542.jpg
บทบาทของจีนในวาระสิ่งแวดล้อมโลกเดือนมิถุนายน: นวัตกรรม กฎหมาย และบทเรียนจากการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

บทบาทของจีนในวาระสิ่งแวดล้อมโลกเดือนมิถุนายน: นวัตกรรม กฎหมาย และบทเรียนจากการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.55 น.
Tag :

บทบาทของจีนในวาระสิ่งแวดล้อมโลกเดือนมิถุนายน: นวัตกรรม กฎหมาย และบทเรียนจากการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก ปฏิทินสิ่งแวดล้อมในเดือนมิถุนายนถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประชาคมโลกจะมาร่วมทบทวนและถอดบทเรียนการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน ตั้งแต่วันสิ่งแวดล้อมโลก (5 มิถุนายน) วันมหาสมุทรโลก (8 มิถุนายน) ไปจนถึง วันต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายและภัยแล้งโลก (17 มิถุนายน) หากมองย้อนกลับไปในอดีต “สาธารณรัฐประชาชนจีน” มักถูกตราหน้าว่าเป็นหนึ่งในผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ของโลกจากการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด ทว่าในปัจจุบัน จีนกำลังพยายามเปลี่ยนผ่านตัวเองภายใต้หมุดหมายใหม่อย่าง "อารยธรรมเชิงนิเวศ" (Ecological Civilization) เพื่อพิสูจน์ว่าจีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและผู้เยียวยาวิกฤตสิ่งแวดล้อมในศตวรรษนี้ด้วยการผสานกฎหมาย นวัตกรรม และมิติทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน


วิสัยทัศน์สีเขียวนี้ ถูกขับเคลื่อนโดยตรงจากแนวคิดอันเป็นรากฐาน ของท่านสี จิ้นผิง ที่เคยกล่าววาทะประวัติศาสตร์ไว้เมื่อครั้งลงพื้นที่ตรวจงาน ณ หมู่บ้านอวี๋ชุน อำเภออันจี๋ มณฑลเจ้อเจียง ในปี 2005 ว่า "น้ำใสและภูเขาเขียวขจี คือภูเขาทองและภูเขาเงิน" (绿水青山就是金山银山) ปรัชญาดังกล่าวได้พลิกวิธีคิดของจีนจากการมองว่าสิ่งแวดล้อมเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ให้กลายเป็นการมองว่า "การปกป้องธรรมชาติคือการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน" ซึ่งต่อมา แนวคิดดังกล่าวได้รับการพัฒนาเป็นส่วนสำคัญของแนวคิดอารยธรรมเชิงนิเวศของสี จิ้นผิง ขณะที่หลักอารยธรรมเชิงนิเวศ รวมถึงแนวคิดที่ว่าผืนน้ำใสและภูเขาเขียวคือทรัพย์สินอันล้ำค่า ได้รับการบรรจุไว้ในธรรมนูญพรรคคอมมิวนิสต์จีน

บทบาทของจีนในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดเพื่อเยียวยาโลก

เมื่อเอ่ยถึง วันสิ่งแวดล้อมโลก (5 มิถุนายน) จีนได้ส่งสัญญาณระดับโลกผ่านการเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ที่เรียกกันว่า "Dual Carbon Goals" นั่นคือการตั้งเป้าให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แตะระดับสูงสุดก่อนปี 2030 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2060 ซึ่งนี่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำมั่นสัญญาทางการเมือง แต่นับเป็นหนึ่งในกระบวนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก

ข้อมูลจึงชี้ให้เห็นว่า จีนก้าวขึ้นมาเป็น "โรงงานพลังงานสะอาดของโลก" อย่างเต็มตัว ด้วยการเป็นผู้นำห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาร์เซลล์ กังหันลม และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกในรอบหลายปีที่ผ่านมา กว่าครึ่งหนึ่งล้วนเกิดขึ้นในประเทศจีน

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือ ตลาดคาร์บอนระดับชาติ (China National Carbon Market) ที่รัฐบาลผลักดันขึ้นมาเพื่อควบคุมและกดดันภาคอุตสาหกรรมหนัก ควบคู่ไปกับการออกประมวลกฎหมายนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวบรวมกฎหมายกระจัดกระจายในอดีตให้เป็นหนึ่งเดียว ส่งผลให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อพลังงานสะอาด การขับเคลื่อนนี้ไม่เพียงแต่เยียวยาสภาพภูมิอากาศของจีนเอง แต่ยังช่วย "ลดต้นทุน" เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกให้ถูกลง ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ สามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย

การบังคับใช้กฎหมายและนวัตกรรมฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลของจีน

ในส่วนของวันมหาสมุทรโลก (8 มิถุนายน) จีนได้เปลี่ยนมุมมองต่อท้องทะเลจากการเป็น "อู่ข้าวอู่น้ำเพื่อการตักตวง" สู่การเป็น "ระบบนิเวศที่ต้องพิทักษ์" อย่างยั่งยืน ความท้าทายของแนวชายฝั่งที่ยาวกว่า 18,000 กิโลเมตร ถูกจัดการด้วยยุทธศาสตร์สองด้านขนานกัน คือ กฎหมายที่เด็ดขาด และ เทคโนโลยีที่แม่นยำ

ในเชิงกฎหมาย จีนปฏิรูป กฎหมายปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเล (Marine Environment Protection Law) โดยเพิ่มบทลงโทษขั้นรุนแรง และนำระบบ "ผู้รับผิดชอบแนวชายฝั่ง" (Bay Masters) มาใช้คล้ายกับการแต่งตั้งผู้ว่าราชการมารับผิดชอบมลพิษในแต่ละอ่าว ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ "Beautiful Bays" (อ่าวสวยงาม) ควบคู่กับการบังคับใช้มาตรการพักการทำประมงประจำปี (Annual Fishing Moratorium) ในทะเลโป๋ไห่ ทะเลเหลือง ทะเลจีนตะวันออก และทะเลจีนใต้ เพื่อเปิดโอกาสให้ทรัพยากรสัตว์น้ำฟื้นตัวและขยายพันธุ์

ในเชิงนวัตกรรม จีนเป็นประเทศแนวหน้าที่มีการศึกษาและใช้ประโยชน์จากระบบ "บลูคาร์บอน" (Blue Carbon) หรือการกักเก็บคาร์บอนโดยระบบนิเวศทางทะเล มีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดรนใต้น้ำ และภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อติดตามและประเมินระบบนิเวศ ควบคู่กับการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลและป่าชายเลน ซึ่งระบบนิเวศเหล่านี้กักเก็บคาร์บอนได้ดีกว่าป่าบนบกหลายเท่า นวัตกรรมฟื้นฟูเหล่านี้ไม่เพียงแต่คืนความสมบูรณ์และปกป้องสัตว์ทะเลหายากอย่างโลมาขาวจีน แต่ยังทำหน้าที่เป็นปราการธรรมชาติที่ช่วยบรรเทาความรุนแรงของพายุและการกัดเซาะชายฝั่งได้อย่างยอดเยี่ยม

ถอดบทเรียนความสำเร็จของจีนในการต่อสู้กับภัยแล้งและการแปรสภาพเป็นทะเลทราย

ปมปัญหาที่ท้าทายที่สุดปมหนึ่งของโลกคือการขยายตัวของพื้นที่แห้งแล้ง ซึ่งตรงกับ วันต่อสู้กับทะเลทรายและภัยแล้งโลก (17 มิถุนายน) แต่จีนได้สร้างปาฏิหาริย์เชิงประจักษ์จนองค์การสหประชาชาติ (UN) ต้องยกย่องให้หลายที่ของจีนเป็นโมเดลกรณีศึกษาด้านการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมระดับโลก จากประเทศที่มีพื้นที่ทะเลทรายขนาดใหญ่ จีนได้รับการระบุว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางด้านความเสื่อมโทรมของที่ดิน หรือ Land Degradation Neutrality: LDN ตามกรอบของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย  ซึ่งในการลงพื้นที่ตรวจงานที่มองโกเลียใน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้มอบแนวคิดเชิงระบบว่า "การจัดการภูเขา น้ำ ผืนป่า นาข้าว ทุ่งหญ้า และทะเลทราย ต้องมองเป็นชุมชนแห่งชีวิตเดียวกัน" (山水林田湖草沙是生命共同体) แนวคิดนี้ทำลายการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน และนำมาสู่ 3 เสาหลักแห่งความสำเร็จ ได้แก่

ความเพียรพยายามระยะยาว (Long-term Vision) โครงการแนวป้องกันทางตอนเหนือหรือ "Three-North Shelterbelt Program" ซึ่งเป็นอภิมหาโครงการปลูกป่ากำแพงเมืองสีเขียวที่ดำเนินมานานหลายทศวรรษเพื่อกั้นทะเลทรายโกบี ผืนป่าที่มนุษย์สร้างขึ้นนี้สามารถเปลี่ยนสภาพอากาศในท้องถิ่น ดักพายุทราย และลดความแห้งแล้งในพื้นที่แถบปักกิ่งและเมืองรอบๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์
นวัตกรรมจัดการทะเลทรายอัจฉริยะ (Smart Desertification Control): จีนก้าวข้ามการปลูกป่าแบบเดิมๆ โดยจีนได้นำเครื่องจักรปลูกต้นไม้อัตโนมัติ ระบบระบุตำแหน่งผ่านดาวเทียม และเซนเซอร์ตรวจวัดสภาพดินมาใช้ในพื้นที่ทดลองบางแห่ง เพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการฟื้นฟูพื้นที่แห้งแล้ง
โมเดลคูบูฉี (Kubuqi Model) และแนวคิด "Sand-plus-Solar": บทเรียนที่สร้างแรงบันดาลใจที่สุดเกิดขึ้นที่ทะเลทรายคูบูฉี โดยจีนพลิกวิกฤตแดดแผดเผาให้เป็นโอกาสด้วยการติดตั้ง "แผงโซลาร์เซลล์ขนาดมหึมาเหนือผืนทราย" แผงเหล่านี้ช่วยกำบังแสงแดด ลดอุณหภูมิผิวทราย และลดการระเหยของน้ำในดิน ดินใต้แผงโซลาร์เซลล์จึงกลับมามีความชื้นพอที่จะปลูกพืชทนแล้งและพืชสมุนไพรได้ โครงการนี้จึงได้ประโยชน์ถึง 3 ต่อ: ได้พลังงานสะอาด, ได้พื้นที่สีเขียวเกษตรกรรมคืนมา และสร้างรายได้ขจัดความยากจนให้คนในชุมชนท้องถิ่น

ผู้เขียน เห็นว่าบทบาทของจีนตลอดช่วงวาระสิ่งแวดล้อมโลกในเดือนมิถุนายน สะท้อนให้เห็นถึงพิมพ์เขียวสำคัญว่า "การปกป้องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาทางเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้" ความสำเร็จของจีนไม่ได้เกิดจากปาฏิหาริย์ แต่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างภายใต้เจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่และวิสัยทัศน์อันยาวไกลของผู้นำ ที่ผสาน "ความเด็ดขาดของกฎหมาย" เข้ากับ "ความคิดสร้างสรรค์ของนวัตกรรม" และที่สำคัญที่สุดคือ "การให้ชุมชนได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ" จากการดูแลธรรมชาติ เพื่อเปลี่ยน "น้ำใสและภูเขาเขียว" ให้เป็น "ภูเขาทองคำ" ได้จริงในทางปฏิบัติ

 เรื่องราวของจีนในวาระสิ่งแวดล้อมโลกผ่านสามวันสำคัญนี้ส่งต่อพลังงานเชิงบวกและความหวังให้แก่ประชาคมโลกว่า หากมีความมุ่งมั่น มีวิสัยทัศน์ของผู้นำที่ชัดเจน และใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง มนุษยชาติก็มีศักยภาพเพียงพอที่จะพลิกฟื้นและเยียวยาโลกใบนี้ให้กลับมางดงามและยั่งยืนได้อีกครั้ง

ผู้เขียน ดร.กฤตติกา เศวตอมรกุล ที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร / รองคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top