537.jpg
มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ที่พึ่งยามวิกฤตของปวงชนชาวไทย

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ที่พึ่งยามวิกฤตของปวงชนชาวไทย

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.15 น.

เมื่อนึกถึงช่วงเวลาวิกฤตหรือความทุกข์ยากลำบากจากภัยพิบัติที่คนไทยต้องเผชิญ มักจะมีหนึ่งองค์กรที่คอยยืนหยัดเคียงข้างและให้ความช่วยเหลือพวกเรามาโดยตลอด นั่นคือ “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” องค์กรการกุศลที่จัดตั้งขึ้นตามพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยเป้าหมายสำคัญในการเป็นศูนย์รวมความช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์ และฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้อย่างยั่งยืน

 

 

จุดกำเนิดจากวิกฤตน้ำท่วม สู่มูลนิธิแห่งการแบ่งปัน

จุดเริ่มต้นของมูลนิธิฯ เกิดขึ้นในรูปแบบ “โครงการอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” ท่ามกลางวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ของกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2538 ในเวลานั้นประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจนหน่วยงานที่มีอยู่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ทั่วถึง นำมาซึ่งความเครียดและเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันระหว่างประชาชน จนกระทั่งเช้าวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2538 ทั้งสองพระองค์ได้ทรงออกปฏิบัติภารกิจรับน้ำใจจากผู้ไม่ประสบภัย และเสด็จเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่เขตบางกอกน้อยและบางพลัด ซึ่งส่งผลให้สถานการณ์ความขัดแย้งสงบลงอย่างปาฏิหาริย์ จากความสำเร็จในวันนั้น โครงการได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจนได้รับการจัดตั้งเป็นมูลนิธิฯ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 โดยยึดหลักการทำงานภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

 

 

 

 

การจัดการภัยพิบัติแบบครบวงจร 3 ระยะ

มูลนิธิฯ มีพันธกิจหลักในการช่วยเหลือประชาชนแบบครบวงจร โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การเฝ้าระวัง การบรรเทาทุกข์ และการฟื้นฟู ในด้านการเฝ้าระวังก่อนเกิดภัยพิบัติ มูลนิธิฯ ได้ร่วมมือกับ 7 หน่วยงานในปี 2563 ติดตั้ง “สถานีโทรมาตรอัตโนมัติ” บริเวณป่าต้นน้ำ 510 ต้นทั่วประเทศ และจัดตั้ง “เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” จำนวน 19 ชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านสามารถใช้เทคโนโลยีเตือนภัยได้อย่างทันท่วงที

เมื่อเกิดภัยพิบัติ มูลนิธิฯ จะเข้าบรรเทาทุกข์ผ่านการมอบ “ถุงยังชีพพระราชทาน” ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภทให้เหมาะสมกับผู้รับ ได้แก่ ถุงสีส้มและสีม่วงสำหรับพื้นที่เสียหายทั่วไป ถุงสีน้ำเงินสำหรับพื้นที่เสียหายหนัก และถุงสีเหลืองสำหรับพระภิกษุสงฆ์ นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้ง “โรงครัวพระราชทาน” และใช้ “รถเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” ซึ่งเป็นรถทรงสูงที่สามารถประกอบอาหารได้ ลงพื้นที่ไปปรุงอาหารสดใหม่แจกจ่ายเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย

สำหรับการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ มูลนิธิฯ ดำเนินโครงการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ และฟื้นฟูอาชีพโดยนำผลิตภัณฑ์ชุมชนมาจำหน่ายใน “ร้านพึ่งพา” รวมถึงร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และ Shopee ในการขยายช่องทางจัดจำหน่ายออนไลน์เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชน

 

ภารกิจพิเศษบรรเทาทุกข์วิกฤตโควิด-19

ในช่วงวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มูลนิธิฯ ได้ขยายความช่วยเหลือโดยจัดทำ “ถุงน้ำใจพึ่งพา (Help Me Bag)” สำหรับผู้ป่วยที่รักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation) ซึ่งบรรจุอุปกรณ์ ยา และอาหารที่จำเป็น พร้อมทั้งอุดหนุนร้านอาหารขนาดเล็กกว่า 100 ร้าน เพื่อจัดทำอาหารปรุงสุกกว่า 133,200 กล่อง แจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยและแคมป์คนงาน นอกจากนี้ยังได้มอบเงินและอุปกรณ์ทางการแพทย์มูลค่ารวมกว่า 6,040,000 บาท ให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

 

พลังขับเคลื่อนจากเครือข่ายจิตอาสา

ความสำเร็จของมูลนิธิฯ ขับเคลื่อนด้วยพลังของ “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อาสา” ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ อาสาปฏิบัติการภัยพิบัติ ที่ทำหน้าที่ลงพื้นที่แจกถุงยังชีพ ทำความสะอาดบ้านเรือน และประกอบอาหารที่โรงครัวพระราชทาน และ อาสาพัฒนา ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนงานสาธารณประโยชน์อื่นๆ เช่น การบรรจุถุงยังชีพ การดูแลร้านพึ่งพา และการจัดกิจกรรมประจำปีของมูลนิธิฯ

 

ก้าวสู่ศูนย์กลางการเป็นเลิศด้านการจัดการภัยพิบัติ

จากจุดเริ่มต้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วันนี้มูลนิธิฯ ได้ก้าวเดินตามพระนโยบายของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ที่ทรงมุ่งหวังให้องค์กรเป็น “ศูนย์กลางการเป็นเลิศด้านการบรรเทาทุกข์และจัดการภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัย (Center of Excellence in Flood Relief and Management)” ด้วยการบูรณาการข้อมูลเชิงสังคม ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมุ่งสู่การเป็นต้นแบบของโลกในการบรรเทาทุกข์และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุดนี้ จากผลสัมฤทธิ์แห่งการช่วยเหลือผู้คนนับไม่ถ้วนตลอดกว่า 2 ทศวรรษ ทำให้เราขอน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ ตลอดจนแนวทางและวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงมอบไว้ ซึ่งจะยังคงเป็นแสงสว่างและที่พึ่งพิงอันมั่นคงของคนไทยในทุกยามวิกฤตตลอดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top