ร่างกายของคนเราเปรียบเสมือนรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์กลไกมากมาย ซึ่งหมายถึงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเรานั่นเอง ได้แก่ หัวใจ ปอด สมอง ตับ ไต กระเพาะอาหาร ลำไส้ ฯลฯ รวมทั้งหลอดเลือดที่หัวใจปั๊มเอาเลือดที่มีออกซิเจนมีสารอาหารผ่านไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย นอกจากนี้ร่างกายเรายังมีส่วนที่สำคัญที่เราเรียกว่า “กระดูก” ที่เป็นแกนกลางของลำตัว(กระดูกสันหลัง)กระดูกแขนขาและมือเท้า โดยมีการประกอบกันเป็นข้อต่อ (Joint) และมีกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นมาเกาะกระดูกส่วนต่างๆ เพื่อทำให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวไปไหนมาไหนได้ ในการทำงานหรือทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ เช่น การลุกจากที่นอน เดินไปห้องน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน แต่งตัว รับประทานอาหาร ออกจากบ้านไปโรงเรียน ไปทำงาน ไปออกกำลังกาย เล่นกีฬาและกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่ง ในทุกๆ วันร่างกายของคนเราทุกคนล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นต้องใช้งาน กล้ามเนื้อและเอ็น กระดูกและข้อต่อต่างๆ ซึ่งการใช้งานเป็นประจำบ่อยๆเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดปัญหาการบาดเจ็บหรืออักเสบจากการใช้งาน หรืออาจจะบาดเจ็บจากอุบัติเหตุต่างๆ ที่มีความรุนแรงเช่น ข้อเท้าแพลง หกล้ม หรือตกจากที่สูงรวมทั้งอุบัติเหตุหางการจราจร(Road Accident) ทำให้เกิดการฉีกหรือแตกหัก ของกระดูก ข้อต่อ และกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ได้
เมื่อมีอาการบาดเจ็บเกี่ยวกับกระดูก, ข้อต่างๆ, กล้ามเนื้อและเอ็น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จะเป็นผู้ให้การรักษาก็คือ แพทย์ออร์โธปิดิกส์ (Orthopedist) หรือบางครั้งจะเรียกว่าศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ (Orthopaedic Surgeon) เพราะกลุ่มแพทย์เหล่านี้อาจต้องใช้วิธีการรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการผ่าตัด สำหรับการฝึกอบรมก่อนจะมาเป็นผู้เชี่ยวชาญฯนี้ภายหลังจบแพทยศาสตร์บัณฑิตที่ใช้เวลา 6 ปีแล้ว จะต้องมารับการฝึกอบรมเฉพาะเรื่องกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ(Orthopaedic Residency Training Programme) อีก 4 ปี ซึ่งในระหว่างฝึกอบรมนี้ แพทย์เหล่านี้จะถูกเรียกว่า แพทย์ประจำบ้านออร์โธปิดิกส์หรือ Orthopaedic Resident และบางครั้งเรียกกันสั้นๆ ว่า Dent Ortho (เด้นท์ออร์โธฯ) ภายหลังจบการฝึกอบรมและสอบผ่านได้รับ วุฒิบัตรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศัลยศาสตร์ออโธปิดิกส์ (Diploma of Thai Board of Orthopaedics) จึงจะได้รับการยอมรับว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ แพทย์ออร์โธฯ ซึ่งจะเป็นแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษาความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ ทำหน้าที่เป็นผู้ให้การวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บของกระดูกและข้อ กล้ามเนื้อและเส้นเอ็น เช่น กระดูกหัก เส้นเอ็นฉีก หรือแม้แต่อาการนิ้วล็อก รวมถึงผู้ป่วยที่มีภาวะทางสุขภาพด้านกระดูกและข้อ เช่น โรคกระดูกพรุน โรคข้อเสื่อม หรือมีภาวะความผิดปกติทางกระดูกและข้อตั้งแต่กำเนิด เป็นต้น
ในปัจจุบันนี้ มีจำนวนผู้ป่วยในแต่ละกลุ่มปัญหามีจำนวนมากขึ้น การวินิจฉัย การรักษาทั้งด้วยยา เวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด ตลอดจนการผ่าตัดในกลุ่มปัญหารต่างๆ มีวิวัฒนาการ มีการคิดหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการผ่าตัด แต่หากจำเป็นต้องผ่าตัด ก็จะมีการคิดค้นเครื่องมือผ่าตัดและวิธีการช่วยผ่าตัดเพื่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อผู้ป่วยจากการผ่าตัดน้อยลง ที่เรียกว่า Minimally invasive surgery (MIS) และต้องมีความปลอดภัยต่อผู้ป่วยมากขึ้น ใช้เวลาในการฟื้นฟูสั้นลง ทำให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตให้ได้ใกล้เคียงปกติ หรือเป็นปกติมากที่สุด ดังนั้น จึงต้องมีการฝึกอบรมต่อยอดเพิ่มอีก 1-2 ปีแล้วแต่ละสาขาเพื่อให้เกิดความชำนาญในการรักษาป่วยในแต่ละกลุ่มปัญหาได้ดียิ่งขึ้น เราเรียกการฝึกอบรมในกลุ่มนี้ว่า Fellowship Programme ได้แก่
l กลุ่มปัญหาข้อสะโพกและข้อเข่า (Hip and Knee Surgery) หรือมีอีกชื่อว่า ออร์โธปิดิกส์บูรณสภาพ (Adult Reconstructive Surgery) ประกอบด้วยการตัดต่อกระดูกใหม่ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกและข้อเข่าเทียม
l กลุ่มปัญหากระดูกสันหลัง (Spine Surgery) เป็นการผ่าตัดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันตั้งแต่คอจนถึงก้นกบ
l กลุ่มปัญหาการบาดเจ็บทางการกีฬา (Sport Injury Surgery) เป็นการผ่าตัดซ่อม สร้างเส้นเอ็นของข้อต่อต่าง ๆ เช่น ข้อเข่า สะโพก ไหล่ ข้อเท้า เป็นต้น โดยใช้อุปกรณ์กล้องส่องเข้าไปในข้อ (Arthroscopic surgery)
l กลุ่มปัญหาการบาดเจ็บกระดูกและกล้ามเนื้อจากอุบัติเหตุ (Trauma) เป็นการผ่าตัดเพื่อรักษากระดูกหัก โดยการดามโลหะชนิดต่างๆ
l กลุ่มปัญหาข้อมือและมือ (Wrist and Hand) ผ่าตัดรักษาตั้งแต่ข้อมือ มือ นิ้วมือ ทุกรูปแบบ
l กลุ่มปัญหาข้อเท้าและเท้า (Foot and Ankle) ผ่าตัดรักษาที่เกี่ยวกับความผิดปกติของข้อเท้าและเท้า
l กลุ่มปัญหากระดูกเด็ก (Pediatric) รักษาภาวะผิดปกติของกระดูก ข้อ กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ในเด็กที่อายุน้อยกว่า 18 ปี
l กลุ่มปัญหาเนื้องอกและมะเร็ง (Tumors) ผ่าตัดรักษาเกี่ยวกับเนื้องอกและมะเร็งของกล้ามเนื้อและกระดูก
l กลุ่มปัญหาเมตาบอลิก (Metabolic) รักษาเกี่ยวกับปัญหาและภาวะโรคกระดูกพรุน ความผิดปกติของการเปลี่ยนแปลงกระดูก (สร้างกระดูกหรือทำลายกระดูก)
โดยปกติแล้วหน้าที่ของ แพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือที่หลายคนมักเรียกสั้นๆ ว่า “หมอออร์โธฯ” หรือหมอกระดูกจะมีทั้งการดูแลคนไข้ผู้ป่วยใน (ราวด์วอร์ด) (IPD-Inpatient Department), ตรวจผู้ป่วยนอก (OPD-Outpatient department) และ การตรวจดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินซึ่งรวมถึงการเป็นผู้ประเมินคนไข้ก่อนและหลังการรักษาไปจนถึงการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตัวเองของผู้ป่วยภายหลังได้รับการตรวจรักษาและให้ยาจากแพทย์แล้ว เพื่อฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมก่อนการรักษา และเพื่อป้องกันภาวะการเสื่อมของข้อต่อที่ได้รับการบาดเจ็บ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต สำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgery-Operation) ซึ่งจะต้องมีการเตรียมตัวผู้ป่วยให้พร้อมก่อนที่จะส่งไปห้องผ่าตัด โดยจะทำงานกับแพทย์อายุกรรม(Internal Medicine) และวิสัญญีแพทย์ (Anesthesiologist) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการให้ยาชาและยาสลบ เพื่อร่วมประเมินก่อนผ่าตัดว่ามีข้อควรระวังหรือข้อห้ามในการผ่าตัดอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะหากผู้ป่วยจะต้องใช้วิธีการดมยาสลบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่าตัดผู้ป่วยสูงอายุที่มีการเปลี่ยนแปลงของทั้งทางกายวิภาคและทางสรีรวิทยาเนื่องจากความชรา นอกจากนี้ ผู้ป่วยของแพทย์ออร์โธฯส่วนใหญ่จะต้องอาศัยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู(Rehabilitation Medicine)และนักกายภาพบำบัด(Physiotherapist) หรือ นักอาชีวะบำบัด (Occupational Tharapist) เพื่อทำให้ร่างกายส่วนที่มีปัญหากลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมหรือใกล้เคียงเดิมมากที่สุด โดยอาจมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางกายภาพบำบัด เช่นเครื่องอัลตราซาวด์ เครื่องเลเซอร์ ฯลฯมาช่วยเสริมให้ได้ผลการรักษารวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ผมหวังว่าท่านผู้อ่านจะได้รู้จัก“หมอออร์โธฯ”มากยิ่งขึ้นแล้วนะครับ สวัสดีครับ
สมาคมกีฬาเวชศาสตร์
โดย นายแพทย์ณภัทร จันทรพิทักษ์
แพทย์ประจำบ้าน ภาควิชาออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี