วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569
การเมืองเดือนเมษาฯนี้ส่อเค้าร้อนระอุเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้มีบารมีเหนือรัฐบาลหุ่นเชิดและเจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริงฉีกหน้าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯหุ่นเชิดผู้เป็นน้องสาวด้วยการเข้ามาคุมพรรคเพื่อไทยด้วยตัวเองแบบ 100 % เต็มโดยล่าสุดสไกป์มายังที่ประชุมพรรคเพื่อไทยสั่งการกำชับและถึงกับคาดโทษใน 2 เรื่องสำคัญยิ่งยวดที่ต้องผลักดันให้สำเร็จตามแผนการนั่นคือ เร่งผ่านร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาทเพื่อสร้างระบบคมนาคมขนส่งทั่วประเทศกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีเป้าหมายแอบแฝงที่แท้จริงเพื่อฟอกโทษความผิดให้ตัวเองและปูทางไปสู่แผนผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในอนาคต
รัฐบาลหุ่นเชิดที่บงการโดย พ.ต.ท.ทักษิณ เร่งรีบลุกลี้ลุกลนผลักดันโครงการเงินกู้ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยซึ่งจะก่อหนี้เป็นภาระให้กับคนรุ่นหลังไปอีกนานถึง 50 ปีกว่าจะใช้หนี้หมด โดยส่อพิรุธหมกเม็ดไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดของโครงการ ตลอดจนใช้วิธีการนอกงบประมาณเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบและยังขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฏหมายว่าด้วยการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอีกหลายฉบับสะท้อนพิรุธส่อเจตนาที่จะทุจริตคอร์รัปชั่นแสวงหาผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลและมีการตั้งข้อสังเกตุว่าโครงการนี้ถือเป็นเค้กก้อนโตที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ความสำคัญและถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดในขณะนี้ยิ่งเสียกว่าความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเป้าหมายรองลงไป
สำหรับมูลค่าช่องทางการทุจริตหากประเมินเปรียบเทียบกับตัวเลขผลสำรวจวิจัยของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยก่อนหน้านี้ที่ชี้ว่าภายใต้รัฐบาลชุดนี้ผู้ประกอบการนักธุรกิจต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองไม่ต่ำกว่า 30 % ของมูลค่าโครงการ นั่นเท่ากับว่าโครงการเงินกู้ก้อนมหึมา 2.2 ล้านล้านบาทจะมีการแสวงหาผลประโยชน์จากเงินสกปรกเป็นมูลค่าถึง 6.6 แสนล้านบาทเป็นอย่างน้อยซี่งเงินจำนวนนี้สามารถนำไปใช้ในการซื้อเสียงขยายอิทธิพลเพื่อผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศได้อย่างถาวร
นอกจากผลประโยชน์การกินค่าหัวคิวจากโครงการแล้ว ยังไม่ร่วมถึงผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งจากการกว้านซื้อที่ดินล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไรหรือธุรกิจต่างๆบริเวณที่เกิดโครงการมูลค่าอีกมหาศาล
ปฏิบัติการที่ส่อทุจริตครั้งมโหฬารเป็นประวัติการณ์ครั้งนี้ถูกตรวจสอบและต่อต้านอย่างหนักจากหลายฝ่าย ขณะที่รัฐบาลหุ่นเชิดพรรคเพื่อไทยพยายามแก้เกมด้วยการโหมโฆษณาชวนเชื่อสร้างภาพอ้างความจำเป็นในการพัฒนาระบบคมนาคมให้ทันสมัยและลดต้นทุนการขนส่ง ขณะเดียวกันพยายามบิดเบือนว่าฝ่ายที่ออกมาต่อต้านว่าพยายามขัดขวางความเจริญของประเทศ ทั้งๆที่ความจริงประเด็นที่หลายฝ่ายคัดค้านไม่ใช่ตัวโครงการ แต่ต่อต้านวิธีการก่อหนี้มูลค่ามหาศาลอย่างไม่ชอบมาพากลให้ประเทศด้วยวิธีการพิรุธหมกเม็ดซี่งเปิดช่องทางให้มีการทุจริตปล้นแผ่นดินอย่างมโหฬาร
นอกจากแผนจ้องสวาปามเค้กก้อนมหึมาในโครงการเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาทแล้ว เป้าหมายรองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คือการบงการให้เครือข่ายระบอบทักษิณทั้งพรรคเพื่อไทยและกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เป็นร่างทรงเร่งเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 4 ประเด็นโดยอำพรางเป้าหมายแอบแฝงที่แท้จริงนั่นคือ การแก้ไขมาตรา 68 เพื่อให้สำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งที่ผ่านมาถูกตั้งข้อสังเกตุว่าเป็นร่างทรงระบอบทักษิณมาตลอดผูกขาดอำนาจในการรับคำร้องและวินิจฉัยในกรณีคำร้องที่เกี่ยวกับการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยขจัดศาลรัฐธรรมนญซึ่งที่ผ่านมาเป็นอุปสรรคขวากหนามของระบอบทักษิณให้พ้นทาง ซึ่งจะเป็นการเปิดช่องให้ระบอบทักษิณสามารถเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ที่ค้างอยู่ในวาระที่ 3 ได้อย่างสะดวก
ทั้งนี้ เพราะก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ซึ่งเสนอโดยพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 เนื่องจากการกำหนดให้มีการจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเท่ากับเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญปัจจุบันซึ่งไม่ต่างอะไรจากการรัฐประหารประเทศโดยอาศัยเผด็จการรัฐสภาในคราบประชาธิปไตย
การที่ระบอบทักษิณมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าผ่านวาระ 3 การแก้ไขมาตรา 291 อันจะนำไปสู่การมีส.ส.ร.ร่างทรงมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับมีเป้าหมายแอบแฝงสำคัญอยู่ที่การมุ่งฟอกโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อสามารถกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งอย่างเท่ๆ และได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาทที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืน และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือแผนการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยุบเลิกหรือลดอำนาจของสถาบันหลักต่างๆของชาติ ตลอดจนองค์กรอิสระต่างๆที่เป็นอุปสรรคขวากหนามต่อการแสวงหาผลประโยชน์และการผูกขาดอำนาจตามแผนยึดครองประเทศในอนาคตของระบอบทักษิณ
เพราะฉะนั้นจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำได้ทุกอย่างเพื่อตัวเองโดยไม่คำนึงถึงความหายนะของชาติบ้านเมืองด้วยการบงการสั่งลุยใน 2 เรื่องใหญ่ดังกล่าวจึงเหมือนจุดชนวนระเบิดเวลาทางการเมืองลูกใหญ่ 2 ลูกซึ่งจะทำให้อุหภูมิการเมืองเดือนเมษาฯนี้มีแนวโน้มที่จะเดือดพล่านมากขึ้นทั้งในและนอกสภา เพราะนี่คือปฏิบัติการอย่างย่ามใจในแผนคิดปล้นแผ่นดินครั้งมโหฬารและรุกคืบหวังผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งถือเป็นการท้าทายพลังมหาชนที่รู้ทันระบอบทักษิณซึ่งพร้อมจะลุกฮือออกมาแสดงพลังครั้งใหญ่ตลอดเวลา
ทีมข่าวการเมือง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี