วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569
เสด็จฯทรงเปิดประชุมรัฐสภา
ในหลวง-ราชนี
ทรงมีพระราชดำรัส
ยึดถือในความถูกต้อง
ประโยชน์สุขของปชช.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดการประชุมรัฐสภา ทรงมีพระราชดำรัสให้ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์สุขของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด
เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เมื่อเวลา 17.25 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดการประชุมรัฐสภา ณ ห้องโถงพิธี ชั้น 11 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิตกรุงเทพมหานคร การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งกำหนดให้พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อมีการเปิดสมัยประชุมใหม่ของรัฐสภา
โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา เฝ้าฯรับเสด็จ นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เฝ้าฯรับเสด็จ จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จขึ้นชั้น 11 เข้าสู่ห้องโถงพิธี ทรงยืนหน้าพระราชอาสน์
จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสเปิดประชุมรัฐสภา ความว่า “บัดนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสร็จสิ้นลงและได้มีการเรียกประชุมรัฐสภา พุทธศักราช2569 แล้ว ข้าพเจ้าขอเปิดประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วาระนี้เป็นต้นไป ขอให้ท่านทั้งหลายผู้ปฏิบัติหน้าที่นิติบัญญัติแทนประชาชนทั้งประเทศ ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์สุขของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด การปรึกษาหารือใดๆ ที่จะมีขึ้นในสภาแห่งนี้ จะได้ดำเนินไปในวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ และสำเร็จผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ขออำนวยพรให้การดำเนินงานของรัฐสภาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและขอให้ทุกคนมีความสุขความเจริญโดยทั่วกัน”
จบแล้ว สมควรแก่เวลา เสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
โอกาสนี้ องคมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครอง ประธานองค์กรอิสระ ทูตานุทูต สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี คณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาคณะผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ตลอดจนคณะทูตานุทูต และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี
พิธีสำคัญของรัฐสภา
ทั้งนี้เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสร็จสิ้นลงแล้ว ภายใน สามสิบวัน นับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมีการเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก ซึ่งการประชุมในครั้งแรกนี้ ถือเป็นพิธีการที่สำคัญที่สุดของรัฐสภา เนื่องด้วยพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญทั่วไปครั้งแรกด้วยพระองค์เองหรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาท ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้แทนพระองค์มาประกอบรัฐพิธีก็ได้
ดังนั้นการเรียกประชุมรัฐสภาในครั้งแรก หรือที่เรียกว่า รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ที่พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานในพิธีจึงถือเป็นพิธีการหนึ่งที่สำคัญ และเป็นเหตุการณ์อันทรงเกียรติที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณของประเทศไทย ที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา เริ่มขึ้นอย่างไม่เป็นทางการในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โดยพบว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งสภากรรมการองคมนตรีขึ้น และเปิดประชุมครั้งแรกในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2470
สำหรับรัฐพิธีเปิดการประชุมรัฐสภาในวันที่ 14 มีนาคมนี้ ถือเป็นครั้งที่ 3 ในรัชกาลปัจจุบัน นับแต่รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อปีพ.ศ.2562 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2562ณ ห้องประชุมวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ ส่วนรัฐพิธีครั้งต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2566 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2566 ณ โถงพิธี ชั้น 11ของสัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภาแห่งที่ 3 ของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นสถานที่จัดรัฐพิธีในครั้งที่จะถึงนี้ด้วย
จับตาประชุมสภาฯนัดแรก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 15 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไปจะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1(สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2อาคารรัฐสภา ภายหลังรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาอย่างเป็นทางการ โดยมีวาระที่สำคัญ คือการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 2 คน
ซึ่งมีขั้นตอนการโหวตเลือกประธานสภาฯ โดยจะเชิญ สส.ที่อาวุโสสูงสุด คือ นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานสภาฯชั่วคราว เพื่อแจ้งต่อที่ประชุมให้สส.ปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 115 และดำเนินการตามขั้นตอนในการเลือกประธานฯและรองประธานสภาฯทั้ง 2 คน หากมีผู้เสนอชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ เพียงคนเดียว ไม่ต้องใช้การโหวต แต่หากมีการเสนอหลายชื่อ ต้องให้ผู้ถูกเสนอชื่อแสดงวิสัยทัศน์ ก่อนให้ที่ประชุมลงคะแนนลับตามข้อบังคับ
เสนอ‘โสภณ-มัลลิกา-เลิศศักดิ์’
ทั้งนี้ ต้องจับตาพรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคแกนนำเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล เตรียมเสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรและ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ขณะที่พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลได้โควตารองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 จะเสนอชื่อ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย คาดว่า เก้าอี้ประมุขและรองประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ จะไม่ผิดไปจากนี้
‘พรรคส้ม’ไม่ท้อส่งชิงแต่ยังอุบชื่อ
ในส่วนของพรรคประชาชนก็ได้มีมติที่ประชุมส่งรายชื่อบุคคลชิงตำแหน่งประธานสภาฯด้วยเช่นกันแต่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อว่าเป็นบุคคลใดซึ่งในกรณีหากมีการเสนอชื่อแข่งก็อาจต้องแสดงวิสัยทัศน์และใช้เวลาในการโหวตตำแหน่งละ 2 ชั่วโมง 30 นาทีโดยเป็นการลงคะแนนลับ คือให้ สส.เรียงตามตัวอักษร รับบัตรเพื่อเข้าคูหาเขียนชื่อบุคคลที่จะให้ดำรงตำแหน่งและนำไปหย่อนลงคูหา ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งนับคะแนน โดยเป็นตัวแทน สส.จากละพรรคร่วมนับคะแนน
เพื่อไทยติวเข้มสส.ก่อนเปิดสภา
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 มีนาคม 2569 ที่พรรคเพื่อไทย ได้ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ร่วมเป็นประธานการประชุมโดยมีสส.ของพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ก่อนเข้าร่วมพระราชพิธีเปิดการประชุมรัฐสภาในตอนเย็น เพื่อเตรียมความพร้อมการประชุมสภาผู้แทนฯนัดแรกและ กำหนดทิศทางการโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาฯในวันที่ 15 มีนาคม รวมถึงเตรียมเดินหน้าผลักดัน 47 กฎหมายเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง
‘ดร.เชน’ให้กำลังใจลูกพรรค
โดยนายยศชนันกล่าวว่าต้องให้กำลังใจผู้สมัครทุกคนที่ครั้งนี้อาจจะไม่สามารถเข้ามาได้ ตนรู้สึกว่าแต่ละท่านสมควรอย่างยิ่งที่จะได้เป็น สส.ของพวกเราในช่วง 2-3 สัปดาห์นี้ จะพยายามพบปะพูดคุยเป็นการส่วนตัวเพื่อรับฟังความเห็นของแต่ละคน และนำมาปรับในการทำงานในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งต้องเปิดใจพูดคุยด้วยกัน หลายอย่างที่สะท้อนเข้ามาตนรับทราบจะพยายามปรับ ในอีก 4 ปีข้างหน้า หากมีอะไรที่คิดว่าเราควรทำเดินมาบอกได้ จะปรับตัวและทำให้ดีที่สุด
มั่นใจ4ปีข้างหน้าจะกลับมาได้
“ถ้าเราทำ 4 ปี นี้ได้ดีที่สุด ผมมั่นใจว่าครั้งหน้าเรากลับมาแน่นอน และพยายามมองว่าทุกวันหลังจากนี้ ที่เราเริ่มพบปะประชาชน เป็นวันที่เราพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ทันที เรามีเวลา 4 ปี ก็ต้องทำให้เต็มที่ ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ที่เราได้เพียงอย่างเดียว เรียนรู้และปรับยุทธศาสตร์กันไปน่าจะทำให้เรากลับมาอีกครั้งได้”นายยศชนันย้ำ
พร้อมบอกว่าลักษณะนิสัยของตนบางครั้งอาจจะดูหน้าตึง ยิ้มบ้างไม่ยิ้มบ้าง แต่หลังจากนี้จะเริ่มพิสูจน์ตัวเองกับแต่ละคนว่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร และย้ำว่าเราสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าเราไม่ได้หยุด เราเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่สภาฯ และในวันที่เริ่มเปิดสภาฯ เราจะเสนอกฎหมายในแบบที่ประชาชนคิดว่านี่คือพรรคที่เป็นความหวัง และขอให้กำลังใจทุกคน
ถอดบทเรียนพัฒนาพรรคเข้มแข็ง
ด้านนายจุลพันธ์ กล่าวว่า การทำงานในมิติเฉพาะส่วนกลางไม่สามารถนำพาพรรคเข้าสภาฯ ได้ต้องขึ้นกับการทำงานของผู้สมัครด้วย คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ท่านเก่งมาก ด้วยการฟันฝ่าพายุสักการแข่งขันที่หนักหน่วงด้วยปัจจัย ด้วยโครงสร้างที่ไม่เอื้อต่อพรรคเรา แต่ท่านสามารถฟันฝ่าการต่อสู้เข้ามาได้ ในส่วนของพรรคอยู่ระหว่างการยกเครื่อง สิ่งที่เราทำงานในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคได้จัดเวิร์กช็อป สส. คนที่ไม่ผ่าน รวมถึงผู้บริหารหลายรอบเพื่อถอดบทเรียนแล้วนำมาพัฒนาปรับปรุงให้พรรคเข้มแข็งขึ้นเป็นสถาบันการเมืองมากขึ้น และสามารถเดินเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งถัดไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
เดินหน้าเสนอก.ม.หลายฉบับ
นายจุลพันธ์กล่าวต่อว่า วันนี้เรากำลังเดินหน้าเข้าสู่การร่วมรัฐบาล การเจรจาจบสิ้นสมบูรณ์แล้วแต่เรื่องของกระทรวง เรายังไม่พูดกัน สำหรับการทำงานในฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกว่าในอดีต ทุกคนคาดหวังการขับเคลื่อนในเรื่องของการนำเสนอกฎหมายหลายฉบับที่เป็นประโยชน์กับประชาชน และเรายังคงยึดมั่นในการสร้างประเทศไทยเป็นประเทศที่เศรษฐกิจมูลค่าสูงโดยมีกฎหมายต่างๆที่เป็นองค์ประกอบในการขับเคลื่อน ได้มีการเตรียมความพร้อมในฐานะพรรคการเมือง ตั้งแต่สมัยที่แล้วที่เราเป็นรัฐบาล ต่อเนื่องมาจนครั้งนี้ก็มีกฎหมายหลายฉบับที่เรามีความจำเป็นต้องผลักดัน วันนี้จะให้สมาชิกได้ร่วมกันลงชื่อในฐานะสส. เพื่อผลักดันกฎหมายเข้าสู่สภา ภารกิจครั้งนี้ของท่านอาจจะหนักกว่าเก่า
ปลุกเร่งทำงานชี้ชะตาอนาคต
“การทำงานของพวกเราจะเป็นตัวชี้ชะตาพรรคในการเลือกตั้งครั้งถัดไปด้วย ดังนั้น การทำงานอย่างเข้มแข็งของพวกเราทุกคนจะเป็นตัวช่วยในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่สำคัญ คือ จะเป็นการช่วยให้พรรคกลับมาแข็งแรง ช่วยเพื่อนของพวกเราหลายคนที่พลาดหวังได้มีโอกาสกลับมาทำงานในสภาอย่างสมศักดิ์ศรีอีกครั้ง ขอบพระคุณพวกเราในการทำงานที่มีความสามัคคีและเข้มแข็งจนกระทั่งสามารถฝ่าด่านเข้ามาได้ก็ต้องให้กำลังใจพวกเราทุกคนพรรคพร้อมที่จะเป็นลมใต้ปีกให้กับสส.ทุกคน พร้อมสนับสนุนงานของท่านในทุกมิติ”นายจุลพันธ์ กล่าว
พท.ดันก.ม.47ฉบับสู่ศก.มูลค่าสูง
จากนั้นนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงถึงทิศทางการทำงานของพรรคในสภาสมัยประชุมนี้ ประกาศเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายรวมกว่า 47 ฉบับ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง
โดยนายจุลพันธ์กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยยืนยันความพร้อมทำงานตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนโดยจะผลักดันประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูงทั้งในบทบาทฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้ง 74 คน พร้อมใช้“กฎหมาย”เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติการพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่เป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องวางรากฐานสำคัญ 3 ด้านได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง การสร้างความเชื่อมั่นผ่านหลักนิติรัฐและกฎหมายที่เป็นธรรม รวมถึงการสร้างความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม
ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทย เตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 45 ฉบับ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ 1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน 12 ฉบับ 2. กลุ่มวางมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่น 9 ฉบับ 3. กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง 6 ฉบับ 4. กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง20 ฉบับ ในจำนวนดังกล่าว มีร่างกฎหมาย16 ฉบับที่มีความพร้อมสามารถผลักดันได้ทันที เพื่อให้สภาเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้
21สส.ปชป.ถ่ายภาพหมู่หน้าพระแม่ธรณีฯ
ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสส.ทั้ง 21 คนของพรรคประชาธิปัตย์ ได้รวมตัวจัดกิจกรรมก่อนเดินทางเข้าร่วมรัฐพิธีสำคัญ ที่อาคารรัฐสภา โดยเมื่อเวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา ที่ลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม ที่ตั้งอันเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ประจำพรรคประชาธิปัตย์ บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นและเปี่ยมด้วยพลัง โดยคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 21 คน นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ อดีตหัวหน้าพรรค และนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อเลขาธิการพรรค ได้ร่วมถ่ายภาพหมู่ร่วมกันเพื่อแสดงความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตัวแทนประชาชน ก่อนเริ่มสมัยประชุมสภาประจำปี 2569
จากนั้นในเวลา 17.00 น. คณะสส.ทั้งหมดจะเดินทางไปยังอาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เพื่อเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบ
รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา สมัยสามัญประจำปีครั้งแรก ณ ห้องประชุมอาคารรัฐสภา เขตดุสิต
‘ธรรมนัส’ส่งรถขนของพ้นทำเนียบฯ
วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลว่าร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม มอบหมายให้เจ้าหน้าที่นำรถบรรทุกเล็ก 4 ล้อจำนวน 2 คัน ขนสิ่งของออกจากห้องทำงานรองนายกรัฐมนตรีภายในตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยของส่วนใหญ่ เป็นเฟอร์นิเจอร์เก้าอี้รับแขก ชุดโต๊ะทำงาน พระพุทธรูปโต๊ะหมู่บูชา ภายหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยประกาศปิดดีลพรรคร่วมรัฐบาลชัดเจนที่ 291 เสียง โดยที่ไม่มีพรรคกล้าธรรม ร่วมในรัฐบาล อนุทิน 2