วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เรื่อง “เรียกเก็บภาษี” จาก “ทักษิณชินวัตร” เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมากที่รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง ซึ่งกำกับดูแลกรมสรรพากร ควรจะกระตือรื้อร้นทำเรื่องนี้เอง โดยไม่ต้องให้คนมาจี้ที่ผ่านมา มีกี่รายแล้ว ที่ทั้งขอคำตอบ ทวงถาม และขู่จะเอาผิดรัฐบาล หากไม่ดำเนินการเรียกเก็บภาษีจากทักษิณ
1) เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาคนักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ทำไมคนทั่วไปขายหุ้นไม่เสียภาษี แต่คดีชินคอร์ปศาลยังเรียกเก็บหมื่นล้าน?”โดยมีเนื้อหาระบุว่า
เมื่อคำว่า “ขายหุ้นไม่เสียภาษี” อธิบายข้อเท็จจริงได้ไม่หมด
โดยหลักทั่วไป บุคคลธรรมดาขายหุ้นจดทะเบียนผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้รับยกเว้นภาษีกำไรจากการขายหุ้น แต่คดีนี้ไม่ใช่การ ‘ขายหุ้นผ่านตลาด’ ประเด็นของศาลคือโครงสร้างก่อนขาย คือการที่หุ้นชินคอร์ป 329.2 ล้านหุ้นถูกขายจาก Ample Rich ให้บุตรในราคาหุ้นละ 1 บาท ทั้งที่ราคาตลาดวันเดียวกันอยู่ 49.25 บาท แล้วขายต่อให้เทมาเส็กในวันเดียวกัน
ส่วนต่างระหว่าง 1 บาทกับ 49.25 บาท รวมประมาณ 15,883.9 ล้านบาท คือจุดที่ศาลถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมิน ไม่ใช่การไปเก็บภาษีกำไรจากการซื้อขายหุ้นทั่วไปของประชาชนในตลาดหลักทรัพย์
ศาลไม่ได้ “ปรับ” 1.7 หมื่นล้านจากการขายหุ้นทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์
แต่เป็น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา + เบี้ยปรับ + เงินเพิ่ม จาก “เงินได้พึงประเมิน” ที่ศาลเห็นว่าเกิดจาก ส่วนต่างราคาหุ้นก่อนขายให้เทมาเส็ก
หุ้นชินคอร์ปจำนวนประมาณ 329.2 ล้านหุ้น ถูกโอนจากบริษัท Ample Rich ให้บุตรในราคาหุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ 49.25 บาทต่อหุ้น แล้วต่อมาขายต่อให้กลุ่มเทมาเส็กในราคาตลาด49.25 บาท
ส่วนต่างคือประมาณ 49.25 - 1 = 48.25 บาทต่อหุ้น เมื่อนำไปคูณกับหุ้นราว 329.2 ล้านหุ้น จึงออกมาเป็นเงินได้/กำไรประมาณ 15,883.9 ล้านบาท จุดนี้คือฐานที่นำไปคำนวณภาษี (ไม่ใช่มูลค่าดีลทั้งหมด 7.3 หมื่นล้าน)
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทักษิณคือผู้มีเงินได้ที่แท้จริง และธุรกรรมดังกล่าวมีลักษณะใช้นอมินี/บริษัทต่างประเทศเพื่ออำพรางข้อเท็จจริงและเลี่ยงภาษี จึงให้เรียกเก็บภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวมประมาณ 1.76 หมื่นล้านบาท
สรุป
ศาลไม่ได้เรียกเก็บ 1.7 หมื่นล้านเพราะ “ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์”แต่เรียกจากส่วนต่างราคาหุ้นก่อนขาย คือหุ้น 329.2 ล้านหุ้นที่มีส่วนต่างประมาณ 15,883.9ล้านบาท ศาลถือเป็นเงินได้พึงประเมิน แล้วจึงคำนวณเป็นภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวมประมาณ 17,629 ล้านบาทครับ
เรื่องคำว่า ขายหุ้นหรือขายกิจการขอตอบว่า
“ในทางกฎหมาย ต้องเรียกว่า ‘ขายหุ้นชินคอร์ป’ ให้ชัดเจนครับ แต่ในทางเศรษฐกิจและการเมือง มันเป็นการขายหุ้นบล็อกใหญ่ที่ทำให้เปลี่ยนอำนาจควบคุมกิจการ จึงมีคนเรียกแบบภาษาชาวบ้านว่า ‘ขายกิจการ’ ได้ แต่ถ้าจะเขียนให้ไม่ถูกจับผิด ควรใช้คำว่า ‘ดีลขายหุ้นชินคอร์ปให้กลุ่มเทมาเส็ก’ หรือ ‘การขายหุ้นบล็อกใหญ่ที่เท่ากับเปลี่ยนอำนาจควบคุมกิจการ’ จะปลอดภัยและแม่นกว่า”
สรุป : “ประเด็นไม่ใช่ว่าใครขายหุ้นในตลาดแล้วต้องเสียภาษี เพราะหลักทั่วไปได้รับยกเว้นจริง ประเด็นคือคดีนี้ศาลดูทั้งโครงสร้างธุรกรรม ตั้งแต่ Ample Rich ขายหุ้นให้บุตรที่ 1 บาท ทั้งที่ราคาตลาด 49.25 บาท แล้วขายต่อให้เทมาเส็กในวันเดียวกัน ศาลจึงถือว่าส่วนต่างนั้นเป็นเงินได้พึงประเมิน และเมื่อวินิจฉัยว่าทักษิณเป็นเจ้าของที่แท้จริง/ตัวการไม่เปิดเผยชื่อ จึงต้องรับผิดภาษี ไม่ใช่กรณีนักลงทุนทั่วไปขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ครับ
ถ้าหูไม่หนวกตาไม่บอด สติปัญญาพอจะมี และเปิดใจรับข้อเท็จจริง คงจะตาสว่างได้สักวันนะครับ
2) ก่อนหน้านี้ นายถาวร เสนเนียม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เรื่องภาษี 17,000 กว่าล้านบาท เกรงว่ารัฐจะไม่ได้เงินเลย” โดยบอกว่า
ระยะเวลาบังคับชำระภาษีค้างจะหมดประมาณกลางปี 70 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 เรื่องนี้ไม่ใช่การบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 ซึ่งถ้าเป็นกรณี 271 จะหมดปี 78 เนื่องจากคำพิพากษาศาลฎีกาอ่านเมื่อพฤศจิกายน 2568 มีคนไม่เข้าใจและเข้าใจผิดเรื่องนี้กันเยอะ ภาษีคงจะไม่ได้ตามจำนวนดังกล่าวแน่นอนเบื้องต้นทราบว่าบังคับชำระภาษีได้เพียง 50 ล้านบาทเศษ ไม่มีใครออกมาเล่นเรื่องนี้เลยทั้งๆ ที่เกี่ยวกับผลประโยชน์เงินแผ่นดินน่าเศร้าครับ
กรณีนี้ในการยึดทรัพย์ ใช้ประมวลกฎหมายรัษฎากรมาตรา 12 จึงขอแจ้งไปยังอธิบดีกรมสรรพากรให้ใช้อำนาจอย่างเคร่งครัด
ในกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่สามารถชำระหนี้ 17,629ล้านนี้ได้ ขอให้กรมสรรพากรพิจารณาฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร เป็นบุคคลล้มละลายเพราะมีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่สามารถชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้กรมสรรพากรได้ ผมขอฝากไปยัง สส. ฝ่ายค้านติดตามและช่วยพิจารณาดำเนินการด้วยครับ
3) ล่าสุด ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และแนวร่วม ประมาณ 40 คน นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล,นายนัสเซอร์ ยีหมะ, น.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง (ทนายมิ้นท์) และนางกรองแก้ว วัฒนกุล เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
โดยมีข้อเรียกร้องหลัก 2 ประเด็น ประกอบด้วย การขอให้เร่งรัดติดตามการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น ของนายทักษิณ ชินวัตร เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ
คณะผู้ชุมนุมระบุว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568 (คดีทางแพ่ง) ซึ่งยกฟ้องคดีที่นายทักษิณ ชินวัตร เป็นโจทก์ฟ้องกรมสรรพากร ส่งผลให้คำสั่งเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น จำนวนกว่า 17,600ล้านบาท มีผลผูกพันทางกฎหมาย และต้องมีการชำระคืนแก่รัฐ
อย่างไรก็ตาม เครือข่ายฯ ระบุว่า หลังศาลมีคำพิพากษาผ่านมากว่า 9 เดือน ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าในการติดตามหนี้ภาษีดังกล่าวอย่างชัดเจน และแสดงความกังวลว่า หากปล่อยให้ล่วงเลยจนถึงช่วงกลางปี 2570 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดระยะเวลาบังคับชำระภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 อาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก
จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแล สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการบังคับคดีโดยด่วน หากพบว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้ ให้ดำเนินการฟ้องล้มละลาย เพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และป้องกันการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ในอีกประเด็น เครือข่ายฯ ยังขอให้กรมสรรพากรเร่งดำเนินการบังคับคดีภาษีดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยระบุว่า ปัจจุบันมีการบังคับชำระภาษีได้เพียงประมาณ 50 ล้านบาทเศษ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับยอดหนี้ทั้งหมด
พร้อมย้ำให้ใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ในการเร่งรัดยึดทรัพย์และติดตามหนี้ ก่อนหมดอายุความในช่วงกลางปี 2570 และหากพบว่าทรัพย์สินไม่เพียงพอ ให้พิจารณาดำเนินการฟ้องล้มละลายโดยทันที
ต่อมาในเวลา 10.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้ยื่นหนังสือถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผ่านว่าที่ร้อยตรี ศรัณย์ สมานพันธ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อรับเรื่องไว้ดำเนินการตามขั้นตอน
สรุป : ประเด็นของเรื่องอยู่ที่ สังคมไม่เห็นความคืบหน้าในการดำเนินการ จึงต้องดำเนินการทวงถาม และติดตามความคืบหน้า
พูดกันตามตรง เรื่องนี้เป็นการ บังคับตามคำวินิจฉัยอันเป็นที่สิ้นสุดแล้ว ในกระบวนการยุติธรรม “ทักษิณ” เองก็ใช้สิทธิทางกฎหมายต่อสู้ในเรื่องนี้มาโดยตลอด เมื่อสิ้นสุดจนมีคำตัดสินออกมาแล้ว เป็นหน้าที่ของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องต้องไปดำเนินการ “บังคับคดี” เพียงแค่อธิบดีกรมสรรพากร หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี จะขยับปากบอกความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการในเรื่องนี้ ว่าไปถึงไหนแล้ว มันจะทำให้ท่านสิ้นเปลือง “ดอกพิกุลทอง” ในปาก ที่จะร่วงออกมาสักกี่มากน้อยกันหนอ
อมพะนำกันอยู่ทำไม นี่คือคำถาม?
จิตกร บุษบา

ปกรณ์ ลุยตั้งทีมรัฐ-เอกชน ปรับปรุง กม.เอื้อทำธุรกิจ ตั้งเป้า 2 เดือนเริ่มชง ครม.
รวมโครงการในพระดำริ 'พระองค์ภา' ที่สร้างโอกาสและชีวิตที่ดีให้คนไทย
นายกฯ เรียกประชุม ครม. หลังสำนักพระราชวังประกาศ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์
ชญาภา ลุยขอคะแนนเสียง ชูนโยบายคนพระโขนงต้องสุขภาพดีและปลอดภัย
รัฐบาลเตือนแฟนบอลไทย! ระวังมิจฉาชีพเกาะกระแสฟุตบอลโลก 2026

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี