542.jpg

คนดู-ยูโร-โคปา-อังกฤษ-ไหวมั้ย?!?

วันอาทิตย์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ยูโร 2020” กับคำว่า “ถ่ายช่องไหน” ก็ได้ทราบกันไปแบบเส้นยาแดงผ่าสิบหก

ในยุคทีวี “จัดช่องใหม่” คำว่า “ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์”ในยุคแห่งดิจิทัล ก็จะเป็น “NBT2” ซึ่งคนที่เปิดทีวีบ่อยๆ ก็คงไม่เท่าไหร่ยกเว้นคนนานๆ เปิดที


อย่าแปลกใจว่า “ช่อง 11” คุณต้องกดคุณปราโมทย์ หรือ รีโมท ไปที่เลข “2”

เพราะขนาด “ททบ.5” ยังต้องกดไปที่เลข “1”

อย่าไปโทษไปว่า “คนเรียงช่อง” เอาว่าใครเป็น “คนเลือกช่อง” มากกว่า

มาที่เกมการแข่งขันที่ตีคู่กันมาทั้ง ยูโร และโคปา อเมริกา สองศึกชิงเจ้าทวีป หากใครที่แข็งแกร่งแรงไม่ธรรมดา บางคนเวิร์ก ฟรอม โฮม มีโอกาสที่จะทำได้ นั่นก็คือ ดูฟุตบอลสองรายการนี้ต่อเนื่อง เต็มแม็กสุดเลยก็คือ คืนละ 5 คู่

ยกตัวอย่างในคืนวันอาทิตย์นี้เลย

บอลยูโร เปิดช่อง 11 เอ้ย!!! ช่อง 2 จะเริ่มเตะตั้งแต่เวลา 2 ทุ่มเป็นต้นไปในคืนวันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายนนี้ คู่แรกนั่นคือเกมใหญ่ “สิงโตคำราม” ทีมชาติอังกฤษ พบกับทีม “ตาหมากรุก” ทีมชาติโครเอเชีย จากนั้นเวลา 23.00 น. “อินทรีดำ” ทีมชาติออสเตรีย เจอกับ “นักรบ” นอร์ท มาซิโดเนีย น้องใหม่ และตี 2 “ฟลายอิ้งดัทช์แมน” ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ชนกับ ทีมชาติยูเครน

จากนั้นเปลี่ยนช่องมาที่ พีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 เปิดสนามฟุตบอลโคปา อเมริกา รอบแรก เวลาตี 4 เข้าสู่เช้าวันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน “แซมบ้า” ทีมชาติบราซิล เจ้าภาพ จะเจอกับ “แข้งนางงาม” ทีมชาติเวเนซุเอลา ต่อด้วยคู่ที่ 2 มาต่อเลยในเวลา 7 โมงเช้า ทีมชาติโคลอมเบีย พบกับ ทีมชาติเอกวาดอร์

ตัวอย่างนี้คือการถ่ายทอดสด “5 คู่ซ้อน”

ลำดับเรียงเวลา ก็รวดเดียว 2 ทุ่มยัน 9 โมงเช้า รวมทั้งสิ้น13 ชั่วโมงพอดี!!!!!

หลายคนหัวร่อ และไม่คิดหรอกว่าจะมีคนดูได้ถึงขนาดนี้ แต่อย่างที่ “หลวงพ่อคูณ” ท่านเคยสอนสั่งไว้ว่า “อย่าประมาท....ไม่ดี”

เพราะผมก็เชื่อว่า....มี!!!!

ทั้งสองรายการชิงเจ้าทวีป มีความอีนุงตุงนังวุ่นวายในการจัดหาเจ้าภาพไม่แพ้กัน เพราะ ยูโร 2020 มีถึง 19 ประเทศที่ขอร่วมเป็นเจ้าภาพ “ยูโร โรแมนติก” ครั้งนี้ ก่อนที่จะถูกเลือกมาทั้งหมด 13 ประเทศ แต่ทุกอย่างต้องเปลี่ยนไปเมื่อการระบาดของโควิด-19

เริ่มจากเงื่อนไขมนุษย์ ทำให้จากเดิม 13 ประเทศ ตัดเหลือ 12 ประเทศ ในวันที่ 7 ธันวาคม 2017 เพราะเกิดความล่าช้าในการก่อสร้างสนามยูโรสเตเดี้ยม กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยียม

จากนั้น การเลื่อนการแข่งขัน 1 ปี จาก 12 ประเทศตัดเหลือ 11 ชาติ นั่นคือ กรุงดับลิน ของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ พร้อมกับการที่สเปน ขอเปลี่ยนเมืองแข่งจาก บิลเบา มาเป็น เซบีญ่า เนื่องจาก 2 เมืองดังกล่าวไม่สามารถการันตีการเปิดให้แฟนบอลเข้าชมอย่างน้อย1 ใน 4 ของความจุสนามตามที่กฎได้ระบุเอาไว้เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา นี้เอง

ฟากฝั่งลาติน วันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โคลอมเบีย ได้ประกาศเงื่อนไขในการจัดการแข่งขัน เรื่องของการขอเลื่อนการแข่งขัน หรือถอนตัวออกจากการเป็นเจ้าภาพ เนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง

ชนวนเหตุของการประท้วงเกิดจากประชาชนโกรธแค้นที่รัฐบาลโคลอมเบียจะขึ้นภาษี เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ ทำให้เกิดการปะทะกัน ทำให้ตลอดการประท้วงนั้น มีผู้เสียชีวิตกว่า 50 ศพ และสูญหายไปเกือบ 200 คน แม้ว่า รัฐบาลจะประกาศไม่ขึ้นภาษีแล้ว แต่การประท้วงก็ยังไม่ยุติ

อาร์เจนตินา ประสบกับปัญหาการระบาดระลอกใหม่ เมื่อ 4 เมษายน ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีอัลแบร์โต เฟอร์นานเดซ ก็ติดเชื้อ ทำให้พวกเขาต้องมีมาตรการล็อกดาวน์จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม

อีกหนึ่งประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอาร์เจนตินา ก็คือ การฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 แม้จะฉีดโดสแรกไปแล้วกว่า 10 ล้านคนจากทั้งหมด 45 ล้านคน แต่ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเกิดปัญหาวัคซีนขาดแคลน ทำให้ตัดสินใจชะลอการให้วัคซีนโดสที่ 2 เพื่อให้ฉีดวัคซีนโดสแรกแก่ประชาชนได้มากขึ้น แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

โดนยึดสิทธิ์ไปทั้งคู่

บราซิล ทีแรกก็จะไม่ได้จัดเช่นกัน สุดท้ายเคลียร์ลงตัว แม้ตอนนี้ติดเชื้อล่าสุดเมื่อ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา ตัวเลขอยู่ที่ 85,149 ราย เฉลี่ยสัปดาห์นี้ยังอยู่ที่ตัวเลข 64,959 ราย

จะดูเหมือนดีกว่า อาร์เจนตินา หรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ พร้อมจัดและพร้อมรับมือกว่าในมุมมองของ “เจ้าของถ้วย” อย่างสมาพันธ์ลูกหนังอเมริกาใต้

รัฐบาลของบราซิล ได้ให้คำรับรองการแข่งขันอย่างเร่งด่วน ให้จัดทั้งหมด 4 เมือง รวม 5 สนามประกอบด้วย 1.เอสตาดิโอโดมาราคาน่า 2.เอสตาดิโอโอลิมปิโก้ นีลตัน ซานโต๊ส 3.เอสตาดิโอนาซิอองนาล มาเน่ การ์รินช่า 4.อารีน่าปานทานาล และ 5.เอสตาดิโอโอลิมปีโก้ เปโดร ลูโดวิโก้

ทีนี้การแข่งขันที่ต้องต่อสู้กับ “สถานการณ์โควิด” ตลอดทั้ง1 เดือน ถือว่าน่าสนใจมากๆ

มากจนคิดว่า การแข่งขันนั้นจะแข่งครบจบตามที่กำหนด หรือแข่งขันได้ตามสถานที่ที่กำหนดหรือไม่

ตัวอย่างมีข่าว “มุมเล็กๆ” ที่คนไม่ค่อยได้ให้ความสนใจนัก ก็คือ “การติดเชื้อ” หลังจากจบศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ ที่โปรตุเกส ระหว่าง เชลซี กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ความสำเร็จที่คนกำลังดื่มด่ำกับ เชลซี ที่ขึ้นชั้นเจ้ายุโรป สมัยที่ 2 กับการวิเคราะห์แท็กติกที่ “ผิดพลาด” ชัดเจนมากๆ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

ได้แย่งมุมข่าวของการติดโควิดไปหมดสิ้น

นักข่าวจากอังกฤษ ที่เดินทางไปทำข่าวที่นั่น เปิดเผยว่า ได้รับการเตือนจากสายการบินในอีก 3 วันต่อมาว่า มีผู้ติดเชื้อร่วมเดินทางกลับมา ทำให้หลายคนต้องกักตัวเองทันที

นี่คือสิ่งที่ยังไม่ต้องกังวล แต่ให้มองเป็นสิ่ง่ที่ “น่าสนใจ” และต้อง “จับตามอง”

โคปา อเมริกา อาจจะดูเบากว่า เพราะจัดอยู่ที่ “ประเทศเดียว” ทำให้ “การบล็อก” นักกีฬา มีความง่ายกว่าที่ ยูโร

แต่ที่ต้องระวังก็คือ บราซิล ยอดยังพุ่งหลายหมื่นแบบนี้

ขณะที่ ยุโรป เริ่มจะเปิดเป็น “สีเขียว” ให้ไปไหนต่อไหนได้ และมีแฟนฟุตบอลเข้าชมการแข่งขันได้

ในแต่ละสนามจะอนุญาตให้ผู้ชมเข้ามาชมเกมได้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การระบาดของแต่ละประเทศ โดยสนามที่ผู้ชมเข้าได้มากที่สุดคือ นิว เวมบลีย์ ณ มหานครลอนดอน จะอยู่ที่ 22,500 คนหรือคิดเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ของสนาม

อย่างนัดเปิดสนามที่กรุงโรม มีผู้ชมทั้งสิ้น 12,916 คน

น่าสนใจก็คือ อังกฤษ ถือเป็น “สถานที่ใหญ่สุด” ของการจัดการแข่งขัน เพราะมีทุกรอบที่เตะที่ลอนดอน และความสำคัญสุดๆ ก็คือ รอบรองชนะเลิศ ทั้ง 2 นัด และรอบชิงชนะเลิศ จะแข่งที่นี่

ปรากฏว่า ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา การติดเชื้อค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา ยอดขึ้นมาอยู่ที่ 8,125 ราย มากที่สุดในรอบ 4 เดือน

อังกฤษ ฉีดวัคซีนไปแล้วนับ “โดสแรก” คือ 61.51 เปอร์เซ็นต์ และ “โดสสอง” อยู่ที่ตัวเลข 43.66 เปอร์เซ็นต์

สถานการณ์ดูไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไหร่นัก

ขณะเดียวกัน ฟุตบอลและชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป “สิงโตคำราม” อังกฤษ นานมาแล้วที่ไม่ได้เป็น “เต็ง 1” กระทั่งหนนี้ หลักๆ คือเป็นเต็ง 2 ในการครองแชมป์ยูโร ด้วยอัตราต่ำสุดอยู่ที่ 5-1

แต่ก็มีร้านพูล 2 แห่ง คือ แมนชัน เบท กับ เทน เบทที่ยกให้เป็นเต็ง 1 เท่ากับ ฝรั่งเศส กันไปเลย

พวกเขาจะประเดิมสนามนัดแรก คืนนี้เจอกับ โครเอเชีย รองแชมป์โลก ที่เคยมาเตะพวกเขาจน “ร่มหัก” ตกรอบคัดเลือกยูโร 2008 ที่สนามแห่งนี้ เมื่อ 14 ปีก่อน.....21 พฤศจิกายน 2007

ที่บอกว่า “ร่มหัก” เชื่อว่า แฟนบอลคงจดจำ การยืนถือร่มคุมทัพของ สตีฟ แม็คลาเรน ได้เป็นอย่างดี

เป็นยุคสมัยที่ถกเถียงกันยิ่งกว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน ว่า เราควรใช้โค้ชอังกฤษ หรือว่าใช้โค้ชนอกดี

พอใช้โค้ชอังกฤษ ก็บอกว่าใช้โค้ชนอกดีกว่า แต่พอใช้โค้ชนอก ก็บอกว่า ใช้โค้ชอังกฤษ แหล่ะดีแล้ว......

ตอนนี้ อังกฤษ กลับมาใช้ “โค้ชคนใน” อย่าง แกเร็ธ เซาธ์เกต และทำทีมไปถึงอันดับ 4 ฟุตบอลโลก 2018

เขาเคยเป็นผู้ผิดหวังในยูโร 1996 เมื่อเป็นคนยิงจุดโทษพลาดที่สนามแห่งนี้ ในสมัยที่ยังคงเป็น “เวมบลีย์ หอคอยคู่” ในเกมยิงจุดโทษรอบตัดเชือกกับ เยอรมนี

ในครั้งเดียวกัน เซาธ์เกต ยืนกองหลังคู่กับ โทนี่ อดัมส์ เปิดสนามยูโร แต่ต้องเสมอกับ ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ไปแบบพลิกล็อก 1-1

เมื่อพลิกสถิติการเตะนัดเปิดสนามในบอลยูโร ปรากฏว่า น่าตกใจอย่างมากสำหรับกองทัพ และกองเชียร์ของสิงโตคำราม

9 นัด อังกฤษ ไม่เคยกำชัยได้เลย!!!!!

ปี 1968 แพ้ ยูโกสลาเวีย 0-1 เตะที่ฟลอเรนซ์

ปี 1980 เสมอ เบลเยียม 1-1 ที่ตูริน

ปี 1988 แพ้ ไอร์แลนด์ 0-1 ที่ สตุ๊ตการ์ท

ปี 1992 เสมอ เดนมาร์ก 0-0 ที่มัลโม

ปี 1996 เสมอ สวิตเซอร์แลนด์ 1-1 ที่ลอนดอน

ปี 2000 แพ้ โปรตุเกส 2-3 ที่ไอนด์โฮเฟ่น

ปี 2004 แพ้ ฝรั่งเศส 1-2 ที่ลิสบอน

ปี 2012 เสมอ ฝรั่งเศส 1-1 ที่โดเนตส์

ปี 2016 เสมอ รัสเซีย 1-1 ที่มาร์กเซย

ทั้งสถานการณ์โควิด และสถิตินัดเปิดสนาม มันบอกอะไรหลายๆอย่าง

ที่แน่ๆ ก็คือ น่าเป็นห่วง อังกฤษ ยิ่งนัก.............

บี แหลมสิงห์

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top