Logo วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
533.jpg
หน้าแรก / สกู๊ปพิเศษ
เมื่อ “สตรี” ต้องสู้กับ “ความอยุติธรรม” ชัยชนะที่แลกมาด้วย “เลือดและน้ำตา”

เมื่อ “สตรี” ต้องสู้กับ “ความอยุติธรรม” ชัยชนะที่แลกมาด้วย “เลือดและน้ำตา”

วันศุกร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556, 02.00 น.
Tag :
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

 

หากนับดูผู้กล้าหาญทั้งหลายบนโลกนี้ ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็น “เพศชาย” แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ดร.ซุนยัดเซ็น , เช กูวารา , มหาตมะ คานธี หรืออื่นๆ อีกมากมาย แต่ในบางครั้งบางสถานการณ์  “เพศหญิง” ได้ถูกผลักให้ต้องร่วมต่อสู้กับความอยุติธรรม เฉกเช่นเดียวกับเพศชาย อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของขนบประเพณี ทำให้ในความเป็นจริง มีผู้หญิงน้อยมาก ที่ได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำ


ไม่นานมานี้ ทีมสกู๊ปหน้า 5 ของเรา ได้มีโอกาสไปนั่งฟังเสวนา “ก้าวต่อไปของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ที่จัดโดย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงถือโอกาสเก็บเอาเรื่องเล่าส่วนหนึ่ง ของผู้หญิงที่กลายมาเป็นนักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม มาฝากทุกท่าน เผื่อจะเป็นแรงบันดาลใจได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

“โรงไฟฟ้า” กับน้ำตาชาวบ้าน

ผู้อ่านท่านใดที่มีอายุมากสักหน่อย อาจจะคุ้นกับชื่อ “บ่อนอก” เป็นอย่างดี อันหมายถึง อ.บ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่เมื่อสิบกว่าปีก่อนเคยเป็นสมรภูมิเลือด ระหว่างฝ่ายทุนที่มีอำนาจรัฐเป็นเครื่องมือ ซึ่งต้องการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ดังกล่าว กับชาวบ้านที่จะต้องได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้า และตัดสินใจลุกขึ้นมาคัดค้านอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตก็ตาม

“เขาบอกว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วม แต่เราไม่มีส่วนร่วมเลย ชุมชนถูกละเมิด คนยากคนจนข้างบ้านเราหมดอาชีพ ไม่สามารถขายของให้ชาวประมงได้ เราก็เริ่มเข้าไปใช้สิทธิ์ บอกว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการ แต่หลังจากใช้สิทธิ์ ชุมชนตรงนี้ถูกกระทำจากรัฐ เราถูกแกล้งจับใบขับขี่ หมวกกันน็อก ทั้งที่เราอยู่กันแค่หมู่บ้านกับตลาด แค่กิโลกว่าๆ และในอดีตเราไม่เคยต้องพกใบขับขี่ในชุมชน” เป็นเสียงจาก นางจินตนา แก้วขาว แกนนำชาวบ้านคัดค้านโรงไฟฟ้าหินกรูด-บ่อนอก ที่ยังจำช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ได้อย่างไม่มีวันลืม

คุณจินตนา เล่าย้อนไปถึงอดีต ว่าก่อนจะมาเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน เธอเคยเป็นครูในโรงเรียนเอกชน ซึ่งการเป็นครูนี้เอง ทำให้เธอเริ่มเห็นถึงความอยุติธรรม เพราะเธอจะไม่สามารถลงโทษเด็กที่รังแกเพื่อนนักเรียนในโรงเรียนได้ หากเด็กคนนั้นเป็น “อภิสิทธิ์ชน” คือเป็นลูกหลานคนใหญ่คนโต ทำให้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นครู และมาทำอาชีพค้าขาย เพราะอย่างน้อยการเป็นนายตนเอง ก็ไม่ต้องฝืนใจทำในสิ่งที่เธอคิดว่าไม่ถูกต้อง

“ปี 2541 ถูกจับที่แยกบ่อนอก วันที่ปิดถนน ขณะนั้นรัฐบอกว่าปัญหาโรงไฟฟ้าแก้ได้ ให้เรารอที่จังหวัด เราก็รอด้วยความไร้เดียงสา เขาบอกรัฐมนตรีจะมา แต่พอถึงเวลา เขาสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงมาก ผู้หญิงหลายคนถูกตี บางคนเย็บถึง 60 เข็ม เสื้อเขียวนี่ใส่ไม่ได้นะ ต้องถอดเหลือเสื้อในตัวเดียว เพราะถ้าใส่เสื้อเขียวตำรวจจะตี เพราะทุกคนมีความผิดเพราะปิดถนน ไปเย็บแผลนี่ใส่เสื้อใน มีเลือดเต็มตัว ในครั้งนั้นหลังยุติการชุมนุม เราถูกกล่าวหาจากสังคมมาก ว่าคนประจวบป่าเถื่อน ต่อสู้แบบป่าเถื่อน ปิดถนน แต่คนเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

หลังจากถูกข้อกล่าวหา ทั้งจากรัฐและสังคมภายนอก คุณจินตนาเริ่มรู้สึกว่านับแต่นี้ไป จะต้องเปลี่ยนยุทธวิธี มาต่อสู้กันด้วย “ข้อมูล-ข้อเท็จจริง” มากขึ้น จึงเริ่มหาหลักฐานที่ยืนยันว่าการสร้างโรงไฟฟ้าจะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชน เพราะการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment-EIA) ที่ฝ่ายโรงไฟฟ้าทำไว้ก่อนหน้านี้นั้น เมื่อดูแล้วไม่ตรงกับความจริงทั้งสิ้น เหตุเพราะข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติอย่างแนวปะการัง ทั้งที่ชาวบ้านในพื้นที่รู้ดีว่ามันมีอยู่จริง แต่ในฐานข้อมูลภาครัฐอย่างกรมประมง กลับไม่ระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวมีแนวปะการังอยู่ จึงเป็นที่มาของการนำหลักฐานที่แสดงการมีอยู่ของแนวปะการังในพื้นที่ ออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน ทำให้ทั้งตัวเธอและแนวร่วมคนอื่นๆ ถูกข่มขู่เอาชีวิตหลายต่อหลายครั้ง

“วันหนึ่งเรื่องสิ่งแวดล้อม ถูกเปิดออกมาว่า การทำ EIA ทำไม่ถูกต้อง ให้พักใบอนุญาตของบริษัทที่ปรึกษา 8 เดือน ในขณะที่เราเรียกร้องว่า ไม่ต้องการให้ที่ปรึกษาชุดนี้ทำต่อไป เพราะมันมี 2 ข้อคือ 1.ไม่มีความรู้ความสามารถจริง จึงไม่รู้ว่าบริเวณนี้มีแนวปะการัง 2.มีความรู้ความสามารถ แต่บิดเบือนอาชีพตัวเอง ถ้าปล่อยให้ไปศึกษาที่อื่นแล้วชาวบ้านไม่แข็งพอ ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะไม่ถูกจัดการ แต่กระทรวงวิทย์ฯ สมัยนั้นให้ได้แค่พักใบอนุญาต 8 เดือน แล้วคนพวกนี้ก็กลับมาศึกษาใหม่”

จากการต่อสู้อันยาวนาน ในที่สุดมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ.2547 ได้ตัดสินใจย้ายการสร้างโรงไฟฟ้า จาก อ.บ่อนอก ไปอยู่ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรีแทน และเปลี่ยนมาใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตกระแสไฟฟ้าแทนถ่านหินเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

เผชิญอำนาจมืดของ “รัฐตำรวจ”

หากยังจำ “สงครามยาเสพติด” ได้ ในช่วงปี พ.ศ.2546-2547 สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะนโยบายนี้จะได้รับคำชมจากผู้คนจำนวนมากถึงความเด็ดขาด-รวดเร็ว แต่อีกด้านหนึ่ง มันได้กลายเป็นเครื่องมือให้เจ้าหน้าที่รัฐนอกแถวบางส่วน กระทำการลุแก่อำนาจ เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์เพียงเพื่อต้องการจำนวนยอดผลงานให้กับตนเองและพวกพ้องเท่านั้น

นางพิกุล พรหมจันทร์ เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว เมื่อ นายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง เด็กหนุ่มอายุ 17 ปี หลานชายของเธอถูกฆาตกรรม และนำไปอำพรางด้วยการแขวนคอในกระท่อมกลางนาแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ จากวันนั้นเอง เธอได้กลายเป็นนักต่อสู้ ผู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับหลานชาย จนถึงปัจจุบันที่ศาลชั้นต้นตัดสินความผิดตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปแล้ว

“การละเมิดสิทธิ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มันมีมาตั้งแต่สมัยเรายังเรียนแล้ว กาฬสินธุ์เหมือนเป็นต้นแบบในการฆ่าแบบนอกกฏหมาย มันมีมาตลอด และพอมาประกาศสงครามยาเสพติด ปี 46-48 ก็ประมาณสามร้อยกว่าศพ นี่รวมทั้งที่อุ้มหาย และที่เป็นคดีอยู่ ทีนี้หลานชายก็ถูกจับเรื่องลักฝาครอบมอเตอร์ไซค์ แล้วก็มีตำรวจมาประกันตัว แล้วก็ถูกฆ่าตาย ก็ต่อสู้มาจนเป็นคดีพิเศษ”

กว่าจะมาถึงวันที่ความจริงปรากฏ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณพิกุลในฐานะเป็นน้าของผู้ตาย ต้องเดินทางไปร้องเรียนแทบทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) , กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือแม้แต่กระทั่งเขียนฎีกาถวายผ่านสำนักราชเลขาธิการ จนในที่สุดก็ได้กลายเป็นคดีพิเศษ ขณะเดียวกัน การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปหาข่าว ก็ทำได้อย่างลำบาก เพราะชาวบ้านในพื้นที่ถูกข่มขู่ และบางรายกลายเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนา

จนในที่สุด วันที่ 30 ก.ค.2555 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อ.3252/2552 ตัดสินประหารชีวิตผู้ต้องหา 3 รายคือ ด.ต.อังคาร คำมูลนา ,  ด.ต.สุดธินัน โนนทิง และ ด.ต.พรรณศิลป์ อุปนันท์ ขณะที่ พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ ถูกตัดสินให้จำคุก 7 ปี ส่วน พ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิต ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ยกเว้น พ.ต.ท.สำเภา อินดี เป็นผู้ต้องหารายเดียวจากทั้งหมด 6 รายที่ศาลยกฟ้อง

อย่างไรก็ตาม แม้ศาลจะตัดสินคดีแล้ว แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลับไม่ดำเนินมาตรการใดๆ กับกลุ่มผู้ต้องหา ที่วันนี้อยู่ระหว่างการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์และทั้งหมดได้รับการประกันตัว แม้กระทั่งการสั่งพักราชการไว้ก่อน หรือแม้แต่การถูกปฏิเสธจากกระทรวงยุติธรรม ในการขอเข้ารับการคุ้มครองตามมาตรการคุ้มครองพยาน

“คำพิพากษาก็ออกมาแล้ว และเขียนไว้ชัดเจนว่ามูลเหตุจูงใจในการฆ่า คือผู้ตายก็คือหลานเรา ทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ใด เป็นผู้ค้ายาเสพติด และผู้ใดหักหลัง ก็คือตำรวจหักหลังกันเอง และบังคับให้เด็กค้า และขนยาเสพติดให้เขา และมีพยานโจทก์ 40 ปาก ซึ่งไม่มีเหตุโกรธเคืองใดๆ

จริงๆ แล้ว ชาวบ้านทั่วไปไม่มีใครอยากมีเรื่องกับเจ้าหน้าที่รัฐหรอก ศาลเขาก็เขียนแบบนั้น บอกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจพัวพันกับยาเสพติด ก็แนบคำพิพากษาไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แนบไปให้รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม แนบให้อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ” คุณพิกุล กล่าวทิ้งท้าย

แม้ว่าเรื่องราวของผู้หญิงทั้ง 2 คน จากคนธรรมดาที่กลายมาเป็นนักต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในสังคม ที่เราได้นำเสนอในวันนี้ ด้วยจุดประสงค์เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้รักความเป็นธรรม ไม่ว่าชายหรือหญิงก็ตาม ที่อยากเดินตามรอย ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน

แต่สิ่งเดียวที่เราเชื่อว่าทั้ง 2 ตลอดจนผู้เป็นวีรชนคนอื่นๆ ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และล่วงลับไปแล้วต้องการที่สุด คือการใช้อำนาจรัฐที่คำนึงอยู่บนฐานของความถูกต้อง เป็นธรรม ปกป้องดูแลประชาชนผู้เสียภาษีให้รัฐอย่างแท้จริง มิใช่การใช้อำนาจรัฐหาประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง หรือถูกครอบงำด้วยกลุ่มอิทธิพลมืดใดๆ

เพราะแม้ว่าความสูญเสียจะทำให้เกิดผู้กล้าลุกขึ้นต่อสู้ แต่จะดีกว่าไหม..ที่ไม่ต้องมีความสูญเสีย ให้ใครต้องออกมาต่อสู้อีก

SCOOP@NAEWNA.COM

 

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

ปตท.-บางจาก ประกาศราคาใหม่ ดีเซลพรีเมียม ทะลุลิตรละ 70 บาท

มิว นิษฐา รีวิวชีวิตคู่ 6 ปีกับ เซนต์ ลุ้นมีลูกคนที่สาม เผย มาริน-มาคิน มาเติมเต็ม

ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลฐานปฏิบัติการ เนิน 469-เนิน 741 อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

แผ่นดินไหวขนาด 5.9 เขย่าอัฟกานิสถาน สะเทือนไกลถึงปากีสถาน-อินเดีย

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved