“กรมสมเด็จพระเทพฯ” เสด็จฯทรงประกอบพิธียกเสาพระเมรุมาศ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”
วันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 14.08 น.สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธียกเสา พระเมรุมาศ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน นางสาวชาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เฝ้า ฯ รับเสด็จ
การนี้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย ทรงศีล พระราชทานพระราชวโรกาสให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลรายงาน แล้วเสด็จฯ ออกจากพลับพลาพิธี ไปยังมณฑลพิธีบวงสรวงทรงจุดเทียนทอง เทียนเงิน และธูป แล้วทรงปักธูปหางที่เครื่องบวงสรวง ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย
จากนั้นเสด็จเข้าพลับพลาพิธี พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ อ่านโองการบวงสรวงเทพยดาและดวงพระวิญญาณสมเด็จพระบูรพมหาหากษัตริยาธิราช ในการก่อสร้างพระเมรุมาศ และอาคารประกอบ (ขณะนั้นโหรหลวงลั่นฆ้องชัย พราหมณ์เป่าสังข์ เจ้าพนักงานภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์ เจ้าพนักงานประโคมแตร ปี่พาทย์บรรเลงเพลงตระสันนิบาต) เมื่ออ่านโองการบวงสรวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ หลั่งน้ำเทพมนตร์ เจิมและวางใบมะตูมที่เสาพระเมรุมาศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ปิดทอง ผูกผ้าสีชมพูที่เสาพระเมรุมาศ (ขณะนี้ โหรหลวงลั่นฆ้องชัย พราหมณ์เป่าสังข์ เจ้าพนักงานภูษามามาลา แกว่งบัญเฑาะว์ เจ้าพนักงานประโคมแตร ปี่พาทย์บรรเลงเพลงลงสรง)

ต่อมาเสด็จฯออกจากพลับพลาพิธี ไปยังมณฑลพิธียกเสาพระเมรุมาศ ทรงถือสายสูตรยกเสาพระเมรุมาศขึ้นตั้ง (พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา โหรหลวงลั่นฆ้องชัย พราหมณ์เป่าสังข์ เจ้าพนักงานภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์ เจ้าพนักงานประโคมแตร ปี่พาทย์บรรเลงเพลงมหาฤกษ์) แล้วเสด็จ ฯ ไปยังโต๊ะบวงสรวงทรงโปรยข้าวตอกดอกไม้ที่โต๊ะบวงสรวงเสร็จแล้ว แล้วเสด็จเข้าพลับพลาพิธี ทอดพระเนตรการรำบวงสรวง จาก สำนักการสังคีต กรมศิลปากร จบแล้ว เสด็จ ฯ ไปทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก เสด็จ ฯ ไปทรงคมที่หน้าเครื่องนมัสการทรงลาพระสงฆ์ เสด็จฯออกจากพลับพลาพิธี ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ
สำหรับเสาที่ยกในพิธี ได้แก่ เสาที่มุมอาคารทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการยกชิ้นโครงสร้างเสาเหล็กถัก โดยใช้เครน 2 ตัว ยกขึ้นตั้งให้ได้ระดับ แล้วจึงขันน็อตที่โคนเสาให้ยึดติดกับฐานราก จากนั้นขึงสลิงให้เสาตั้งได้อย่างมั่นคง เมื่อเสร็จสิ้นพิธีแล้ว กรมศิลปากรจะทำการยกเสาโดยเวียนประทักษิณหรือเวียนขวาไปจนยกเสาขึ้นครบทั้ง 4 มุม คือจะใช้เครนยกเสาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นเป็นเสาที่ 2 และวนไปตามเข็มนาฬิกา จนครบทั้ง 4 ต้น หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้งโครงสร้างเครื่องยอด และโครงสร้างส่วนอื่น ๆ ของพระเมรุมาศต่อไป

และในส่วนของ สถาปนิก วิศวกร และช่างศิลปกรรมจะเริ่มขั้นตอนสำคัญคือ "การขยายแบบ" หรือการเขียนแบบขยายด้วยมาตราส่วนเท่าของจริงทุกองค์ประกอบ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นลวดลายองค์ประกอบสถาปัตยกรรมและองค์ประกอบศิลปกรรม โดยได้มีการจัดสร้างโรงขยายแบบขึ้น ณ ท้องสนามหลวง เพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการเขียนแบบองค์ประกอบขนาดใหญ่ ซึ่งงานก่อสร้างและงานขยายแบบจะดำเนินงานคู่ขนานกันไปจนกว่าจะแล้วเสร็จตามกำหนดในเดือนตุลาคม 2569 นี้
การออกแบบโครงสร้างและการเลือกใช้วัสดุในการก่อสร้างพระเมรุมาศ ยึดแนวคิดสำคัญในลักษณะของ “สถาปัตยกรรมชั่วคราว” นอกจากจะต้องมีความแข็งแรง ปลอดภัย ตามมาตรฐานการออกแบบวิศวกรรมแล้ว ยังต้องคำนึงถึงระยะเวลาการก่อสร้างที่จำกัด ความสะดวกรวดเร็วในการติดตั้ง ตลอดจนความสามารถในการรื้อถอน และการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธี ซึ่งกรมศิลปากรได้น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งการออกแบบพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในปี 2551 ที่ได้พระราชทานแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับการเลือกใช้วัสดุ โดยทรงมีพระราชดำริให้ลดการใช้ไม้ให้น้อยที่สุด เนื่องจากไม้เป็นทรัพยากรที่หาได้ยากในปัจจุบัน และควรเลือกใช้วัสดุสมัยใหม่ที่ช่วยให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างรวดเร็ว แข็งแรง และสามารถรื้อถอนเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเหมาะสมกับยุคสมัย กรมศิลปากรจึงเลือกใช้โครงสร้างเหล็กทดแทนไม้ และนำวัสดุและวิธีการสมัยใหม่มาผลิตองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ชิ้นงานตกแต่งทางสถาปัตยกรรมอย่าง ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ กระจัง เฟื่อง และลวดลายประดับต่าง ๆ ซึ่งผลิตด้วยวัสดุสังเคราะห์ทดแทนไม้ ทั้งนี้ ได้ยึดหลักความงดงามถูกต้องตามลักษณะสถาปัตยกรรมไทยประเพณี รวมถึงความแข็งแรง มั่นคง และปลอดภัยในการใช้งานตามหลักวิศวกรรม