วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ท่ามกลางกระแสการเมืองที่พูดถึงการ“ตัดงบประมาณ” เพื่อรีดประสิทธิภาพภาครัฐ ปรากฏการณ์การเรียกร้องค่าตอบแทนเพิ่มของ “ผู้ช่วย สส.-สว.” กำลังกลายเป็นกระจกสะท้อนมาตรฐานการทำงานที่ย้อนแย้งอย่างน่าสนใจโดยเฉพาะเมื่อ สส. ฝ่ายค้านบางพรรคออกมาโอดครวญว่าเงินเดือนผู้ช่วยนั้นน้อยเกินไป ทั้งที่ในความเป็นจริง สส. และ สว. แต่ละท่านมีสิทธิแต่งตั้งทีมงานได้มากถึง 8 คน ซึ่งใช้งบประมาณรวมต่อคนสูงถึง 129,000 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นปีละกว่า 1.5 ล้านบาทต่อคน หากคูณด้วยจำนวน สส. 500 คน งบประมาณส่วนนี้จะสูงถึงราว 774 ล้านบาทต่อปี!
สำหรับมุมมองจากฝั่งพรรคประชาชน ได้ชี้แจงเหตุผลว่า งานของผู้ช่วย สส. ในปัจจุบันนั้น “หนักและมีความซับซ้อนเกินกว่าตัวเลขค่าตอบแทนที่ได้รับ” ทั้งการลงพื้นที่รับฟังปัญหาประชาชน การทำฐานข้อมูลเชิงลึกเพื่อการอภิปรายและการติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลแบบรายวัน ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าการเพิ่มค่าตอบแทนคือการสร้างขวัญกำลังใจและดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาช่วยงานสภาฯ เพื่อให้งานนิติบัญญัติมีคุณภาพสูงขึ้น อย่างไรก็ตามข้ออ้างเรื่อง “งานหนัก” ดังกล่าว กลับถูกสวนกลับอย่างเผ็ดร้อนจากพรรคไทยภักดี ที่มองว่านี่เป็นเพียงการผลักภาระงบประมาณโดยไม่คำนึงถึงความจำเป็นจริง โดยเฉพาะในภาวะที่ต้องรัดเข็มขัด พรรคไทยภักดีจึงเสนอให้ “ลดจำนวน” ทีมงานลง เพราะจำนวน 8 คนต่อหนึ่งท่านนั้นถือว่ามากเกินความจำเป็นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน
คำถามสำคัญที่สังคมต้องตั้งคือ “ภารกิจที่แท้จริงคืออะไร?” ในยุคที่เทคโนโลยี AI สามารถช่วยสืบค้นข้อมูลและร่างคำอภิปรายได้อย่างรวดเร็ว เหตุใดเราจึงยังต้องแบกรับภาระงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อจ้างคนจำนวน8 คนต่อผู้แทนฯ 1 ท่าน และที่ผ่านมาก็เคยมีกรณีการจับผิดว่า สส.อ่านคำอภิปรายโดยบทที่เขียนจากAI ทุกตัวอักษร
ในขณะที่หลายฝ่ายมองว่าตัวเลขดังกล่าวเกินความจำเป็น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ที่บริหารจัดการทีมงานสนับสนุนเพียง 3 คน แต่ยังสามารถผลิตผลงานการตรวจสอบและติดตามประเด็นการเมืองได้อย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพ หากผู้แทนฯ ท่านอื่นอ้างว่างานหนักจนต้องใช้คนถึง 8 คน แต่ผลงานที่ปรากฏกลับไม่คุ้มค่าภาษีเท่าที่ควร สังคมย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่า “จำนวนคน” ที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นไปเพื่อช่วยงานประชาชน หรือเป็นเพียงการใช้ตำแหน่งเพื่อสร้างระบบอุปถัมภ์ ทั้งการตอบแทนหัวคะแนน การดึงเครือญาติ หรือกระทั่งการเอาเด็กมัธยมมาสวมสิทธิรับเงิน
การจะเป็นผู้แทนฯ ยุคใหม่ ไม่ใช่การเรียกร้องสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นในขณะที่ตรวจสอบผู้อื่นอย่างแข็งกร้าว แต่คือการเป็น “แบบอย่าง”ของการทำงานที่โปร่งใส ประหยัด และมีประสิทธิภาพสูงสุด การที่ สส. ฝ่ายค้านพยายามผลักดันการตัดงบส่วนอื่นของรัฐบาล แต่กลับหวงแหนสิทธิประโยชน์ส่วนตัวในสภาฯ คือความย้อนแย้งที่ประชาชนจับตามอง
ถึงเวลาที่สภาฯ ต้องกล้าผ่าตัดโครงสร้างทีมงานผู้ช่วยฯ เสียใหม่ ปรับลดจำนวนให้สอดคล้องกับเนื้องานจริง ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยแทนระบบคนล้นงาน และพิสูจน์ให้เห็นว่าเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไปนั้น คุ้มค่าแก่การเป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่การใช้เงินภาษีเพื่อจุนเจือพรรคพวกหรือระบบอุปถัมภ์ที่ล้าหลังหากผู้แทนฯ ทำงานโดยคำนึงถึง “ประสิทธิภาพ” มากกว่า “สิทธิประโยชน์” จะสามารถช่วยความศรัทธาของประชาชนให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

‘ไชยชนก’กางไทม์ไลน์ TH-AI Passport’ เริ่มทดสอบ 19 ส.ค.-เปิดใช้ทางการ 31 ส.ค.นี้
ปชป.ตั้งทีมกฎหมาย เอาผิด กกต.-ดีเอสไอ หากเป่าคดีฮั้ว ส.ว. ลุยฟันนักการเมืองเอี่ยวโกงด้วย
‘นาบิล’พร้อมลุยโอลิมปิก!ตั้งเป้าคว้าเหรียญทอง-ยันทำเพื่อชาติ
แม่ฮ่องสอนวิกฤต! เจอ ‘Rain Bomb’ ทำน้ำซัดบ้านเรือน-โชคดีที่อพยพหนีทัน
จากหนุ่ม Red Flag สู่ลูกเขยคนโปรด ตี๋-บุญยเกียรติ ยิ้มรับกระแส Don’t Be Too Emotional อย่าขอพี่เจน ดีเกิดคาด!

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี