ปนป.15 สถาบันพระปกเกล้า เสนอโมเดลความตระหนักรู้ 'ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมทางทะเล' ปรับความเข้าใจประมงพื้นบ้านไทย

ปนป.15 สถาบันพระปกเกล้า เสนอโมเดลความตระหนักรู้ 'ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมทางทะเล' ปรับความเข้าใจประมงพื้นบ้านไทย

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.
Tag :

          นักศึกษา ปนป.15 สถาบันพระปกเกล้า จัดทำรายงานโครงงานกลุ่มพร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เตรียมเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบประมงพื้นบ้านที่รับผิดชอบต่อทรัพยากร ควบคู่การเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และวางรากฐาน “ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมทางทะเล” ให้เป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

          โครงงานกลุ่มหัวข้อ “ตระหนักรู้ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมทางทะเล: กรณีศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อความยั่งยืน” ภายใต้หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 15 (ปนป.15) กลุ่มกวาง สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลการศึกษาหลังการลงพื้นที่ให้ความรู้ รับฟังปัญหาและเก็บข้อมูลเชิงลึกในชุมชนประมงบ้านชายทะเล ตำบลบางกระเจ้า และบ้านกำพร้า ตำบลบางหญ้าแพรก จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนา สำนักงานจังหวัดสมุทรสาคร, สำนักงานเทศบาลตำบลบางหญ้าแพรก, สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร (กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์), หัวหน้ากลุ่มประมงพื้นบ้านประจำจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 และวันที่ 18 มกราคม 2569 ที่ผ่านมานั้น


          ผลการศึกษาของโครงงานชี้ว่า ประเด็นสำคัญที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของชุมชนประมงพื้นบ้านไทย จังหวัดสมุทรสาคร ได้แก่

1. ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ปริมาณสัตว์น้ำในพื้นที่ลดลงจากการปล่อยน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ส่งผลให้ระบบนิเวศเกิดการเปลี่ยนแปลง ชาวประมงพื้นบ้านจับสัตว์น้ำบางชนิดตามฤดูกาลเท่านั้น อาทิ เคย (กุ้งขนาดเล็ก) ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน และอนาคตของกลุ่มงานอาชีพประมงพื้นบ้าน ฯลฯ

2. รายได้จากการทำประมงลดลง รายได้จากการทำประมงลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากข้อจำกัดด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำ รวมทั้งต้นทุนการประกอบอาชีพที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นเหตุให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

3. เงินทุนและภาระดอกเบี้ย ชาวประมงพื้นบ้านจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันทางการเงิน จึงต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ ซึ่งมีความเสี่ยงและภาระดอกเบี้ยสูง ประกอบกับการสนับสนุนจากภาครัฐที่ไม่ทั่วถึงเพียงพอ

4. การบังคับใช้กฎหมายเครื่องมือจับสัตว์น้ำ แม้ว่าเครื่องมือจับสัตว์น้ำบางประเภทถูกจัดว่าเป็นเครื่องมือที่ผิดกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นเครื่องมือที่สามารถจับสัตว์น้ำได้จริง โดยเฉพาะเคย (กุ้งขนาดเล็ก) อย่างไรก็ตาม การที่กฎหมายกำหนดมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ส่งผลให้ขนาดอวนมีขนาดใหญ่เกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของเคย (กุ้งขนาดเล็ก) ทำให้สูญเสียรายได้จากการจับสัตว์น้ำประเภทดังกล่าว

          จากประเด็นปัญหาเหล่านี้ จึงนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลให้มีประสิทธิภาพและสนับสนุนความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนี้

1. การควบคุมและจัดการปัญหาการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ภาครัฐควรเข้าควบคุมและจัดการปัญหาการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเคร่งครัด เช่น การนำหลักผู้สร้างมลพิษต้องจ่าย (polluter pays principle) มาปรับใช้ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำ ดิน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระทบต่อรายได้ของชาวประมงจากการจับสัตว์น้ำ

2. การส่งเสริมกลไกด้านเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือชาวประมง ภาครัฐควรสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนหรือสหกรณ์ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับชาวประมงช่วยลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ และส่งเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจภายในชุมชนประมงพื้นบ้านไทย

3. การทบทวนและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับเครื่องมือประมงให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ เสนอให้มีการอนุญาตให้ใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำบางประเภท ภายใต้เงื่อนไขและช่วงเวลาที่เหมาะสม รวมทั้งทบทวนข้อกำหนดด้านขนาดตาอวนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนประมงพื้นบ้านและทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายควบคู่ไปกับการคำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากร

4. การให้ชุมชนประมงพื้นบ้านเข้าร่วมจัดการภารกิจบางขั้นตอน (co-management) ผ่านการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนประมงพื้นบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลระบบนิเวศชายฝั่งในพื้นที่ หรือ เฝ้าระวังการลักลอบทำประมงผิดกฎหมายจะช่วยให้ชุมชนประมงพื้นบ้านมีเป้าหมายชุมชนร่วมกัน และมีความกระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา

5. การจัดการการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ (alien species) ต้องแก้ควบคู่กับปัญหามิติอื่น ลำพังการทุ่มงบประมาณเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ อาจเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ไม่ยั่งยืน แต่หากแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำควรมีการประยุกต์แบบผสมผสาน เช่น การนำไปเป็นผสมในอาหารสุนัขจรจัดของศูนย์พึ่งพิงสุนัขจรจัด เทศบาลนครรังสิต สืบเนื่องจากการดูแลสุนัขจรจัดนั้นไม่มีระเบียบเบิกจ่ายค่าอาหารชัดเจน ซึ่งการนำปลาซัคเกอร์มีแคลเซียมสูงไปทำอาหารสุนัขจรจัด จึงสามารถอุดช่องว่างดังกล่าวและแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ (อ้างอิงจากงานของศรัณยู ภัคดีวงษ์)

          ชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาการประมงจำเป็นต้องมองให้รอบด้านมากกว่าการออกกฎควบคุมการจับสัตว์น้ำ เนื่องจากความยั่งยืนของระบบนิเวศทางทะเลได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ทั้งมลพิษ ภาวะโลกร้อน และโครงสร้างการบริหารจัดการที่ยังมีลักษณะรวมศูนย์และแยกส่วน ดังนั้น การเสริมสร้าง “ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม” จึงควรเริ่มจากการสื่อสารสองทางระหว่างชุมชนชาวประมงกับภาครัฐ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย เข้าถึงข้อมูลอย่างโปร่งใส และได้รับการสนับสนุนทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม โครงงานทดลองและเวิร์คชอป-เสวนาในจังหวัดสมุทรสาครมีความตั้งใจยิ่งในการผลักดันการมีส่วนร่วมเสริมพลังให้ชุมชนร่วมรักษ์ทะเลไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แรงขับเคลื่อนดังกล่าวเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการฟื้นฟูทะเลไทย ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนให้ชุมชนประมงในระยะยาว โดยผู้ศึกษาอบรม ปนป.15 กลุ่มกวาง จะเดินหน้าผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ ทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของไทยต่อไป

          ***โครงงานศึกษากลุ่มเชิงปฏิบัติเป็นส่วนหนึ่งของ หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 15 กลุ่มกวาง จากสถาบันพระปกเกล้า นำโดย นายสายสิทธิ์ เจตสิกทัต เป็นอาจารย์      ที่ปรึกษาโครงงานกลุ่ม พร้อมคณะผู้เข้าศึกษาอบรมประจำกลุ่ม ได้แก่ นางสาวกรกมล ธรรมมา, นายคณิน  สุศิริวัฒนนนท์, นางสาวฐิตารีย์ ศิริจันทร์สว่าง, นาวาโท ณฐกร จารุสวัสตร์, นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ, นางสาวณัฐรวี ทิพยจันทร์, ร้อยตำรวจเอกหญิงทักษณา เมฆไตรรัตน์, ร้อยตำรวจเอกหญิงธนัชชา สุขเกษม, นางสาวนัฏฐิกา วงศ์วานิช, นายนิวัฒน์ ธานินทราวัฒน์, นายวัฒนินทร์ บรรณสาร, นายสกลภัทร ประยูรรัตน์ และนายสุกฤษฎิ์ วิเศษสัจจา

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top