วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569
DPU เปิดห้องเรียนมหาวิทยาลัย(พี่) พานักเรียนราชวินิตบางเขน(โรงเรียนน้อง) ฝึกปฏิบัติจริง ค้นหาศักยภาพและเส้นทางอาชีพแห่งอนาคต
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดพื้นที่การเรียนรู้ต้อนรับคณะผู้บริหาร ครู และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 จากห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ และห้องเรียนพิเศษคณิตศาสตร์–ภาษาอังกฤษ โรงเรียนราชวินิตบางเขน กว่า 160 คน เข้าร่วมกิจกรรมฝึกปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์ สุขภาพ ภาษา และกฎหมาย ผ่านการทดลองในห้องปฏิบัติการและการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง เพื่อให้นักเรียนค้นพบความสนใจของตนเอง พร้อมใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจศึกษาต่อและวางแผนอาชีพในอนาคต
ภายในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ ดวงรัตน์ รองอธิการบดี สายงานกิจการนักศึกษา ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส ดร.รมัยมาศ จันทร์ขาว รองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ และ อาจารย์อริศรา แหลมทอง ฝ่ายเครือข่ายสัมพันธ์ สายงานกิจการนักศึกษา ร่วมกล่าวต้อนรับและแนะนำแนวทางการศึกษาในแต่ละวิชาชีพ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุม ทวี บุณยเกตุ (ห้องประชุม 6-1) ชั้น 6 ตึกอธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
กิจกรรมจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือในโครงการ “มหาวิทยาลัยพี่–โรงเรียนน้อง” โดยแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่มตามความสนใจ กลุ่มสายวิทยาศาสตร์เข้าร่วมกิจกรรมกับคณะวิทยาศาสตร์และวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส ส่วนกลุ่มสายศิลป์ภาษาเรียนรู้ด้านกฎหมายสมัยใหม่ ภาษาอังกฤษทางกฎหมาย และกระบวนการพิจารณาคดีผ่านห้องปฏิบัติการศาลจำลองของคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์
ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ ดวงรัตน์ รองอธิการบดี สายงานกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ศาสตร์ที่สนใจอย่างลึกซึ้งจากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญ พร้อมสัมผัสสภาพแวดล้อม อุปกรณ์ และรูปแบบการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อพิจารณาว่าศาสตร์แต่ละด้านสอดคล้องกับความถนัด ความสนใจ และเป้าหมายชีวิตของตนเองหรือไม่
“โลกการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงจาก AI และเทคโนโลยีใหม่ ๆ นักเรียนจึงควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากผู้ที่อยู่ในวิชาชีพจริง การเข้ามาเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยจะช่วยให้น้อง ๆ มองเห็นภาพการศึกษาและเส้นทางอาชีพชัดเจนขึ้น ก่อนตัดสินใจเลือกอนาคตของตัวเอง” ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ กล่าว
สำหรับกลุ่มสายวิทยาศาสตร์ นักเรียนได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของคณะวิทยาศาสตร์ ในหลักสูตรวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร พร้อมเรียนรู้กายวิภาคของร่างกายมนุษย์ ทดลองส่องกล้องศึกษาเนื้อเยื่อ และฝึกพัฒนาผลิตภัณฑ์ “Aura Sleeping Mask” เพื่อเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เคมี และสุขภาพเข้ากับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมความงามและเวลเนส
ช่วงบ่าย นักเรียนกลุ่มดังกล่าวเข้าร่วมกิจกรรมกับวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส ผ่านฐานการเรียนรู้ด้านการแพทย์แผนไทย 5 ฐาน ประกอบด้วย นวัตกรรมสมุนไพรสร้างเศรษฐกิจและการชิมชาชะลอวัย เวชกรรมไทยและการจ่ายยาตำรับสำหรับโรคเรื้อรัง การนวดไทยตามแนวเส้นประธานสิบ การทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิด “แผนไทยไฮเทค” และการสาธิตการดูแลสุขภาพและความงามหลังคลอดตามศาสตร์ผดุงครรภ์ไทย
ขณะที่กลุ่มสายศิลป์ภาษาเข้าร่วมกิจกรรมของคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ โดยเรียนรู้บทบาทของกฎหมายในชีวิตประจำวันและวิชาชีพสมัยใหม่ อาทิ กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายโทรคมนาคม และภาษาอังกฤษทางกฎหมาย พร้อมทดลองสวมบทบาทเป็นผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ โจทก์ และจำเลยในห้องศาลจำลอง
นอกจากนี้ ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ ยังระบุอีกว่า โครงการ “มหาวิทยาลัยพี่–โรงเรียนน้อง” ของ DPU เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2545 จากเครือข่ายโรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียง 10 แห่ง ก่อนขยายความร่วมมือเป็นโรงเรียนเครือข่าย 76 แห่ง และสถาบันอาชีวศึกษาอีก 22 แห่ง โดยมหาวิทยาลัยสนับสนุนทั้งการบริการวิชาการ การจัดค่ายและเวิร์กช็อป การแนะแนวการศึกษา ตลอดจนการส่งคณาจารย์ไปถ่ายทอดความรู้ในโรงเรียน เพื่อเชื่อมโยงการเรียนระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษากับองค์ความรู้และวิชาชีพในระดับมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง
ด้าน ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า โรงเรียนราชวินิตบางเขนและมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีความร่วมมือทางวิชาการมาอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมครั้งนี้จึงเปิดโอกาสให้นักเรียนจากสายวิทยาศาสตร์ สายศิลป์ และสายสังคมศาสตร์ ได้สัมผัสบรรยากาศการเรียนในมหาวิทยาลัย พร้อมทำความเข้าใจรูปแบบการเรียนและเส้นทางอาชีพของแต่ละคณะ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อตามความสนใจและความถนัดของตนเอง
สำหรับคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ต้องการให้นักเรียนเห็นว่า กฎหมายเป็นเรื่องใกล้ตัวและเกี่ยวข้องกับทุกอาชีพ เพราะช่วยคุ้มครองสิทธิ ป้องกันความเสียหาย และสนับสนุนการทำงานหรือการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ซึ่งการเรียนนิติศาสตร์จึงไม่ได้จำกัดเฉพาะนักเรียนสายศิลป์หรือสายสังคมศาสตร์ นักเรียนสายวิทยาศาสตร์ก็สามารถเรียนได้ และยังสามารถนำทักษะด้านการคิดอย่างมีเหตุผล การวิเคราะห์ และการคำนวณ มาประยุกต์ใช้กับกฎหมายหลายสาขา เช่น กฎหมายภาษี กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายโทรคมนาคม และกฎหมายด้านเทคโนโลยี
“กิจกรรมในห้องปฏิบัติการศาลจำลองช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาและการแสดงบทบาทสมมุติเป็นผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ โจทก์ และจำเลย ทำให้เข้าใจกระบวนการพิจารณาคดี การนำเสนอพยานหลักฐาน และการใช้กฎหมายในสถานการณ์จริงได้ชัดเจนขึ้น” คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU กล่าวทิ้งท้าย
คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ไม่ได้มุ่งผลิตบัณฑิตที่เพียงรู้กฎหมาย แต่ต้องการพัฒนานักกฎหมายระดับผู้นำที่สามารถใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้อง และนำองค์ความรู้ไปสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม การจัดการเรียนการสอน จึงเน้นการฝึกปฏิบัติผสมผสานความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติงานจริง และให้ความสำคัญกับการเพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยีเพื่อนำมาช่วยเสริมศักยภาพทางกฎหมาย โดยมีคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ ผู้เชี่ยวชาญจากศาลยุติธรรม ศาลปกครอง บริษัทกฎหมาย หน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจประกันภัย ภาคอุตสาหกรรม และกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน
ขณะที่ รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเปิดมุมมองให้นักเรียนเห็นบทบาทของแพทย์แผนไทยยุคใหม่อย่างรอบด้านที่สามารถตอบเทรนด์สุขภาพของโลกได้ ทั้งด้านการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมหรือที่ปัจจุบันเรียกเวลเนสและในขณะเดียวกันสามารถแก้ปัญหาวิกฤตสุขภาพของมนุษยชาติเนื่องจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) ทั้งเพิ่มคุณภาพชีวิตและรักษาด้วยยาสมุนไพรไทย ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนวดเท่าที่เห็นเป็นหลัก แต่ครอบคลุมการตรวจวินิจฉัย การดูแลและรักษาผู้ป่วยด้วยการใช้ตำรับยาสมุนไพร ตลอดจนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐานทางวิชาชีพ ทางวิทยาลัยเรามีคลินิกแพทย์แผนไทยพรีเมียมและโรงงานยาสมุนไพรให้นักศึกษาได้ฝึกงาน
ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งเป็นต้นเหตุการณ์เสียชีวิตของประชากรโลกถึงร้อยละ 71 เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ นอนไม่หลับ สมรรถภาพทางเพศเสื่อมทั้งในหญิงและชาย และภาวะอ้วนลงพุง เป็นต้น ทางวิทยาลัยจึงมุ่งพัฒนานักศึกษาให้เป็น “แพทย์แผนไทยพรีเมียม” ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพองค์รวมที่เป็นหลักของแพทย์แผนไทยมาปรับใช้ในโลกยุคปัจจุบันด้วยการนำสมุนไพรไทยมาประยุกต์ใช้ร่วมกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี งานวิจัย และหลักฐานเชิงประจักษ์ พร้อมมีทักษะด้านการตรวจวินิจฉัยโรคที่แม่นยำและการรักษาที่มีประสิทธิภาพด้วยตำรับยาสมุนไพรชนิดสกัดเข้มข้นเป็นหลักผสมผสานกับการนวดรักษาโรค การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการพัฒนายาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์และก้าวสู่ระดับสากล
“นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายสามารถเรียนหลักสูตรความเป็นแพทย์แผนไทยยุคใหม่ที่สมาร์ทได้ทั้งสายวิทยาศาสตร์และสายศิลป์ สิ่งสำคัญคือความตั้งใจที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้เป็นบุคลากรสุขภาพคุณภาพสูงที่สามารถรักษาโรค สร้างนวัตกรรม และเพิ่มคุณค่าให้สมุนไพรไทย นั่นคือตั้งใจเป็นหมอเก่ง รักษาโรคเรื้อรังได้และยังสามารถพัฒนายาสมุนไพรระดับสากล กิจกรรมครั้งนี้จึงช่วยให้นักเรียนเห็นภาพของวิชาชีพชัดเจนขึ้น พร้อมค้นพบความสนใจของตนเองเพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจศึกษาต่อและวางแผนอาชีพในอนาคต” คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU กล่าว
ในด้านการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ดร.รมัยมาศ จันทร์ขาว รองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า จุดเด่นของคณะวิทยาศาสตร์ คือการจัดการเรียนการสอนภาคทฤษฎีควบคู่กับการทดลองในห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ทั้งวิชาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยนักศึกษาจะได้เรียนรู้การใช้เครื่องมือ การเลือกวัตถุดิบ และการทดลองพัฒนาสูตรทุกสัปดาห์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จะเริ่มจากการทำผลิตภัณฑ์เบื้องต้น เช่น โทนเนอร์ คลีนซิงวอเตอร์ และเครื่องสำอางรูปแบบต่าง ๆ ก่อนนำความรู้เกี่ยวกับส่วนประกอบและสารสำคัญไปออกแบบผลิตภัณฑ์ของตนเอง
เมื่อนักศึกษามีพื้นฐานมากขึ้น จะได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองอย่างครบวงจร ตั้งแต่การกำหนดแนวคิด เลือกสารสำคัญ ออกแบบสูตร ทดลองผลิต ตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงการวางชื่อ บรรจุภัณฑ์ กลุ่มเป้าหมาย และจุดเด่นทางการตลาด ภายใต้แนวคิด “One Person, One Product” เพื่อสร้างผลงานก่อนสำเร็จการศึกษา พร้อมต่อยอดสู่การวิจัย นวัตกรรม และธุรกิจ โดยคณะเตรียมเปิดใช้โรงงานต้นแบบเครื่องสำอาง หรือ Cosmetic Pilot Plant เพื่อฝึกขยายการผลิตในสภาพแวดล้อมใกล้เคียงโรงงานจริง อีกทั้งยังเปิดการเรียนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก และมีหลักสูตรความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนที่ DPU 2 ปี ก่อนศึกษาต่อที่สาธารณรัฐเกาหลีอีก 2 ปี
“กิจกรรมครั้งนี้จะช่วยให้นักเรียนเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า การเรียนวิทยาศาสตร์สามารถนำไปสู่การคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองได้ นักเรียนที่มีความฝันอยากสร้างแบรนด์ ทำงานในห้องปฏิบัติการ ทำวิจัย หรือเข้าสู่อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สุขภาพ จะได้ค้นพบความสนใจและเห็นเส้นทางการเรียนที่สามารถนำไปต่อยอดสู่อาชีพได้จริง” รองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ DPU กล่าว
นอกจากนี้ นายมารุต ศักดิ์แสงวิจิตร รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ โรงเรียนราชวินิตบางเขน กล่าวว่า โรงเรียนมุ่งส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก Learning by Doing โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ และคณิตศาสตร์–ภาษาอังกฤษ ได้สัมผัสการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษาผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการใช้เครื่องมือ สารเคมี และห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างจากการเรียนภายในห้องเรียนระดับมัธยมศึกษา
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีความพร้อมด้านบุคลากร ห้องปฏิบัติการ และเครื่องมือที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม นักเรียนสายวิทยาศาสตร์จึงมีโอกาสทดลองเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง สุขภาพ และการแพทย์แผนไทย ขณะที่นักเรียนสายภาษาได้เปิดประสบการณ์ด้านนิติศาสตร์และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้มองเห็นเส้นทางการศึกษาและอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น
“เด็กในวันนี้จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอีกประมาณ 4–5 ปีข้างหน้า เราจึงต้องมองไปไกลกว่าอาชีพที่มีอยู่ในปัจจุบัน และพิจารณาว่าเทคโนโลยี AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงแต่ละวิชาชีพอย่างไร การได้สัมผัสประสบการณ์จริงจะช่วยให้เด็กมองเห็นศักยภาพของตนเอง เข้าใจแนวโน้มของโลก และตัดสินใจเลือกคณะหรือสาขาวิชาได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น” นายมารุต กล่าว
การจัดกิจกรรมยังสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดแรงงานและการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะด้านสุขภาพ ความงาม การแพทย์ทางเลือก และเทคโนโลยี AI ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทต่อการทำงานในหลากหลายสาขา การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงจึงช่วยให้นักเรียนค้นพบความถนัด เข้าใจว่าแต่ละศาสตร์สอดคล้องกับความสนใจและศักยภาพของตนเองเพียงใด ตลอดจนใช้เป็นข้อมูลประกอบการเลือกศึกษาต่อและวางแผนอาชีพในอนาคต
ความร่วมมือภายใต้โครงการ “มหาวิทยาลัยพี่–โรงเรียนน้อง” ยังช่วยให้นักเรียนเข้าถึงสถาบันอุดมศึกษาที่มีความพร้อมและตั้งอยู่ใกล้ชุมชน ได้เรียนรู้บรรยากาศจริงของมหาวิทยาลัย พร้อมเปิดมุมมองต่อโลกการศึกษาและการทำงาน ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางอนาคตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
สำหรับนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่าง น.ส.จารุวรรณ พงษ์ไทย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนราชวินิตบางเขน กล่าวว่า การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพผ่านการลงมือปฏิบัติจริง โดยเฉพาะคณะวิทยาศาสตร์ หลักสูตรวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส เกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย ทำให้เห็นรูปแบบการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย และเข้าใจการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การดูแลสุขภาพ และการประกอบวิชาชีพได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความสนใจส่วนตัวที่ต้องการศึกษาต่อในสายสุขภาพ เช่น พยาบาลศาสตร์หรือแพทยศาสตร์
“วิทยาศาสตร์เครื่องสำอางเป็นสาขาที่สนใจอยู่แล้ว เนื่องจากเคยทำโครงงานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมาก่อน การได้เรียนรู้กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเห็นการทำงานภายในห้องปฏิบัติการ จึงช่วยให้เข้าใจเนื้อหาและลักษณะการเรียนของสาขานี้มากขึ้น ส่วนการแพทย์แผนไทยช่วยเปิดมุมมองใหม่ เพราะเดิมเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับการนวดเป็นหลัก แต่จากกิจกรรมทำให้เห็นว่ายังครอบคลุมการใช้สมุนไพร การปรุงยา การดูแลผู้ป่วย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่อาชีพได้หลากหลาย” นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนราชวินิตบางเขน กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี