วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
มนุษย์ต่างจากเดรัจฉาน ก็ตรงที่มนุษย์มี“มโนธรรมสำนึก” และมี“เหตุผลไตร่ตรอง” ขณะที่เดรัจฉานมีแต่สัญชาตญาณ ยกเว้นเดรัจฉานบางชนิดที่พอจะมีความสามารถด้านกระบวนการคิดอยู่บ้าง แต่ก็ต่ำกว่ามนุษย์มาก
“ท่านพุทธทาส” เคยแสดงธรรมไว้ว่า “สัตว์เดรัจฉานไม่มีปัญญาคิดนึกอะไรไม่ได้ คนมีปัญญาคิดนึกอะไรได้ ฉะนั้น‘สัตว์คน’จะต้องได้รับพระธรรม ต้องมีพระธรรมก่อนสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานทำอะไรถูกต้องไปตามสัญชาตญาณของสัตว์เดรัจฉาน ไม่เกี่ยวกับปัญญา มันก็มีความถูกต้องเท่านั้นแหละ ถูกต้องในระดับสัตว์เดรัจฉาน แต่มนุษย์นี้มีสติปัญญา เมื่อทำความถูกต้อง ก็เลยทำได้มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน”
ที่ยกเรื่องนี้มาพูดก็เพราะ ในยามที่บ้านเมืองของเรากำลังอยู่ในความโศกเศร้าอาลัยต่อการจากไปของ“บุคคลอันเป็นที่รัก” แต่ก็มีคนไทยจำนวนน้อยนิดเพียงหยิบมือเดียวทั้งที่อยู่ในประเทศ และลี้ภัยเป็นพลเมืองชั้นสองอยู่ในต่างประเทศ ที่ต้องการจะ“ล้มล้าง” ด้วยความคิดและความเชื่อในอุดมการณ์ของตนบวกกับ“ความอาฆาตมาดร้าย”มา“เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” ถึงขนาดแสดงความ“สะใจ”ต่อความสูญเสียในครั้งนี้
มีบทความเป็นความเรียงที่มนุษย์เขียนด้วย“หัวใจของมนุษย์ ในนาม“พีระชาติ อินตา”เผยแพร่เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งในสังคมโซเชียลรู้จักเพจนี้ดี โดยได้เขียนถึงความรู้สึกของ“คนเป็นพ่อ”ที่ต้องสูญเสีย“ลูกสาว”อันเป็น“แก้วตาดวงใจ”-ขอคัดบางส่วนมาสื่อสารส่งต่อกันดังนี้ :-
“ในวันที่ผมนั่งมองภาพพระราชพิธีที่ค่อยๆ ดำเนินไปทีละขั้นตอน ภาพตรงหน้าทำให้ผมเงียบไปนานกว่าที่คิดยิ่งมอง หัวใจก็ยิ่งหนัก ยิ่งมอง ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังเห็นความรักของคนเป็นพ่อ ความสูญเสียของครอบครัว และความอาลัยของคนไทยทั้งประเทศ เดินเคียงคู่กันอยู่ในภาพเดียว”
“ภายในพระที่นั่งพิมานรัตยา ทุกอย่างดำเนินไปตามโบราณราชประเพณีอย่างสมพระเกียรติ แต่สำหรับคนที่กำลังเฝ้ามองภาพเหล่านั้นอยู่ห่างๆ อย่างผม สิ่งที่เห็นกลับไม่ใช่เพียงพิธีการ หากเป็นเรื่องราวของพ่อคนหนึ่ง... ที่กำลังส่งลูกสาวเป็นครั้งสุดท้าย บรรยากาศในห้องพิธีอันเย็นเยียบวันนั้น หนักอึ้งและเงียบสงัดเสียจนแทบได้ยินเสียงหยดน้ำสรงที่กระทบพระแท่นสรง ไม่มีเสียงสนทนา ไม่มีเสียงเคลื่อนไหวเกินความจำเป็น ทุกคนยืนนิ่งอยู่ในตำแหน่งของตนเองราวกับเวลาได้หยุดเดินลงชั่วขณะ และท่ามกลางความเงียบนั้น กลับมีความเจ็บปวดที่ดังยิ่งกว่าเสียงใดในโลก”
“วินาทีที่เจ้าพนักงานทูลเกล้าฯ ถวายหม้อทองคำลายกลีบบัวบรรจุน้ำสรง พระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่คนไทยคุ้นตาในฐานะพระหัตถ์แห่งการทรงงาน พระหัตถ์ที่เคยจับปากกา เคยถือแผนที่ เคยลงพื้นที่ไปหาประชาชนทั่วทุกภูมิภาค ในวันนั้นกลับสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด เมื่อต้องทรงรดน้ำสรงลงบนพระอุระของลูกสาวคนโต สายน้ำค่อยๆ ไหลผ่านร่างของพระธิดาอย่างช้าๆ ช้าเสียจนเหมือนเวลาทั้งโลกกำลังพยายามยื้อวินาทีนั้นเอาไว้ แต่สุดท้ายสายน้ำก็ยังไหลผ่านไป เหมือนชีวิตที่ไม่เคยหยุดรอใคร และเหมือนลูกสาวที่ไม่มีวันหวนกลับคืนสู่อ้อมกอดของพ่อได้อีกแล้ว”
“เมื่อพิธีสรงน้ำสิ้นสุดลง เสียงสังข์ แตร และปี่กลองชนะเริ่มประโคมขึ้นกึกก้องตามโบราณราชประเพณี แต่วันนั้นมันไม่ได้ฟังดูยิ่งใหญ่หรือทรงพลังเหมือนทุกครั้ง หากกลับฟังคล้ายเสียงของความจริงที่โหดร้ายที่สุดในชีวิต เป็นเสียงที่กำลังบอกคนเป็นพ่อว่า ถึงเวลาปล่อยมือแล้ว ถึงเวลาส่งลูกแล้ว และถึงเวลายอมรับความจริงที่หัวใจไม่เคยอยากยอมรับ ว่าจากนี้ไปจะเหลือเพียงความทรงจำเท่านั้น”
“จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงเวลาที่คนเป็นพ่อไม่มีวันอยากให้มาถึง...ช่วงเวลาการบรรจุพระศพลงสู่หีบ เจ้าพนักงานค่อยๆ ปฏิบัติทุกขั้นตอนอย่างนุ่มนวลที่สุด ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ราวกับทุกคนกำลังช่วยกันประคองหัวใจของคนเป็นพ่อเอาไว้ไม่ให้แตกสลายลงตรงนั้น”
“ก่อนที่ฝาหีบไม้หนาทึบจะเลื่อนปิดลง พระองค์ทรงก้าวเข้าไปใกล้พระธิดาเป็นครั้งสุดท้าย ทรงเอื้อมพระหัตถ์วางซองพระศรีทองคำที่บรรจุดอกบัวตูมและธูปเทียนลงบนพระอุระ ภาพนั้นงดงาม และเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน เพราะมันทําให้พระราชพิธีอันยิ่งใหญ่ทั้งหมดหายไปจากความรู้สึก เหลือเพียงภาพของพ่อคนหนึ่งที่กำลังฝากของชิ้นสุดท้ายให้ลูก ก่อนที่ประตูระหว่างคนเป็นกับคนจากไปจะปิดลงตลอดกาล”
“แล้วฝาหีบก็เริ่มเคลื่อนตัวลงช้าๆ ช้าเสียจนคนที่มองอยู่ภายนอกอยากให้เวลาหยุดลงตรงนั้น เพราะทุกวินาทีที่ฝาหีบเคลื่อนลงมา หมายถึงใบหน้าของลูกกำลังค่อยๆ หายไปจากสายตาของพ่อทีละน้อย... ทีละน้อย... จนมองไม่เห็นอีกเลย และนั่นอาจเป็นวินาทีที่โหดร้ายที่สุด เพราะบางครั้งการสูญเสียไม่ได้เกิดขึ้นตอนที่คนคนหนึ่งจากไป แต่มันเกิดขึ้นตอนที่เราต้องยอมปล่อยเขาไปด้วยมือของเราเอง”
“เรื่องราวในวันนี้ทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น และเห็นชัดเจนเหลือเกินว่า ภายใต้เครื่องทรงอันสูงส่ง หัวใจข้างในนั้นทำด้วยเนื้อและเลือดเหมือนพวกเราทุกคน มีความรัก มีความผูกพัน มีความคิดถึง และมีความเจ็บปวด ไม่ต่างจากมนุษย์คนใดบนโลก”
“สุดท้ายนี้ ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่มองเห็นความสูญเสียอันยิ่งใหญ่นี้ ผมอยากให้พวกเราทุกคนร่วมกันส่งใจ ส่งความห่วงใย และส่งความอาลัยจากหัวใจ ถวายแด่พระองค์ผู้จากไป และร่วมส่งกำลังใจถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอให้พระองค์ทรงรับรู้ว่า ท่ามกลางความมืดมิดและโดดเดี่ยวในหัวใจของคนเป็นพ่อ พระองค์มิได้ทรงยืนอยู่เพียงลำพัง”
“เพราะยังมีหัวใจของคนไทยอีกหลายสิบล้านดวง ที่กำลังร้องไห้ กำลังคิดถึง และกำลังยืนอยู่เคียงข้างพระองค์ ด้วยความรัก ด้วยความจงรักภักดี และด้วยความอาลัยอย่างสุดหัวใจ” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

กระทรวงสาธารณสุข ไขข้อข้องใจ สูบบุหรี่ในบ้านตัวเอง ควันลอยเข้าบ้านคนอื่น มีสิทธิ หรือ ผิดกฎหมาย?
อุ๊งอิ๊งค์ โพสต์ภาพคู่ ทักษิณ หาหมอดูแลสุขภาพที่เยอรมนี
ชาดา จี้กระทรวงพลังงานทบทวนโครงสร้างราคา ชี้ประชาชนยังไม่ได้ประโยชน์แท้จริง
ตร.อินเดีย ยิงแก๊สน้ำตา-ใช้กระบองฟาด สลายม็อบพรรคแมลงสาบ หลังพยายามบุกเข้ารัฐสภา
หมอสรณ เปิดใจ หลังถูกฟันคุณสมบัติ กสทช. ยันไม่ใช่ลูกจ้างรัฐ เป็นแพทย์อิสระ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี