546.jpg
ปรองดองโจทย์ยากท้าทายคสช. จะหักหรือยอมจำนนระบอบทักษิณ

ปรองดองโจทย์ยากท้าทายคสช. จะหักหรือยอมจำนนระบอบทักษิณ

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557, 02.00 น.
Tag :

ยุทธศาสตร์ซึ่งเป็นโจทย์ยากที่สุดและท้าทายความพยายามแก้ปัญหาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็คือการสร้างความปรองดองในชาติระหว่างเครือข่ายระบอบทักษิณกับฝ่ายที่ต่อต้านระบอบทักษิณ โดยเริ่มมีความเคลื่อนไหวที่ชี้ให้เห็นสัญญาณที่จะนำไปสู่วิกฤติการเผชิญหน้า

สถานการณ์เฉพาะหน้าซึ่งเป็นปัจจัยบ่งชี้แนวโน้มที่จะนำไปสู่วิกฤติรอบใหม่ก็คือการออกมาเคลื่อนไหวข่มขู่กดดันของเหล่าบริวารระบอบทักษิณ อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวรชัย เหมะ ที่ส่งสัญญาณว่า หากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)มีการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในกรณีส่อรู้เห็นเป็นใจกับมหกรรมโกงชาติปล้นแผ่นดินโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความล่มจมให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท และกรณีถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และ นายนิคม ไวยรัชพานิช ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายในการรวบรัดและฉ้อฉลการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา(สว.) เครือข่ายระบอบทักษิณก็พร้อมลุกฮือสู้ขั้นแตกหัก


ความสำคัญของการถอดถอนไม่ได้อยู่ที่การพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองเพราะทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายสมศักดิ์ และ นายนิคม ต่างพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว แต่อยู่ที่ผลซึ่งจะตามมาหากสนช.มีมติถอดถอนนั่นคือการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี และที่สำคัญรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 35 ได้วางกรอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่กำหนดให้ผู้ซึ่งเคยถูกถอดถอนหรือมีคดีติดตัวไม่สามารถที่จะลงสมัครสส.และสว.ไปตลอดชีวิต นั่นหมายถึงโทษประหารทางการเมืองบุคคลทั้ง 3 หากถูกถอดถอน

ยิ่งไปกว่านั้นคดีถอดถอน นายสมศักดิ์ นายนิคม และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดีถอดถอนที่จะตามมานั่นคือ 308 สส.และสว.ที่ร่วมลงชื่อและลงมติผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาสว.โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการรอชี้มูลความผิดของป.ป.ช.เพื่อส่งมายัง สนช.ในไม่ช้านี้ ซึ่งหาก 308 สส.และสว.ที่ล้วนเป็นเครือข่ายและแนวร่วมระบอบทักษิณถูกถอดถอนนั่นหมายถึงจะหมดอนาคตทางการเมืองทันทีพร้อมกับการล่มสลายของเครือข่ายระบอบทักษิณ

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่บรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงจะเรียงหน้าออกมาข่มขู่กดดัน สนช.กระทบไปยังคสช.อย่างหนักว่าพร้อมที่จะทำสงครามแตกหักหากพรรคพวกของตัวเองถูกถอนโดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ภายใต้สถานการณ์ที่คับขัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงบินไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ญี่ปุ่นและจีนเพื่อวางแผนแก้เกมเอาตัวรอด เพราะนอกจากคดีถูกยื่นถอดถอนแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังมีชนักปักหลังที่สำคัญในคดีโครงการรับจำนำข้าวอีกหนึ่งคดีนั่นคือคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ที่จะยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งหากศาลตัดสินว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผิดจริงก็ต้องติดคุกสถานเดียว

สำหรับจุดยืนท่าทีของคสช.ภายใต้สถานการณ์ความแตกแยกที่พร้อมจะปะทุที่เกิดขึ้นดูเหมือนว่าจะมีสัญญาณจาก พล.อ.นพดล อินทปัญญา สมาชิกสนช. ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ที่พยายามเดิมเกมเพื่อเบรกการถอดถอนเหล่าแกนนำเครือข่ายระบอบทักษิณภายใต้การถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นเกมของคสช.ผ่านสมาชิกสนช.สายทหารที่ต้องการสร้างความปรองดองด้วยการยอมจำนนตามความต้องการของระบอบทักษิณ

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณ์เตือนกลุ่มที่ออกมาข่มขู่กดดัน สนช.ว่าห้ามละเมิดกฎอัยการศึกอย่างเด็ดขาด ซึ่งหากไม่ฟังก็จำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด พร้อมทั้งย้ำต้องยึดหลักกฎหมายใครผิดก็ว่าไปตามผิด ใครถูกก็ไม่ต้องกลัว ขณะที่ พล.อ.ประวิตร ประกาศอย่างแข็งกร้าวว่ารับไม่ได้กับการข่มขู่กดดัน และยิ่งข่มขู่ก็ยิ่งไม่มีการเจรจา

ความจริงปัญหาต้นตอแห่งความแตกแยกในชาติตลอดช่วงที่ผ่านมาเกิดจากระบอบธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่นและการใช้เงินรวมทั้งวิธีการอันชั่วร้ายทุกรูปแบบลงทุนซื้อประเทศแล้วถอนทุนบวกกำไรมหาศาล ตลอดจนผูกขาดอำนาจคิดยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกลายเป็นเผด็จการเสียงข้างมากในคราบประชาธิปไตยที่ลุแก่อำนาจทำสิ่งชั่วร้ายตามใจชอบ ซึ่งก็คือพฤติกรรมของระบอบทักษิณในช่วงที่ผ่านมา ความชั่วร้ายของระบอบทักษิณคือสาเหตุที่ทำให้มวลมหาประชาชนหลายล้านคนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ออกมาขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดระบอบทักษิณ

ต่อนโยบายสร้างความปรองดองของคสช.นั้นความจริงในระดับประชาชนกับประชาชนนั้นแม้จะมีทัศนะทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่ก็ถือเป็นเรื่องปกติและไม่มีปัญหา ซึ่งความแตกแยกของชาติตลอดช่วงที่ผ่านมาเกิดจากจอมบงการซึ่งเป็นตัวการใหญ่และแกนนำเพียงหยิบมือเดียว ดังนั้นการปรองดองต้องแยกปลาออกจากน้ำคือตัวการสำคัญที่สร้างความแตกแยกกับประชาชนออกจากกันและต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องชอบธรรม และยึดหลักนิติรัฐ ไม่ใช่การปรองดองด้วยการสมยอมลบล้างโทษความผิดคดีทุจริตหรือคดีอาญาร้ายแรงให้กับขบวนการชั่วร้ายที่ใช้วิธีการข่มขู่กดดันโดยใช้ความหายนะของชาติเป็นตัวประกัน ซึ่งหากยอมตามก็ไม่ต่างอะไรจากการยอมจำนนต่อความชั่วร้ายและเป็นเพียงการซื้อเวลาหนีปัญหา รอวิกฤติรอบใหม่จากการออกมาต่อต้านระบอบธุรกิจการเมืองทุนสามานย์อันเลวร้ายของมวลมหาประชาชน

ภายใต้เป้าหมายที่จะสร้างความปรองดองในชาติจึงถือเป็นโจทย์ยากท้าทายคสช.เพราะไม่ว่าจะตัดสินใจเลือกทางไหนก็ต้องเผชิญแรงกดดันทั้งขึ้นทั้งล่อง แต่ถือเป็นภาระหน้าที่ของคสช.ที่จะต้องเลือกจุดยืนที่อยู่บนพื้นฐานความถูกต้องชอบธรรมและยึดผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้ โดยไม่ยอมจำนนต่อการข่มขู่กดดันของขบวนการอันเลวร้าย มิฉะนั้นแทนที่จะนำไปสู่การสร้างความปรองดองตรงข้ามกลับยิ่งเป็นการสุมไฟแตกแยกให้ลุกโชนและเสี่ยงที่จะนำไปสู่วิกฤติรอบใหม่

ทีมข่าวการเมือง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top