดตามราคาประกาศ ถ้าโรงกลั่นไม่ลงตาม อ้างว่ายังมีสต๊อกเดิมที่ราคาแพง รับรองเลยต้องโดนด่าอีกว่าทำไมราคาโลกลดแล้วถึงไม่ลดตาม ดังนั้น แพงขึ้นก็ต้องขึ้นเลย ลดลงก็ต้องลดเลย ตามหน้าบัญชีกำไรหรือขาดทุนมันก็จะไปถัวเฉลี่ยกันตรงนั้น พวกที่ด่ากันตอนนี้หวังว่าคงพอเข้าใจ
สมัยผมค้าวัสดุก่อสร้าง โรงงานแจ้งปูนขึ้นถุงละ ๕ บาท อีกวันผมก็ขึ้นราคาสต๊อกเก่า ๕ บาทหมด เพราะอะไร เพราะถ้าอีกสองสามสัปดาห์โรงปูนแจ้งลง ๓ บาท อีกวันผมก็ต้องลดราคาปูน ๓ บาทเช่นกัน ทั้งที่สต๊อกเก่ายังมีราคาซื้อมาแพง ๕ บาท ไม่ลงไม่ได้ครับ เพราะร้านอื่นเขาลงหมด ค้าขายก็แบบนี้แหละ บางคนไม่เคย เป็นแค่นักวิชาการก็ไม่รู้หรอก...”
4. เฟคนิวส์ แล้วปักใจเชื่อ เพียงเพราะข้อมูลนั้นไป “ตรงจริต” หรือไปตอบสนองอคติส่วนตัว หรือค่านิยมทางการเมือง
คุณพีระชาติ อินตา ให้แง่คิดน่าสนใจ ระบุว่า
“พี่น้องครับ วันนี้ ผมมองเห็นสิ่งที่น่าเวทนายิ่งกว่าวิกฤตเศรษฐกิจ
นั่นคือ การล้มละลายทางสติปัญญาของผู้คน ที่ยอมปล่อยให้ตัวเองถูกจูงจมูกด้วยข้อมูลฉาบฉวย
พี่น้องครับ... ถ้าเรายังแยกแยะไม่ได้ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง และอะไรคือการปั่นประสาท เราก็เป็นได้แค่เบี้ยตัวเล็กๆ ในกระดานที่เขาเขี่ยเล่นไปมา โดยไร้อำนาจคิดของตัวเองเท่านั้นเอง
ผมพูดด้วยความขมขื่นใจนะพี่น้องครับ
เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในยุคนี้ คือ การที่คนในสังคมเราถูก “ล่ามโซ่ทางความคิด” ด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง แล้วนำมาขยายผลจนกลายเป็นความเกลียดชัง
สังเกตได้จากบางคนที่เข้ามาเมนต์ในบทความของผม โดยที่ไม่ได้มีความรู้จริงๆ กับเรื่องนั้นๆ เลย แต่ไปเสพข้อมูลที่บิดเบือนมา แล้วนำมาย้อนผมซะงั้น
การที่เราจะวิจารณ์ใคร หรือตรวจสอบเรื่องใด มันต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง ไม่ใช่การเสพข่าวหรือนำข่าวปลอมมาหลอกด่ากันไปวันๆ เพื่อสนองความสะใจ
สิ่งที่น่าเศร้าที่สุด คือ บางคนเลือกเสพเฟคนิวส์ แล้วปักใจเชื่อเป็นเรื่องเป็นราว เพียงเพราะข้อมูลนั้นมันดันไป “ตรงจริต” หรือไปตอบสนองอคติส่วนตัวหรือค่านิยมทางการเมือง ที่มีต่อคนที่เราไม่ชอบ
พี่น้องครับ... การหลงเชื่อไฟล์ข้อมูลที่ถูกปรุงแต่งเพื่อจ้องโจมตีกัน โดยที่ไม่ได้ใช้สติปัญญาพิสูจน์ข้อเท็จจริงแม้แต่น้อย มันคืออาการของคนที่มืดบอดทางปัญญาอย่างแท้จริง
เรากำลังยอมทำลายเพื่อนร่วมชาติ เพื่อความสะใจชั่วคราว นี่คือการปล่อยให้ความจริงถูกฆาตกรรมต่อหน้าต่อตา โดยที่เราเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดครับ
แถมวันนี้ สื่อกระแสหลัก หลายค่าย ก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเข็มทิศให้สังคมอีกต่อไปแล้วครับ
แต่ลดตัวลงไปเป็นเพียงกังหันที่คอยหมุนตามกระแสลมแห่งดราม่า หรือเป็นขี้ข้าของนักการเมือง
อะไรที่ปั่นแล้วได้ยอดไลก์ อะไรที่ขยี้แล้วได้ยอดแชร์ หรือสร้างความโกรธแค้นให้คนคาหน้าจอได้นานที่สุด เขาก็พร้อมจะกระโจนลงไปทำ
โดยไม่สนว่านั่นคือการวางยาพิษทางปัญญาให้กับคนเสพหรือเปล่า
การต่อสู้ด้วยความจริง มันขายยากกว่าการขาย “ความสะใจ” ครับ นี่คือความน่าเวทนาของวงการสื่อที่ยอมสยบยอมให้กับอัลกอริทึม และนักการเมือง จนลืมจรรยาบรรณ
การที่พี่น้องหันมาใช้คำหยาบคาย เพื่อกดหัวฝ่ายตรงข้ามเนี่ย พี่น้องครับ... ในสายตาของผู้รู้และปัญญาชน พฤติกรรมเหล่านี้ มันคือภาษาของผู้จนแต้มทางความคิด ที่ใช้การเยาะเย้ยถากถาง เพียงเพื่อกลบเกลื่อนความไม่มีเหตุผลของตัวเอง
การไปตราหน้าคนที่คิดต่างว่าโง่ หรือผิดพลาด มันแสดงถึงความใจแคบที่มองไม่เห็นบริบทของสังคมที่หลากหลาย และเป็นการตอกย้ำว่าคุณกำลังใช้สัญชาตญาณดิบ นำทาง มากกว่าจะใช้สมองในการวิเคราะห์
พี่น้องครับ เราต้องก้าวข้าม ตรรกะวิบัติ หรือ Fallacy ที่กำลังระบาดหนักในโซเชียลตอนนี้ให้ได้
เราต้องรู้เท่าทันจิตวิทยาการผลิตความโกรธ ที่นักการเมืองและสื่อบางกลุ่มใช้ข้อมูลเท็จมาเป็นเชื้อไฟเพื่อให้เราแตกแยกกันเอง เพื่อที่เขาจะได้ประโยชน์จากความอ่อนแอของภาคประชาชนที่มัวแต่ทะเลาะกันไม่เลิกรา
แล้วถามว่าถ้าเรามีความเห็นต่างในประเด็นทางสังคม เราควรทำอย่างไรถ้าไม่ใช่การใช้อารมณ์แบบนี้?
พี่น้องครับ... ปัญญาชนเขาใช้ยุทธศาสตร์นำการด่าทอ ครับ
หนึ่ง... คุณต้องใช้ “ชุดข้อมูลที่หักล้างไม่ได้” ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงครับ ไม่ใช่การด่าที่ตัวบุคคล แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่าข้อมูลหรือแผนงานตรงไหนที่มันบกพร่องด้วยหลักการที่ถูกต้อง นี่คือการสู้ด้วย “สมอง” ที่ใครก็ต้องเกรงใจครับ
สอง... สร้าง “ข้อเสนอทางเลือก” ที่ดีกว่าครับ การตะโกนว่า “ไม่เอา” ใครก็ทำได้ครับเด็กอนุบาลยังทำได้เลย แต่การบอกว่า “ถ้าไม่ใช่แบบนี้ ควรจะเป็นแบบไหน” และมีเหตุผลรองรับที่จับต้องได้ นั่นคือสิ่งที่ผู้มีบารมีทางความคิดเขาทำกันครับ มันจะเปลี่ยนจากการประท้วงที่ไร้ค่า ให้กลายเป็นการกดดันที่ทรงพลังที่สุด
สาม... รวบรวม “เครือข่ายภาคประชาสังคม” ที่แข็งแกร่งครับ การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการด่าผ่านหน้าจอไปวันๆ แต่เกิดจากการรวมตัวกันศึกษาและขับเคลื่อนประเด็นเฉพาะด้าน เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่กัดติดไม่ปล่อย นี่คือทางออกของสังคมปัญญาชน ที่แท้จริงครับ
ใจเย็นๆ แล้วตรองดูเถิดว่า การที่เราเลือกรับรู้เฉพาะส่วนที่ตรงกับอคติของตนเอง หรือที่เรียกว่า Confirmation Bias โดยตัดตอนบริบทของเวลาและตรรกะความเป็นจริงออกไป มันคือพฤติกรรมของคนที่หยุดพัฒนาสมองครับ
การโทษปัจจัยแวดล้อม โดยที่ไม่แยกแยะความจริง คือ ความเขลาในการแยกแยะปัจจัยภายในและภายนอก ซึ่งเป็นพื้นฐานง่ายๆ ที่ปัญญาชนพึงมี
จำไว้นะพี่น้องครับ คำหยาบคายและการใส่ร้าย คือ สัญลักษณ์ของผู้พ่ายแพ้ทางตรรกะ
วันนี้ ผมจึงออกมาเตือนสติเพื่อให้เรายกระดับขึ้นมาเป็นผู้มีภูมิคุ้มกันทางความคิด
อย่าทำตัวเป็นเพียงสัญชาตญาณที่ถูกปั่นสมอง เพราะอคติทางการเมือง จนมองทะลุม่านหมอกของคำลวงไม่เห็น
การก้าวข้ามความเกลียดชัง เพื่อรักษาความเป็นปึกแผ่นของสังคม คือ หน้าที่ของปัญญาชนที่แท้จริง
สุดท้ายนี้ ปัญหาค่าครองชีพหรือวิกฤตต่างๆ มันเดินตามกลไก ภูมิรัฐศาสตร์โลก และเศรษฐศาสตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ครับ มันไม่เคยลดลงเพราะแรงด่าของใคร
การเตรียมพร้อมรับมือด้วยปัญญา จะทำให้เราอยู่รอดอย่างสมศักดิ์ศรี
แต่การไหลตามกระแสอารมณ์ จะทำให้เราล่มจมไปพร้อมกับคำลวงที่เขาสร้างมาหลอกล่อคนเขลาครับพี่น้องครับ
พี่น้องครับ... วันนี้คือเวลาที่เราจะคิด ใช้เหตุผล และยืนหยัดอยู่กับความจริง! นี่คือวิถีของคนมีสติ มีภูมิปัญญา และรักสังคมจริงๆ!ครับ” - พีระชาติ อินตา
5.ใครยังไม่ลืมความชั่วร้ายของการปั่นข่าวโจมตีด้อยค่าช่วงโควิด ปั่นข่าวสารพัดให้คนเกิดความชิงชัง หลงเชื่อไปตามคำคุยโวโป้ปด และคำให้ร้าย ด้อยค่าวัคซีนที่เรามี มุ่งโจมตีสาดโคลนผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้จริงและรัฐบาล
อย่าตกเป็นเหยื่อขบวนการแบบเดิม แต่มาในเปลือกนอกอันใหม่
กำลังกัดกินทำร้ายประเทศชาติและประชาชน ไม่น้อยไปกว่าตอนโควิด-19 เลย
สารส้ม

สีหศักดิ์ ย้ำ เจรจาภายใต้ UNCLOS หลังเขมร แอบขึ้นทะเบียน MOU44 ลั่น ลากเส้นอย่างไรเกาะกูดก็ของไทย
ราคาทองวันนี้ ปรับขึ้น 800 ทองรูปพรรณบาทละ 73,200
สีหศักดิ์ ชี้ ดับไฟใต้ต้องบูรณาการทำงาานร่วมกัน ชี้พูดคุยสันติสุขเป็นแค่ส่วนหนึ่ง
บุน รานี ติดดินสุดๆ แชร์สนั่นคลิปภริยาฮุนเซน เดินเท้าเปล่าย่ำโคลนเยี่ยมชาวบ้าน
ชาวเน็ตแห่เดา เพจดังใบ้ คุณแม่ลูกหนึ่งกำลังอินเลิฟ ปลูกรักหนุ่มรุ่นน้อง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี