วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
คริสติอาโน่ โรนัลโด้ จะดวลกับ เควิน เดอ บรอยน์
หนึ่งในฟุตบอลแมทช์แห่งความทรงจำยูโร ก็คือ เกมรอบแรกปี 2004
เนเธอร์แลนด์ กับ สาธารณรัฐเช็ก ที่เปี่ยมไปด้วยซูเปอร์สตาร์แห่งยุคเล่นกันได้อย่างสุดสะเด่า และเป็น “กังหันลม”ที่ทะยานนำไปก่อนถึง 2-0 จาก วิลฟรีด เบาม่า และรุด ฟานนิสเตลรอย
แต่ขุนแข้งแห่งปราก โชว์พลังกับคำว่า “เช็ก เพาเวอร์” ได้อย่างสมบูรณ์แบบเมื่อกด 3 เม็ดแซงเข้าวิน 3-2 จากคู่หอก แยน โคลเลอร์ กับ มิลาน บารอส ก่อนจะปิดท้ายด้วยประตูชัยของ วลาดีเมียร์ ซมิเซอร์
ที่บอกว่า “ซูเปอร์สตาร์แห่งยุค” ก็เพราะว่า แมทช์นั้นเวลานั้น ทั้งสองทีมเป็น “เต็งแชมป์”
ดิ๊ค แอดโวคาท นำทัพมาด้วยนักบอลอย่าง รุด ฟานนิสเตลรอย, ยาป สตัม, คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ, เอดการ์ ดาวิดส์, อาร์เยน ร็อบเบน และเอ๊ดวิน ฟาน เดอ ซาร์
ฟากของ เช็ก มาดของ คาเรล บรู๊คเนอร์ กุนซือรุ่นใหญ่ยังติดตา ที่ทำทีมมีพลังในการเล่นอย่างดุดัน กล้าแลกกล้าลุยกล้าเปลี่ยน
ประตูดีอย่าง ปีเตอร์ เช็ก กองหลังก็แน่นอนมากๆ แถมยังเติมรุกเฉียบอย่าง มาเร็ค แยนคูลอฟสกี้ ขณะที่กองกลาง โธมัส กาลาเซ็ก เล่นเกมรับคนเดียว ที่เหลือปล่อยให้ โธมัส โรซิกกี้ บุกอย่างบันเทิงไปกับ คาร์เรล โพบอร์สกี้ และพาเวล เนดเวด
กองหน้าที่วิ่งแหลกอย่าง มิลาน บารอส และยักษ์โขมด แยน โคลเลอร์
นัดต่อมา เช็ก เปลี่ยนผู้เล่นแบบยกแผง ยังแสดงถึงความแกร่งทั้งตัวจริงตัวสำรอง เมื่อเตะ เยอรมนี กลิ้ง 2-1
.jpg)
แมทช์แห่งความทรงจำ เนเธอร์แลนด์ กับ เช็ก ปี 2004 จบลงด้วยชัยชนะของ “เช็ก เพาเวอร์” 3-2
จากวันนั้นเป็นต้นมา ไม่มียุคไหนที่แฟนบอลเช็ก จะมีความสุขมากไปกว่านั้นอีกแล้ว แม้พวกเขาจะจบที่รอบตัดเชือกก็ตาม
แต่การโคจรมาเจอกันในปีนี้ เนเธอร์แลนด์ กับ เช็ก ไม่ใช่กลุ่มทีมเต็งลำดับต้นๆ ไม่ได้มีอะไรให้พูดถึงมากนัก แม้จะเป็นเกมน็อกเอาท์ ไม่เหมือนหนเก่าที่เตะรอบแรก
ด้วยชื่อชั้น ด้วยสไตล์ ที่ดูเหมือนกับว่า ทั้งสองทีม “ขาดสตาร์” และ “ไร้นางกวัก” ในการลงสนามไปพอสมควร แม่ยกแม่แรงแม่เหล็กดึงดูดใจให้น้อยกว่า คู่ระหว่าง เบลเยียม กับ โปรตุเกส ทั้งที่สองทีมนี้ก็แทบจะไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น หรือจดจำซึ่งกันและกันเลย
ไม่เคยเจอกันมาก่อนเลยด้วยซ้ำในทัวร์นาเมนท์สำคัญของโลก ทั้งยูโร และเวิลด์คัพ
กลายเป็นนาทีปัจจุบัน เบลเยียม ทีมอันดับ 3 ฟุตบอลโลก 2018 เป็นคู่เอกในคืนวันอาทิตย์นี้ที่จะซัดกับ โปรตุเกส แชมป์ยูโร ทีมล่าสุดเมื่อ 5 ปีที่แล้ว.......
ว่ากันถึง เบลเยียม ของ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ เป็น 1 ใน 3 ทีมของรายการนี้ที่ชนะรวดในรอบแรก มีการปรับทัพทุกเกมที่ลงสนาม พร้อมกับได้ทีมที่ “กำลัง” ลงตัว
เมื่อได้ 3 นักเตะที่เล่นร่วมกันมานานอย่าง เควินเดอ บรอยน์, เอแดน อาซาร์ และอั๊กเซิล วิตเซิ่ล กลับมาอีกครั้ง
“ตัวเลือก” ที่มีมากขึ้น ถือเป็น “ปัญหาที่ดี” ของมาร์ติเนซ ในการจัดทีม เป็นปัญหาที่ผู้จัดการทีมทุกคนชอบใจ
แนวรับลงตัวที่ ติบอร์ กูร์กตัวส์ คือด่านสุดท้าย และ 3 เซ็นเตอร์แบ๊ก คือ โทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์, เจสัน เดนาเยอร์ และยาน แฟร์ตองเก้น
ทีนี้น่าสนใจตรงคนที่เล่นกองกลาง กับ แนวรุก เพราะ “กองหน้า” ลงตัวแน่นอนที่ โรเมลู ลูกาคู ที่ยิงไป 3 ลูก และดรีส์ เมอร์เท่นส์
อีกรายคือวิงขวา เมื่อ ทิโมธี่ย์ กาสตาเย่ เจ็บจนต้องถอนตัวไป ก็คือ โธมัส มูนิเยร์ ปักหลัก ส่วนวิงซ้ายก็คือธอร์แกน อาซาร์
ที่เหลืออีก 3 ตำแหน่งมีถึง 6 คนที่ต้องแย่งกันลงสนาม
.jpg)
โรเมลู ลูกาคู ฟอร์มาแรงต่อเนื่องแบบข้ามซีซั่น
ใน 2 เกมแรก มิดฟิลด์คู่กลาง ยูริ ทีเลมานส์ กับเลอันเดร์ เดนดองเคอร์ ได้ออกสตาร์ท พร้อมกับเล่นได้ดีทั้งสองคน เช่นเดียวกับ ตัวรุกด้านซ้ายคือ ยานนิค การ์ราซโซ่
ทีนี้การกลับมาของ เควิน เดอ บรอยน์, เอแดน อาซาร์และอั๊กเซิ่ล วิตเซิ่ล คือนักบอล “เบอร์ใหญ่” และเป็นพวก “ชั่วโมงบินสูง” ทำให้การเลือกของ มาร์ติเนซ สำคัญมากๆ
เป็นไปได้ที่ 2 จาก 3 คนนี้จะได้เล่นก่อน หรืออาจจะเดือดร้อนไปถึง เมอร์เท่นส์ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
ขณะที่ โปรตุเกส ที่มีตัวเลือกในเกมรุกไม่ได้ด้อยไปกว่า เบลเยียม และกล้าที่จะเปลี่ยนม้ากลางศึกของ แฟร์นานโดซานโตส
นัดแรกพวกเขานวดจน ฮังการี ปิดไม่อยู่ และเร่งเอาสกอร์ได้ในช่วงท้ายเกมถึง 3 ประตู กุมประตูได้เสียที่ดีมาได้ก่อนจะมาแพ้ เยอรมนี แบบดูเหมือนกับติดประมาท 2-4แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้หลายคนเห็น และสำคัญที่สุดก็คือ ซานโตส เห็นเต็มตา
การเล่นกันของ วิลเลี่ยม คาร์วัลโญ่ กับ ดานิลโล่ เปเรยร่าเหมือนกับเสียไป 1 คนฟรีๆ
ขณะที่บอลของ บรูโน่ เฟอร์นันเดส ไม่ได้เฉียบคมเหมือนกับช่วง 3-4 เดือนก่อนหน้านี้ อีกอย่างคือ โปรตุเกสทีมนี้ เป็นทีมของ คริสติอาโน่ โรนัลโด้
แทบจะทุกคนในทีมได้บอลจะมองหา “โด้ โนโค้ก” ก่อนเป็นลำดับแรก ไม่เหมือนกับตอนเล่นกับสโมสร บอลจะมาหา บรูโน่ ก่อนใคร
สภาพร่างกายคือสิ่งสำคัญ บวกกับแท็กติกในหน้างาน เป็นชนวนคิดที่ทำให้ ซานโต๊ส ตัดสินใจถอดทั้ง บรูโน่ และคาร์วัลโญ่ ในเกมสำคัญกับ ฝรั่งเศส แล้วส่ง เรนาโต้ ซานเชส กับ ชูเอา มูตินโญ่ ลงมา
กลายเป็นการแก้ไขที่ลงตัวพอดี
ทีนี้ต้องมาวัดใจกันว่า แดนกลาง 3 คน จะเลือกใครลงสนามจากทั้งหมด 5 คน ด้วยกัน
เพราะตำแหน่งอื่นๆ อีก 8 ตำแหน่งนั้นลงตัวหมด อยู่ที่การหยิบจับตัวสำรองมาเปลี่ยนเวลาคับขัน
อาวุธในสนามพอกัน เป็นประเภทอาวุธหนักๆ ทั้งนั้น
ลงนึกภาพการเลือก 11 ตัวจริง ออกมาเป็นชุดนี้ก่อน
เบลเยียม (3-4-2-1) : กูร์กตัวส์, อัลเดอร์ไวเรลด์,เดนาเยอร์, แฟร์ตองเก้น, มูนิเยร์, ทีเลมานส์, วิตเซล, ธอร์แกน อาซาร์, เดอ บรอยน์, เอแดน อาซาร์ และลูกาคู
โปรตุเกส (4-3-3): ปาทริซิโอ้, เซเมโด้, เปเป้, ดิอาส, เกร์เรยโร่, เปเรยร่า, มูตินโญ่, เรนาโต้ ซานเชซ, แบร์นาร์โด้ ซิลวา, โรนัลโด้ และโชต้า
สำรองเบลเยียม เดริค โบยาต้า เป็นตัวเลือกในแนวรับ, ดรีส์ เมอร์เท่นส์ กับ ยานนิค การ์ราซโซ่ ในเกมรุก, เดนดองเคอร์ในแผงกลาง รวมทั้งตัวคล่องๆ อย่าง เฌเรมี่ โดกู
.jpg)
3 ประสานจากพรีเมียร์ลีก ดีโอโก้ โชต้า, แบร์นาโด้ ซิลวา และบรูโน่ เฟอร์นานเดส ยังแผลงฤทธิ์ได้ไม่ครบรส
สำรองโปรตุเกส ยังมี บรูโน่, คาร์วัลโญ่, อันเดร ซิลวา กองหน้าตัวเป้า, ราฟา ซิลวา ตัวเลื้อยแหลก รวมถีง ดีโอโก้ดาโลต์, ชูเอา ปาลินโญ่
เคาะออกมาแบบนี้ ถือว่าสูสีเป็นอย่างยิ่ง และเป็นบิ๊กแมทช์ของรอบ 16 ทีม ใน “นาทีปัจจุบัน” ไม่น้อยหน้า “บิ๊กแมทช์ตลอดกาล” อย่าง อังกฤษ กับ เยอรมนี
ความข้นคลั่กของ โรนัลโด้ ที่ต้องการอีกประตูเดียวจะ “ทำสถิติโลก” ในการยิงให้ทีมชาติมากที่สุด จะต้องดวลกับตัวเก๋าสุดๆ อย่าง อัลเดอร์ไวเรลด์ และแฟร์ตองเก้น ที่ต้อง “แนบตัวเอง” มาช่วยเหลือ เดนาเยอร์ เพราะถ้าบดตรงๆ กับ โด้รับรองว่า “ไม่รอด”
พิษสงของ เดอ บรอยน์ ในการออกบอล กับการเล่นที่ดูเหมือนจะ “ท็อปฟอร์มข้ามปี” ของ ลูกาคู ดูทรงแล้วจะเปิดแผล เปเป้ ที่อืดเป็นเรือเกลือ และกองหลังตัวใหญ่อย่าง ดิอาส ที่จะได้พิสูจน์ตัวเองในเวทีระดับชาติกับของหนักและของใหญ่อย่าง “บิ๊กตู้”
การแย่งชิงพื้นที่แดนกลาง สองฝั่งมีทั้งสดทั้งเก๋า ประเด็นสำคัญก็คือ “จัดใครลงมา” อย่างเดียวไม่ได้
จะต้อง “จัดใครลงมา” ให้ตรงสเปก ชิงพื้นที่ที่จะมีช่องว่างที่น้อยถึงน้อยมากๆ ในการครองบอล
บอลคู่นี้ เหลี่ยมไหนก็สูสีกันไปหมด สุดท้ายความเด็ดขาดที่มี และความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นระหว่างเกม สำคัญคือ การเปลี่ยนตัวผู้เล่นได้ถึง 5 คน
จะเป็นคำตอบสุดท้าย
โปรตุเกส มีบทเรียนสั่งสอนตัวเองมาแล้วในเกมกับ เยอรมนี ก่อนจะทำได้ดีในเกมกับ ฝรั่งเศส ส่วน เบลเยียมนี่คือบททดสอบชิ้นแรกในยูโร 2020
ว่ามันถึงเวลาของพวกเขาบ้างหรือยัง?!?!?
บี แหลมสิงห์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี