วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ทุเรียนเทศ (Soursop หรือ Prickly Custard Apple) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Annona muricata L. อยู่ในวงศ์ Annonaceae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับน้อยหน่าและกระดังงา เป็นผลไม้พื้นเมือง มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาเขตร้อน พบปลูกมากในอเมริกากลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศอินเดีย ทุเรียนเทศเป็นอีกหนึ่งพืชที่มีคุณสมบัติเป็นพืชสมุนไพร (Vijayameena et al.2013)
ในประเทศไทยเป็นพืชที่พบปลูกมากในภาคใต้และภาคเหนือ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ภาคกลางบางแห่งเรียกว่า ทุเรียนแขก ภาคอีสานเรียกว่า หมากเขียบหลดหรือหมากพิลด ภาคใต้เรียกว่า ทุเรียนน้ำ และภาคเหนือเรียกว่า มะทุเรียน พบขึ้นในที่ที่มีความชื้นสูง ออกดอกช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ติดผลช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ทุเรียนเทศเดิมเป็นผลไม้พื้นเมืองในแถบอเมริกากลาง กลายเป็นผลไม้ที่มีการปลูกและได้รับความสนใจมากขึ้นเนื่องจากมีรสชาติอร่อยเนื้อผลเยอะ มีคุณค่าทางโภชนาการและมีคุณสมบัติในการต้านออกซิเดชัน (Vijayameena et al.2013)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ทุเรียนเทศเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ไม่ผลัดใบ ต้นสูง 5-6 เมตร เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาล กิ่งอ่อน มีสีน้ำตาลแดง
ใบรูปไข่ ขอบขนานหรือทรงกระบอก เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ สีเขียวเข้มด้านบนเป็นมันวาว ก้านใบสั้น ดอกเป็นดอกเดี่ยวออกตามลำต้นหรือกิ่ง ดอกขนาดใหญ่ มีกลีบดอก 6 กลีบ 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ สีเหลืองอ่อนกลิ่นหอม กลีบเลี้ยงมี 3 กลีบ รูปสามเหลี่ยม ผลเป็นผลกลุ่มขนาดใหญ่มีหลายรูปทรง ตั้งแต่รูปหัวใจ รูปกรวย และรูปไข่ ผลมีหนามคล้ายผลทุเรียน ผลอ่อนสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลืองเมื่อสุกแก่ ผลมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-20 เซนติเมตร เนื้อในผลสีขาว ฉ่ำน้ำรสหวานอมเปรี้ยว เมล็ดแข็งยาวรี สีดำหรือน้ำตาลเข้ม (Vijayameena et al. 2013 ; ทุเรียนเทศมีฤทธิ์ฆ่ามะเร็ง 2558; ณ สงขลา 2525)
การขยายพันธุ์ ทุเรียนเทศสามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งวิธีการอาศัยเพศโดยการเพาะเมล็ด โดยเมล็ดจะสูญเสียความงอกภายในเวลา 6 เดือน หลังเก็บผลผลิต ดังนั้นหลังจากแกะเมล็ดออกจากผล ควรเพาะเมล็ดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดการสูญเสียการงอก และวิธีไม่อาศัยเพศ ได้แก่ การเสียบยอด การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การทาบกิ่ง การติดตา (George and Nissen 1987) การตอนกิ่งและการปักชำไม่ประสบความสำเร็จนักในการขยายพันธุ์ทุเรียนเทศ การเพาะเมล็ดทุเรียนเทศทำได้โดยการนำเมล็ดแช่ในน้ำ 1-2 วัน จากนั้นนำไปเพาะในวัสดุเพาะ เมล็ดจะงอกภายใน 7 วัน การย้ายปลูกในแปลงควรทำในฤดูฝน ระยะปลูก 4.5x6 เมตร ทุเรียนเทศสามารถทนแล้งได้ระดับหนึ่ง แต่ในระยะติดดอกติดผล และช่วงการพัฒนาผลไม่ควรให้ต้นขาดน้ำ มีระบบรากฝอยตื้น อาจใช้ฟางคลุมโคนต้นเพื่อลดการคายน้ำจากดินและรักษาความชุ่มชื้นการใส่ปุ๋ยปีแรกแนะนำให้ใส่ปุ๋ย 15-15-15 ต้นละ 1.3 กิโลกรัมต้นที่ให้ผลผลิตแล้ว 6 ปีขึ้นไป แนะนำให้ใส่เพิ่มต้นละ 0.45 กิโลกรัม โดยใส่หลังปลูก 1 เดือน และใส่อีกครั้งหลังจากใส่ครั้งแรก 6 เดือน หรือหลังหมดฤดูฝน การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดนั้นจะให้ผลผลิตหลังปลูกเมื่อต้นมีอายุ 3 ปีขึ้นไป ทุเรียนเทศจะเจริญเติบโตในดินร่วนที่ชุ่มชื้นและระบายน้ำดี ต้นที่โตเต็มที่จะให้ผลผลิต 1.5-2 ตัน/ไร่ (เรืองรังษี 2547)
องค์ประกอบที่มีประโยชน์ในทุเรียนเทศ
ทุเรียนเทศมีคาร์โบไฮเดรตสูง โดยเฉพาะน้ำตาลฟรักโทส นอกจากนี้ยังมีวิตามินบีและวิตามินซี (วิกีพิเดีย สารานุกรมเสรี 2558)
พฤกษเคมีของทุเรียนเทศ ประกอบด้วยอัลคาลอยด์ (alkaloids)ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) คาร์โบไฮเดรต (carbohydrate) คาร์ดิแอกไกลโคซิเดอร์ (cardiac glycosider) ซาพอนิน (saponins) แทนนิน (tannins) ไฟโตสเตอรอล (phytosterol) เทอร์พีนอยด์ (terpenoids) โปรตีน (proteins) (Edeoga and Gomina 2000)
Vijayameena et al. (2013) ได้ศึกษาคุณสมบัติในการต้านออกซิเดชันและการยับยั้งแบคทีเรียจากส่วนต่างๆ ของทุเรียนเทศ
น้ำสกัดจากใบมีปริมาณโปรตีนร้อยละ 36.66 และฟีนอลน้อยละ 134.28 น้ำสกัดจากใบและเมล็ดมีวิตามินซีและวิตามินอีร้อยละ 66.6 และ 26.68 สารสกัดจากใบด้วยเอทานอล มีธาตุฟอสฟอรัสร้อยละ 128 และธาตุเหล็กร้อยละ 1.075 สารสกัดจากรากด้วยเอทานอลมีแคลเซียมร้อยละ 22 สารสกัดน้ำจากเมล็ดมีคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 11.025 สารสกัดจากใบด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ในการต้านแบคทีเรียสูงสุด นอกจากนี้ยังมีรายงานพบว่า ทุเรียนเทศมีสาร acetogenin ที่สามารถทำให้เซลล์มะเร็งตายได้ (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 2558)
การใช้ประโยชน์และสรรพคุณ
ทุเรียนเทศผลสุกนิยมรับประทานเป็นผลไม้ เนื่องจากมีรสเปรี้ยวอมหวาน ในหลายประเทศนิยมนำมาคั้นน้ำเพื่อเป็นเครื่องดื่ม โดยทำเป็นน้ำผลไม้ปั่นและทำเป็นผลไม้กวน นอกจากนี้ยังนำไปแปรรูปเป็นไอศกรีม เยลลี่ ทุเรียนเทศกวน ซอส รวมไปถึงผลไม้กระป๋องด้วย ผลอ่อนของทุเรียนเทศทางภาคใต้ใช้ผลอ่อนประกอบอาหารอย่างเช่น แกงส้ม และเชื่อมแบบสาเก ส่วนทางภาคเหนือใช้รับประทานผลสดหรือทำสมูทตี้ นิยมนำเนื้อไปปั่นใส่นมข้น น้ำแข็งเกล็ด หรือทำเป็นน้ำผลไม้ปั่น
ผลใช้รักษาโรคกระเพาะอาหาร ส่วนเมล็ดใช้เป็นยาทำให้คลื่นไส้อาเจียน แก้บิด ยาสมานแผลและห้ามเลือด ใช้เป็นยาเบื่อปลา และเป็นยาฆ่าแมลงได้ ใบเป็นยาพอกหรือนำใบมาต้ม น้ำที่ได้เป็นยารักษาภายนอก รักษาโรคผิวหนังที่เกิดกับเด็ก เป็นยาแก้ไอและแก้ปวดตามข้อ รากและเปลือกนำมาทำเป็นชาชงดื่มแก้อาการเครียด ช่วยลดอาการเจ็บปวดและลดการเกร็ง เป็นยาแก้ลักปิดลักเปิด (ณ สงขลา 2525) เปลือกต้น จากรายงานของ Scoppola et al. (2001) กล่าวว่า ทุเรียนเทศมีคุณสมบัติต้านพยาธิ กำจัดแมลงและต้านจุลินทรีย์ ใบ ลำต้น ราก และเมล็ดมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียก่อโรคหลายชนิด (Sundarrao et al. 1993) ใบ ราก และเมล็ด มีคุณสมบัติในการป้องกันกำจัดแมลง โดยคุณสมบัติป้องกันและกำจัดแมลงมีมากในเมล็ด (Tattersfield 1940)
ทุเรียนเทศมีสรรพคุณเทียบเท่ายาป้องกันหรือบรรเทาอาการโรคเบาหวานในผู้ป่วยโรคภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และมีคุณสมบัติต้านออกซิเดชัน โดยปราศจากผลข้างเคียง (Lenk et al. 1992)
ปัจจุบันมีการนำเมล็ดของทุเรียนเทศมาใช้เป็นส่วนผสมในยา เนื่องจากเมล็ดมีฤทธิ์ทางยา ใช้เป็นยาสมุนไพรและอื่นๆ เพื่อใช้ในการป้องกันการเกิดโรคในคนและป้องกันกำจัดโรคและแมลงในพืช
ชลธิชา นิวาสประกฤติ, บุญเรียม น้อยชุมแพ
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี