วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ดินเค็ม” แต่อาจจะยังไม่เข้าใจความหมายดีนักหรือบางคนอาจจะรู้จักว่าเกิดจากอะไรแต่ยังไม่รู้ผลกระทบของมัน วันนี้สกู๊ปแนวหน้าจะมาอธิบายเรื่องปัญหาและผลกระทบของดินเค็มให้ทุกท่านทราบ
“ดินเค็ม” หรือเรียกในภาษาอังกฤษว่า “saline soil” เป็นดินที่มีปริมาณเกลือชนิดต่างๆ ที่ละลายน้ำได้ปะปนในเนื้อดินสูง เป็นอันตรายต่อพืช ทั้งนี้เนื่องจากไม่สามารถดูดน้ำเข้าสู่ระบบรากได้สะดวก มีความไม่สมดุลของน้ำหรือเกิดสภาพที่เป็นพิษกับพืช ดังนั้นบริเวณที่เป็นดินเค็มจะมีลักษณะเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ไม่มีพืชขึ้น หรือมีวัชพืชขึ้นอยู่เพียงเบาบางและในกรณีที่ดินเค็มจัด จะเห็นคราบเกลือสีขาวบนผิวดินเป็นบริเวณกว้าง
สำหรับในประเทศไทย ปัญหาดินเค็ม พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และพื้นที่ชายทะเล โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ประสบปัญหาดินเค็มมากถึง 18 ล้านไร่ แยกเป็นพื้นที่ดินเค็มจัด 1.5 ล้านไร่ และยังมีพื้นที่ที่อาจเกิดดินเค็มในอนาคตอีกประมาณ 19.4 ล้านไร่
โดยจังหวัดที่มีพื้นที่ดินเค็มมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา , ร้อยเอ็ด , สกลนคร ,มหาสารคาม และขอนแก่น มีเพียงจังหวัดเลย เพียงหนึ่งเดียวที่ไม่เกิดปัญหาดังกล่าว ซึ่งในส่วนของจังหวัดขอนแก่นแม้จะมีพื้นที่ดินเค็มน้อยกว่าจังหวัดอื่น แต่มีระดับความรุนแรงของดินเค็มมากกว่าพื้นที่อื่น ดังนั้น จึงจำเป็นที่ต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหาดินเค็มอย่างเร่งด่วน
เมื่อช่วงที่ผ่านมา “สกู๊ปแนวหน้า” ได้ร่วมเดินทางไปกับ “โครงการ SCG V GEN อาสายั่งยืน” โดยบริษัทเจเอสแอล โกลบอล มีเดียจำกัด ร่วมกับ เครือซิเมนต์ไทย หรือ SCG ที่ยกคณะศิลปินดารา ลงพื้นที่ชุมชนบ้านไผ่ ตำบลหัวหนอง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เพื่อแก้ปัญหาดินเค็ม
“ชุมชนบ้านไผ่” ถือเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาดินเค็มมาช้านาน เมื่อหลายปีก่อน มีนายทุนเข้ามากว้านซื้อที่ดิน ซึ่งชาวบ้านก็จำใจขายในราคาไร่ละ 1,500 บาท เนื่องด้วยที่ดินไม่สามารถเพาะปลูกผลผลิตทางการเกษตรได้ แต่ในปัจจุบันชาวบ้าน เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาดินเค็มให้สามารถเพาะปลูกผลผลิตทางการเกษตรได้แล้ว
การลงพื้นที่ครั้งนี้ เราได้ไปเจอกับแม่ระเบียบ ผู้ซึ่งเคยประสบปัญหาดินเค็มอย่างหนัก ทั้งตัวแม่ระเบียบ เองก็เคยขายที่ดินในราคาถูกให้แก่กลุ่มนายทุนแล้วเช่นกัน ขณะนั้นแม่ระเบียบมีที่นา 48 ไร่ ปลูกข้าวได้เพียง 23 ไร่ ได้ผลผลิตเพียง 300 กิโลกรัมต่อปี แต่ต่อมาเมื่อปี 2550 ก็ได้รับความรู้ ทางกรมการพัฒนาที่ดินและศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) โดยทางเอสซีจี เป็นผู้ขอประสานความร่วมมือ เข้ามาพัฒนาพื้นที่ด้วยวิธีการเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดินและสามารถแก้ปัญหาดินเค็มให้กับที่ดินได้ ทำให้เมื่อปีที่ผ่านมา แม่ระเบียบสามารถได้ทำจำนวนผลผลิตมากถึง 1,600 กิโลกรัม เรียกได้ว่าผลผลิตเพิ่มกว่า 5 เท่าตัว
"สิ่งที่ทำให้ป้าเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น คือ มีการเข้ามาส่งเสริมองค์ความรู้เพิ่มเติม อาทิ การปลูกพืชที่ทนต่อความเค็ม เช่น กระถินออสเตรเลีย ยูคาลิปตัส เป็นต้น ทำให้ดินมีแร่ธาตุมากขึ้น ตลอดจนการเพาะเห็ด เลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ อาทิ กบ ,ปู , ปลา และการเพาะไข่มดแดง ที่สร้างรายได้กิโลกรัมละ 200 บาท ให้รายได้ดีรองลงมาจากการปลูกข้าว"
แม่ระเบียบบอกอย่างภูมิใจ เมื่อแม่ระเบียบทำเกษตรได้ผล ชาวบ้านคนอื่นๆ จึงเริ่มสนใจเข้ามาเรียนรู้กันมากขึ้น จนทางตำบลได้ตั้งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้การพัฒนาพื้นที่ดินเค็ม เพื่อถ่ายทอดความรู้นี้แก่ผู้ที่สนใจ ปัจจุบันทางกลุ่มแกนนำชุมชนต้นแบบ ยังได้ไปเผยแพร่ความรู้ผ่านแกนนำของทุกอำเภอของจังหวัดขอนแก่น มีเครือข่ายกว่า 5,000 คน
เคล็ดลับที่ ชาวบ้านไผ่ สามารถพัฒนาเปลี่ยนแปลงพื้นที่ดินเค็มแล้วต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น มีขั้นตอนเริ่มจากการปรับปรุงคุณภาพดิน การเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน หลังจากนั้นจะปลูกพืชเศรษฐกิจทนเค็ม พร้อมส่งเสริมอาชีพ เพื่อสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร ปัจจุบันชาวบ้านในชุมชนสามารถพลิกฟื้นผืนดินที่เคยมีปัญหา ให้กลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ ทำให้เกิดเป็นการรวมกลุ่มและก่อตั้งศูนย์บ่มเพาะพัฒนาเกษตรกรพื้นที่ดินเค็ม
การถ่ายทอดความรู้ครั้งนี้ ทำให้เกษตรกรได้รู้จักวิธีการแก้ปัญหาดินเค็มอย่างถูกวิธี นับได้ว่าเป็นการต่อยอดความรู้ระหว่างกัน อันเป็นเครือข่ายที่แข็งแรง เพื่อสร้างความยั่งยืนในวิถีเกษตรต่อไป
ทิพกานต์ ทิพย์เหรียญ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี