วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์การทำงานไปอย่างสิ้นเชิง งานที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงสามารถสรุปและวิเคราะห์เสร็จได้ในไม่กี่นาที ข้อมูลจาก McKinsey Global Survey 2568 ชี้ว่ากว่า 78% ขององค์กรทั่วโลกนำ AI มาใช้แล้ว และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ถึง 30-40%
แต่ในโลกที่ทุกคนสามารถทำงานได้เร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด คำถามสำคัญในสมรภูมิธุรกิจกลับไม่ใช่ "ใครทำงานเร็วกว่า" อีกต่อไป แต่กลายเป็น "ใครตัดสินใจได้แม่นยำกว่า" ซึ่งนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทักษะการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) อย่าง "การอ่าน" กลับมามีมูลค่าสูงขึ้นอย่างน่าสนใจในยุค AI
AI ไม่ได้ลดทอน แต่งัดข้อได้เปรียบของ "ประสบการณ์"
ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือ เมื่อ AI เก่งขึ้น คนที่มีประสบการณ์จะหมดความสำคัญ เพราะใครๆ ก็เข้าถึงข้อมูลและวิเคราะห์รีพอร์ตได้ แต่ในโลกการทำงานจริง AI ยังขาดความเข้าใจในบริบททางธุรกิจที่ซับซ้อน ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ และผลกระทบต่อผู้คนรอบข้าง
ภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจึงไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า หรือมนุษย์กับเครื่องจักร แต่คือการแข่งขันระหว่าง “คนที่มีประสบการณ์และใช้ AI เป็น” กับ “คนที่มีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง”
คนรุ่นใหม่ที่เก่งเทคโนโลยีอาจทำงานไว แต่อาจพลาดในสถานการณ์ที่ต้องอาศัยความเก๋าเกม ขณะที่คนมีประสบการณ์หากปฏิเสธเทคโนโลยี ก็จะตัดสินใจช้ากว่าความเร็วที่ตลาดต้องการ ผู้ชนะจึงเป็นคนที่ผสานวิจารณญาณมนุษย์เข้ากับความเร็วของเครื่องจักรได้อย่างลงตัว
จากยุคแข่งกัน “รู้” สู่ยุคแข่งกัน “คิด”
เมื่อ AI สามารถหาคำตอบทุกอย่างให้เราได้ในเสี้ยววินาที ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่ “การมีข้อมูลมากกว่า” แต่อยู่ที่ “การคิดได้ลึกกว่า” องค์กรไม่ได้ต้องการแค่คนที่ตอบคำถามไว แต่ต้องการคนที่ตั้งคำถามเป็น มองเห็นจุดบอด และเชื่อมโยงข้อมูลที่กระจัดกระจายให้ออกมาเป็นการตัดสินใจที่มีคุณภาพ
ยิ่งข้อมูลฉาบฉวย ยิ่งต้องเข้าใจให้ลึกซึ้ง
น่าสนใจว่าแม้เราจะอยู่ในยุคที่เสพข้อมูลได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคกลับโหยหาความลึกซึ้ง ข้อมูลจากสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ (PUBAT) ระบุว่างานมหกรรมหนังสือระดับประเทศยังคงดึงดูดผู้คนได้กว่า 1.3 ล้านคน สร้างเม็ดเงินกว่า 500 ล้านบาทต่อครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนเริ่มแยกแยะออกว่า "ข้อมูล" กับ "ความเข้าใจ" ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
หาก AI คือเครื่องมือที่ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น “การอ่าน” ก็คือทางลัดในการสะสมวิจารณญาณ หนังสือหนึ่งเล่มถ่ายทอดบทเรียนนับสิบปีของผู้เขียนภายในเวลาไม่กี่วัน ซึ่งเป็นทักษะที่การสแกนอ่านข้อมูลไวๆ บนโซเชียลมีเดียให้ไม่ได้
การลงทุนใน "ทุนมนุษย์" ที่ให้ผลตอบแทนทบต้น
ภาคธุรกิจเองก็เริ่มเห็นความสำคัญของเทรนด์นี้และปรับตัวเพื่อสนับสนุนไลฟ์สไตล์การเรียนรู้เชิงลึกของคนทำงาน ยกตัวอย่างเช่น ความเคลื่อนไหวของ KTC ที่ออกแคมเปญสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ผ่านการมอบสิทธิพิเศษในหมวดหนังสือและร้านหนังสือชั้นนำ ซึ่งสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า การอ่านไม่ได้ถูกจำกัดเป็นเพียงกิจกรรมยามว่างอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับให้เป็น "การลงทุนในทุนมนุษย์" (Human Capital) ที่จับต้องได้ผ่านไลฟ์สไตล์การใช้จ่าย
ในโลกการเงินมีคำว่า “ผลตอบแทนทบต้น” การพัฒนาตัวเองก็ทำงานในลักษณะเดียวกัน การอ่านในวันนี้อาจไม่ได้เห็นผลในชั่วข้ามคืน แต่มันจะค่อยๆ เปลี่ยนวิธีคิดและยกระดับคุณภาพการตัดสินใจของเราในระยะยาว
ท้ายที่สุดในยุคที่ AI ทำให้ต้นทุนของการหา “ข้อมูล” ถูกลงมหาศาล ทักษะการ “วิจารณญาณ” จึงแพงขึ้นตามไปด้วย และเครื่องจักรอาจช่วยให้เราวิ่งได้เร็วขึ้น แต่การอ่านคือสิ่งที่คอยกำกับทิศทางให้เราวิ่งไปได้ถูกทางเสมอ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี