533.jpg
เขื่อน ภัทรดนัย เปิดแผลใจเคยรู้สึกเป็นจุดด่างดำของวง

เขื่อน ภัทรดนัย เปิดแผลใจเคยรู้สึกเป็นจุดด่างดำของวง

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.48 น.
Tag :

จากมุมมองนักจิตบำบัด เขื่อน ภัทรดนัย เปิดใจลึกถึงจุดเปลี่ยนชีวิตในรายการ Woody Talk  เล่าย้อนเส้นทางชีวิตตั้งแต่วัย 13 มีแผลในใจที่ถูกสังคมตัดสินจนฝังใจว่าตัวเองไม่คู่ควร คิดว่าตัวเองเป็นจุดด่างดำของวงบอยแบรนด์ในอดีต พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้คนยอมรับ ก่อนจะพังลงจากความสัมพันธ์ Toxic จนเริ่มเรียนรู้การให้อภัยตัวเองอย่างจริงจัง พร้อมย้ำว่าการเลือกตัวเองไม่ใช่เรื่องผิดแต่คือพื้นฐานของการมีชีวิตที่ยั่งยืน พร้อมเปิดอินไซต์สุขภาพจิต ชี้ปมคนส่วนใหญ่ต้องดีพอให้คนอื่นก่อนถึงจะรักตัวเองได้ และคนทุกข์เพราะครอบครัวมากกว่าที่คิด

อยากจะนิยามตัวเองตอนนี้ว่าเป็นใครยังไง ?


เขื่อน ภัทรดนัย : สมมติคุยกับกล้องแล้วกัน สวัสดีครับ เขื่อนนะครับ เป็นนักจิตบำบัดแล้วก็ทำ Content เกี่ยวกับ Psychoeducation เรื่องสุขภาพจิต เป็นลูกชายของ Single Mom ที่ภูมิใจในตัวคุณแม่มาก และก็เป็นคนหนึ่งคนที่ทำผิดบ่อย ๆ แล้วก็เรียนรู้ทุกวัน และก็ให้อภัยตัวเองได้เรื่อย ๆ

ในฐานะนักจิตบำบัด ปัญหาหรือความเจ็บปวดอะไรที่คนยุคนี้มาปรึกษาบ่อยที่สุด ?

เขื่อน ภัทรดนัย : ต่างที่ต่างปัญหาจริง ๆ อันนี้ในฐานะนักจิตบำบัดที่มีโอกาสได้ทำงานที่อังกฤษด้วย มันทำให้เราได้เห็นเลยว่า เราอยู่แต่ละพื้นภาค คนเรามีปัญหาไม่เหมือนกันจริง ที่ต่างประเทศที่ตะวันตกเขาจะมีความ Individualism ปัญหาก็คือแบบ ฉันดีพอหรือยัง โตเร็วหรือยัง สำเร็จหรือยัง มันจะเห็นเลยว่า โอเค ปัญหามันจะไปทางด้านแนวนั้น เราไม่เหมารวม แต่นี่ประสบการณ์ที่เขื่อนทำมา ที่เมืองไทย ในจุดพักใจกับจุดพักใจ alive สิ่งที่เราเจอบ่อยมากเลย เพราะเราเป็น collective culture เราอยู่กันเป็นทีม เราถูกสอนมาให้ซัพพอร์ตกันและกัน community เพราะฉะนั้นปัญหาคือการยอมรับที่บ้านอันนี้เราเจอบ่อยมาก ว่าฉันดูแลพ่อแม่ดีหรือยัง ฉันเป็นเดอะแบก ฉันเหนื่อยมากเลยทำไมไม่มีใครเห็นใจฉันเลย ฉันเป็นลูกที่ดีหรือเปล่า ฉันอกตัญญูหรือเปล่า ฉันเป็นแม่ที่ดีหรือเปล่า ฉันเป็นสามีที่ดีพอหรือยัง มัน rivet กลับไปที่บ้าน คือเขาอาจจะเครียดเรื่องอื่นกลับมาก็ได้ แต่พอเราค่อย ๆ คุยกับเขา ใน active listening นั้น เราสามารถเห็นภาพชัดขึ้นเลยว่ามันสะสมมาจากที่บ้าน แล้วแบบเป็น People Pleaser หรือเปล่า หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอหรือเปล่าจากที่บ้าน เพราะว่าที่บ้านไม่ยอมรับ มันเลย fascinate มากว่า แต่ละประเทศก็มีธีมของการเจอปัญหาไม่เหมือนกัน ความกดดันในครอบครัว ทำดีพอหรือยัง ถูกมองเห็นหรือเปล่า เป็นเดอะแบกแล้วรู้สึกว่าคนอื่นไม่เห็นแล้วคนอื่นไม่เข้าใจ พี่วู้ดดี้เขื่อนเจอคนนึงใน active listing จุดพักใจ รู้สึกพูดแล้วก็แบบน้ำตามา คือเหมือนเขาให้แบบโอกาสเขื่อนได้เห็นชีวิตเขาแบบลึก ๆ เข้าไปเร็ว ๆ 50 นาทีที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีก 50 นาที เราจะมีโอกาสได้เจอเขาอีกครั้งหรือเปล่า บางทีเราก็อยากรู้ว่าเราจะได้เจอเธออีกไหม เราจะได้คุยอีกไหม เราจะได้กอดกันอีกครั้งต่อไปเมื่อไหร่ หลาย ๆ ครั้งส่วนใหญ่คือการแค่ฟังเขาเลย เพราะว่าเราอาจจะเป็นที่ ๆ เดียวที่เขาไม่สามารถไปบอกใครได้ว่า ฉันรู้สึก ฉันไม่ดีพอ ฉันเหนื่อย ไม่ไหวแล้ว เราอาจจะเป็นที่เดียวที่เขาสามารถมาระบายได้ เพราะฉะนั้นหลายครั้งเราอาจจะแค่ I just shut up เราแค่นั่งเงียบ ๆ แล้วบอกเขาเลยว่าไม่ต้องขอโทษที่จะร้องไห้ ไม่ต้องขอโทษหรือรู้สึกผิดที่พูดมามันจะหนักเกินไป ตอนนี้หน้าที่ของยูคือระบาย หน้าที่ของไอคือฟัง ถ้าเราเซตกันแล้วเรามาเริ่มกัน อันนี้คือส่วนใหญ่ แต่ถ้าหลายครั้งเลยที่เราเจอบ่อยก็คือหลาย ๆ คนไม่กล้าเลือกตัวเอง เพราะกลัวว่าการเลือกตัวเองก่อนจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่น เลือกตัวเองคือช่วยคนอื่นก่อน ช่วยป้าข้างบ้าน ช่วยคุณแม่ ช่วยทุกคนก่อน ซึ่งเขารู้สึกว่าการช่วยคนอื่นก่อนมันเป็นเรื่องที่ดี Empathy is the best thing you can have เป็น good passive skill มาก แต่เมื่อ you empathy เพราะว่า you เป็น people pleaser จน empathy you มันทุกอย่าง energy จนหมด เพื่อที่จะให้คนอื่นยอมรับยู ให้ยูรู้สึกว่าตัวเองดีพอ อันนั้นคือวันที่ต้องกลับมาเลือกตัวเองก่อนว่าฉันไม่ไหว ฉันช่วยเธอไม่ไหวแล้ว ขอกลับไปเติมพลังให้ตัวเองก่อน ตอนนี้ปัญหาของการที่คนไม่สามารถเลือกตัวเองได้ก่อนค่อนข้างเยอะ ก็จะดึงเขากลับมาว่าแบบ ครั้งนี้มันยากนะ แต่ว่าเลือกตัวเองให้ได้ก่อน

เราจะสามารถปฏิบัติในการฝึกเลือกตัวเองยังไงบ้าง ?

เขื่อน ภัทรดนัย : เราก็ต้องเคลียร์ก่อนเลย talk about the elephant in the room ก่อนถึงช้างที่อยู่ในห้องที่คนกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนเลย เวลาเขื่อนพูดเรื่องตัวเอง ชาวเน็ต 1-2 หรือว่าคำถามก็จะมาเลยว่า พี่เขื่อน แล้วถ้าเกิดเราเลือกตัวเองก่อน มันไม่เห็นแก่ตัวเหรอ เขื่อนกล้าพูดเลยว่าคนที่เห็นแก่ตัวไม่นั่งกังวลหรอกว่าตัวเองเห็นแก่ตัวไหม เขาทำเลย เขาเป็นคน toxic คนที่เขาเอาเปรียบคนอื่น เขารู้อยู่แล้วว่า mechanic 1-5 มันต้องทำอะไร เขาไม่มานั่งกังวล practice they don’t think they practice เขาคิดมาแล้ว คนที่มานั่งกังวลว่าการเลือกตัวเองมันเห็นแก่ตัวไหม มันทำได้ไหม คือคนที่ไม่ทำ เพราะว่ากังวลคนจนเลือกที่จะไม่เลือก เลือกที่จะไม่ทำ มันเหมือนเครื่องบิน เวลาเราก่อนบินแล้วแอร์โฮสเตสเขามาบอกเราว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นก่อนใส่หน้ากากออกซิเจนให้คนอื่น ใส่ให้ตัวเองก่อน คนตายช่วยคนอื่นไม่ได้ แต่ถ้าเกิดเราสามารถเติมตัวเองให้เต็ม 100% ได้ แล้ววันไหนที่แรงเราเหลือเป็น 120-140 เราสามารถไปเติมคนอื่นได้ เพราะฉะนั้นการเลือกตัวเองก่อนมันถึงสำคัญมาก อันนี้เราคุยกับ Audience ที่เขาเลือกตัวเองไม่ได้ เขาตื่นมาแล้วเขาไม่สามารถแบบวันนี้ฉันตื่นมาแล้วขอกอดตัวเอง ขอเลือกตัวเองก่อนให้ได้ เพราะรู้สึกว่าการที่เขาจะดีพอ เขาต้องให้คนอื่นยอมรับเขาก่อน แล้วเขาให้จนเขาไม่เหลืออะไรแล้ว ซึ่งเขื่อนเองและหลาย ๆ คนที่เขื่อนผ่านมาที่เคยคุยด้วย ก็ผ่านเรื่องเดียวกันมาว่าไม่รู้ตอนไหนในวัยเด็กไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียน ที่บ้าน หรือเพื่อนกลุ่มหนึ่ง เราบังเอิญไปเรียนรู้ว่าการที่เราจะดีพอ คือเราต้องมีประโยชน์กับคนอื่น เราต้องให้คนอื่นมายอมรับเราก่อนถึงจะมีคุณค่าให้ตัวเองได้ ซึ่งจะบอกตลอดเลยว่า เราไม่ใช่เครื่องจักรไม่จำเป็นต้องมีประโยชน์ถึงจะถูกรัก เราสามารถถูกรักเพราะเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งได้ แต่ตอนนี้ mindset คนกลายเป็นแบบว่าฉันต้อง productive ฉันต้องมีประโยชน์ฉันถึงจะถูกรัก แล้วอันนี้กลายเป็นกับดักที่น่ากลัวมาก พอเขาจะกลับมาแล้วเขาจะแบบแล้วฉันทำดีพอหรือยัง แล้วฉันต้องพัฒนาตัวเองแบบไหนอีก ฉันต้องเสิร์ฟคนคนอื่นแบบไหนอีก แล้วเขาลืมไปว่าการที่เราจะพักเราไม่ต้องขออนุญาตใคร แล้วการที่คนกลุ่มหนึ่งมารักเรา เราไม่จำเป็นที่จะต้องมีประโยชน์กับเขา เราสามารถมี Human experience แบบความสัมพันธ์ของคนถึงคน เพราะว่าเราคิดเหมือนกัน หรือว่าเราหวังดีต่อกันได้ แต่ไม่ใช่ว่าต้องมีประโยชน์ แล้วถ้าเกิดเราจับตัวเองทันว่า ในความสัมพันธ์นี้เราต้องมีประโยชน์คน ๆ นี้เขาถึงจะรักเรา เราอาจจะต้องคุยกับตัวเองในกระจกให้มากขึ้นว่าความสัมพันธ์นี้มัน healthy กับเราจริง ๆ ไหม แล้วมันSustainable หรือเปล่า จะพูดตลอดเลยว่าเรื่องสุขภาพจิต เรื่องการรักตัวเอง เรื่องความสัมพันธ์ Sustainability ด้วย ไม่ได้อยู่ในเรื่องแบบภาวะ climate change อย่างเดียว ยูสามารถตื่นมาแล้วให้คนอื่นแบบนี้ได้ทุกวันหรือเปล่า ถ้าทำไม่ได้กลับมาคุยกับตัวเองก่อนว่าเติมแรงให้ตัวเองยังไง เติม ห่วง และสงวน energy นี้ยังไงเพื่อที่วันที่พร้อมจะได้ให้คนอื่นได้

คนมักคิดว่าปัญหาทางจิตต้องเป็นเรื่องที่ผิดปกติ คนยังเข้าใจผิดว่าอะไร ?

เขื่อน ภัทรดนัย : คนกลัวว่าถ้าเกิดคนรู้ว่าฉันไปหาจิตแพทย์ กลัวคน judge ว่าฉันเป็นบ้าหรือเปล่า พึ่งพาไม่ได้หรือเปล่า คือเรากลัว เขื่อนอยากให้เป็นแบบเหมือนที่เขื่อนทำงานที่ NGO ที่อังกฤษอย่างงี้ คือมองเลยว่า ฉันหิวข้าว ฉันก็ไปร้านอาหารตามสั่ง ฉันปวดฟันฉันก็ไปทำฟัน ไปหาหมอฟัน ฉันเจ็บคอฉันก็ไปหาหมอหูคอจมูก ฉันไม่สบายใจฉันก็ไปหาคนรับฟัง ไปหาจิตแพทย์ มองให้มันง่ายแค่นี้เลย ว่ารู้สึกอย่างงี้ก็ไปหาคนคุย ไปเอาออก เขื่อนเป็นนักจิตบำบัดตอนนี้เข้าปีที่ 7 ตอนที่เป็นนักเรียนเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัด เขาบังคับให้นักจิตบำบัดฝึกหัดทุกคน เจอนักบำบัดส่วนตัวอาทิตย์ละครั้ง ครั้งนึงชั่วโมงละ 4,000 บาท เดือนนึงต้องเจอ 4 ครั้ง ปีหนึ่งต้องเจอ 48 ครั้ง แปลว่าเดือนหนึ่งเขื่อนมี fix cost ประมาณ 17,000 โดยที่แบบยังไม่ได้ออกไปดื่ม ออกไปเที่ยวเลย ไม่รวมค่าเทอม แค่เจอนักจิตบำบัดเพื่อที่จะเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัด 17,000 ต่อเดือน แล้วเจอมาอย่างนี้ประมาณ 5-6 ปี  ตอนแรกไม่เข้าใจ รู้สึกว่า this is a waste of money แบบเปลืองเงินมาก คือถ้าเจอแบบ 6 เดือนแล้วแบบโอเค แต่นี่ยูบังคับให้เจอ 48 ครั้ง 7 ปี อย่างงี้ คูณไปนี่มันคือเงินแบบ 600,000-700,000 พอมันผ่านกระบวนการ process มาแล้ว พอเราออกมาทำงาน เรามาเข้าใจเลยว่า this is the best thing that I can give myself เป็น service ที่ดีมากคือไม่ต้องรอไม่สบาย หรือไม่ต้องรอให้มีเรื่องที่ไม่ดี เราเอาอะไรเข้ามาเราก็ไปเอาออก อันนี้ในมุมเขื่อน เพราะงั้นอยากมองว่าแบบถ้าเรามีเรื่องแบบกังวลใจ แล้วรู้สึกว่าเราปลดล็อคตัวเองไม่ได้ แล้วแบบเรากลัวว่าถ้าเกิดเราเล่าให้เพื่อนฟังหรือคนที่บ้านฟังไปแล้วเรารู้สึกไม่ปลอดภัย ลองไปเจอนักจิตบำบัดดู ลองไปเจอนักจิตวิทยาคลินิกดู เจอจิตแพทย์ดู เดี๋ยวเขาบอกเราเองว่ามันมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า คือบางทีเราหันไปหาเพื่อน เธอ ๆ ฉันแบบเป็นซึมเศร้าหรือเปล่า เช้า กลางวัน เย็น เพื่อนยังไม่รู้เลยว่าเพื่อนจะกินอะไร แล้วเพื่อนจะรู้ได้ยังไงว่าเราเป็นซึมเศร้าหรือเปล่า ภาวะซึมเศร้าหรือว่าโรคทาง mental health ของแต่ละคนมันหน้าตาไม่เหมือนกัน หนังสือที่บอกว่ามันอาจจะมีอาการอย่างนี้ แต่ในแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน บางคนเป็นคนที่นอนง่าย ช่วงนี้เริ่มนอนยาก เริ่มผิดปกติและสังเกตตัวเอง บางคนเป็นคนนอนไม่ได้ ช่วงนี้ไม่อยากตื่น ตื่นมาแล้วอยากตาย ไม่อยากทำอะไรเลย หรือเคยเป็นคนกินข้าวอร่อย กินไม่ได้ หรือเป็นคนที่ไม่ปกติ ไม่ค่อยมี food calving กินได้ไม่หยุด ความสุขมาจากการกินอย่างเดียว เราก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าช่วงนี้เราเปลี่ยนไป เรารู้จักตัวเองดีที่สุด ไม่ต้องไปขอถามใครว่ารู้สึกผิดหรือรู้สึกถูก แล้วเดี๋ยวนักจิตเขาจะบอกเราเองว่าจากนี้ไปทำอะไรต่อดี

วงการจิตวิทยาในไทยเปลี่ยนไปเยอะไหมในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ?

เขื่อน ภัทรดนัย : ดีขึ้นเยอะ คนเข้าใจมากขึ้นว่าไม่ต้องรอให้ถึง the end of the life แล้วค่อยไป แต่ว่าอาการเริ่มไม่ปกติและความสุข มันเริ่มไม่เยอะ ชีวิตมันเริ่มสวิงเกิน มันกลายเป็นแบบทุก 2-3 วัน ฉันเหวี่ยง ฉันวีน คนเริ่มเข้าถึงได้มากขึ้น แต่สิ่งที่เขื่อนอยากพูดให้มันชัดเลย ซึ่งอันนี้เราหนีไม่ได้ การที่ไปเจอนักจิตบำบัดบวกเจอจิตแพทย์ มันไม่ได้เจอครั้งเดียวแล้วจบ มันคือ process เพราะฉะนั้นมันมีค่าใช้จ่ายที่สูง มันยังถือว่าเป็น high end service อยู่ ประกันน้อย ประกันก็มีความแบบถามเยอะว่าอย่างนี้ ๆ ก็ทำให้เบิกยากอีก คือถ้าไปเอกชนแล้วบัทเจทเราถึง ก็เข้าถึงได้ในระดับนึง แล้วมันก็ต่อเนื่องเจอนักจิตบำบัด มันไม่ได้เจอแบบเจอครั้งเดียว มันแบบเดือนนึงเจอ 2-4 ครั้ง รับยากินทุกวัน มันมีค่าใช้จ่าย ทีนี้มันไม่ใช่ทุกคนที่สามารถ accessible ได้ รัฐบาลก็มีแล้วก็เข้าถึงได้ ราคาก็ย่อมเยาด้วย แต่ว่าคิวก็ยังยาวอยู่ ใช้เวลายาวอยู่ คนก็รู้สึกว่ามันไม่ accessible ทีนี้ตอนทำงานต่างประเทศมันมี service เยอะที่แบบ demand กับ supply พอ ๆ กันเลยว่าฟรีไปเลย หรือไม่ก็ sliding scale จ่ายเท่าไหร่ก็จ่ายไหวมา ทีนี้เขื่อนว่าตอนนี้เราก็ต้องปรับไปที่บุคลากรทางด้าน mental health ยังขาดมาก ๆ คือเราผลิตบุคลากรไม่ทัน เราก็สามารถกลับมาที่แบบ Community Support ที่แปลว่าเราซัพพอร์ตกันก่อน ฉันอกหัก จริง ๆ อกหักบางคนต้องไปเจอนักจิตบำบัดเลยก็ได้ เพราะบางคนเขาไม่ไหว แต่บางคนอกหักคุยกับเพื่อนดีขึ้นก็มี เพราะงั้นเมื่อบุคลากรเราไม่พอ accessibility เรายังไม่ดี ทุกอย่างมันยังไม่ cover เราก็ต้องหันมาที่ Community Support กันก่อน

ทุกวันนี้ Community ของคุณเป็นยังไงบ้าง ?

เขื่อน ภัทรดนัย : ถึงเริ่มโปรเจกต์ จุดพักใจไลฟ์กับจุดพักใจ คือจุดพักใจมันเริ่มตรงที่ เขื่อนเอาไปป้ายไปตั้ง แล้วก็ให้นามบัตรเขา บอกเขาเลยว่าเรื่องนี้ confidential ไม่พุดต่อ ไม่เล่าต่อ ไม่มีการอัดเสียง ถ้าเกิดมีภาพก็ขออนุญาตเป็น consent ว่าเราเอาภาพไปแล้วตอบเรื่องวุขภาพจิตต่อ มีเวลา 10-50 นาทีที่จะคุยกับเขื่อน ทุกคนที่มาใช้เกือบ 50 นาทีเต็ม ๆ แล้ว 1 วันเขื่อนคุยกับเคสได้หรือคนที่มาระบายกับเขื่อนได้เต็มที่ 6-7 คน เราก็รู้สึกว่า 5 ชั่วโมง 40 นาที เราก็โอเคเสร็จ แต่พอเราเห็นไปข้างหลังมีคนต่อคิวอีกเป็น 100 ที่เขาแค่อยากมาระบาย เรารู้แล้วว่านี่คือปัญหาเรื่อง accessibility แล้วแปลว่าเราไม่สามารถ cloning ตัวเองได้ ก็เลยมาคุยว่า ถ้าเราทำเป็นจุดพักใจไลฟ์ สมมติมีคนโทรมาเรื่องนี้ คนที่เขาอาจจะโทรไม่ติดหรือว่าไม่กล้าโทร เขาจะรู้สึกได้ว่ามันมีความหวัง ปัญหาที่ฉันมึนึกว่าฉันเจอคนเดียวมีคนมีปัญหาเหมือนฉันแล้วยังเอาตัวรอดได้เลย มีความหวังได้เลย ฉันก็มีความหวังในตัวเอง อันนี้ก็คือ Community Support ทำให้เห็นว่าปัญหาบางทีก็ไม่ได้แก้ได้เลย ปัญหาบางอันมันต้องใช้เวลา ความเข้าใจ และการเติบโต เพราะฉะนั้นถ้าเราแก้ปัญหาเลยไม่ได้ เราสามารถแก้ได้ว่าเราไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวไปกับปัญหา แล้วพอเราไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวไปกับปัญหา ปัญหามันเบาลงไปเลยครึ่งนึง ก็ค่อยสร้าง Community ขึ้นมา เชื่อว่าเราทุกคนสามารถซัพพอร์ตใครคนนึงได้ ถ้าเราไว้และต้องการ

วันนี้มีอะไรไหมที่คนมาแบ่งปันแล้วมันเศร้ามาก และไม่คิดว่าจะได้เห็นเรื่องแบบนี้ด้วย ?

เขื่อน ภัทรดนัย : ก็ถ้าเป็น common them ก็เห็นได้บ่อยสุดเลยก็คือ 2 อันแล้วกัน 1.เป็นความรู้สึกว่าเขาไม่ดีพอ แล้วกลายเป็นความสำเร็จมันเป็นแค่เป้าหมายที่แบบพอพุ่งชนได้ มีความสุขได้แค่ 2 วัน ก็กลับมาทุกข์ ไม่สามารถอยู่กับปัจจุบันได้ พอวิ่งตามหา validation ไม่สามารถรักตัวเองได้ จะเห็นได้ค่อนข้างเยอะมาก คือรู้สึกว่าเขารักตัวเองได้แบบ 30% แล้วอีก 70% ต้องเป็น external validation เราต้องเติมด้วยตัวเอง เพราะว่าเราต้องท่องไว้เลย คนชมเราได้คนก็ด่าเราได้ คนรักเราได้คนก็เกลียดเราได้ ถ้าเกิดเรารักตัวเองได้ 100% ต่อให้คนไม่เข้าใจเรา ต่อให้ช่วงนี้คอนเทนต์มันไม่รัน ช่วงนี้ KPI เราไม่ดี เราก็รู้สึกว่ามันคือวันที่ไม่ดี ไม่ใช่ชีวิตที่ไม่ดี แล้วเราก็จะแบบ I’m 100% The rest is profit

การรักตัวเอง 100% คืออะไร ?

เขื่อน ภัทรดนัย : เขื่อนว่ามันจะไม่แฟร์เลยถ้าเอาใครเป็นตัวอย่าง เขื่อนขออนุญาตใช้ตัวเองเป็นเคส study แล้วกัน เขื่อนก็เป็นเด็กอายุ 13 ที่สมองส่วนหน้า forebrain lope ยังพัฒนาไม่เสร็จเลย เราก็ถูกจับโยนเข้าไปในโลกวงการบันเทิงค่อนข้างเร็ว เด็กอายุ 13 ไปอยู่ในสื่อ เราร็สึกว่าชาวเน็ตเขารู้จักเราเยอะกว่าที่เรารู้จักตัวเองอีก พอออกมาคนก็จะพูดเลยว่า คนนี้มันโกหก มันแอ๊บแมน มันเป็นอย่างนี้อย่างนั้น เรายังงงอยู่เลยว่าคอนเซปว่าแบบ ตอนนั้นในวัย 13 เราชอบแค่ไหน เราชอบอะไร ชอบใคร เราไม่รู้จักตัวเอง แต่ทำไมเรารู้สึกว่าทุกคนรู้จักเราไปหมดเลย แล้วเราอยู่ในบ้าน บ้านเขื่อนเป็นทุ่งลาเวนเดอร์ เรารักกัน อยากเป็นอะไรเป็น ทำอะไรทำ แต่พอออกมาข้างนอกแล้วแบบทำไมโลกมันใจร้ายจัง ทำไมทุกคนดูแบบเอาความทุกข์ตัวเองมาโยนใส่คนอื่น อันนี้ก็พูดตอนโตแล้ว พอเรา 13 เราออกมาแล้วเราโดนคนรุมหนักมาก ใน K-OTIC โดนชมหมด แล้วพี่ ๆ เรา 4 คน เรารักพี่เรามาก พี่เรา 4 คน คือ protect เรามาตลอด แต่เราเห็น แต่ก่อนในเว็บไซต์ต่างๆ คอมเมนต์ เราเห็นแล้วว่าพี่ ๆ 4 คนถูกชม แล้วเราเป็นจุดด่างดำของวง ว่าเราเป็น LGBT ซึ่งเรายังไม่รู้เลยว่าคืออะไร ทีนี้สมองส่วนหน้าที่ยังพัฒนามันก็ค่อย ๆ บอกเลยว่า ไม่ดีพอ ไม่คู่ควร ไม่ควรอยู่ตรงนี้ หลอกตัวเอง อย่าอยู่ อย่าทำ เราก็รู้สึกแล้วว่าเราไม่ดีพอ กลายเป็นว่าเด็กวัย 13 เข้าสู่ 14 เราเป็นเหมือนเป็ด ผิวสวย เราลอยอยู่บนน้ำนิ่ง ๆ แต่ว่าเท้าเราคือตะกาย ๆ ในวันนั้นก็คือเขื่อนรู้สึกว่าเขื่อนเป็นจุดดำของวง แล้วเราไม่รู้ว่าเรื่องนี้คุยกับคนอื่นได้หรือเปล่า ก็เคยเห็นคนอื่นที่เขาเปิดตัวแล้วทัวร์ลงเขา ฉันก็ไม่พูดสิ ฉันเห็นตัวอย่างแล้วว่าคนอื่นพูดไม่ได้ ฉันพูดฉันก็โดนสิ แล้วก็ท่องเลยว่าถ้าเราไม่ดีพอ เราจะแก้โจทย์ยังไง ฉันเป็นแค่ 30% เอาที่เหลือมาถม เป็นเด็กที่ไม่เหนื่อย ป่วยก็ทำงาน เขื่อนจะเป็นคนที่แบบยิ้มแย้มแจ่มใส เฟรนด์ลี่ ทำงานเก่ง ขยัน ถ้าเรียนก็ต้องเรียนทุน เป็นเด็กดีของที่บ้าน คือทุกอย่างเรารู้สึกว่าเราจะเป็น Control Freak เราจะเป็น Perfectionist ทุกอย่างมันต้องปลอดภัย เพราะว่าฉันกลัว กลัวว่าคนจะมาเห็นรอยร้าวว่าฉันจะไม่ดีพอ ทีนี้ปัญหามันคือเราไปติด Dopamine Hit ว่าเราสามารถหลอกตัวเอง แล้วก็หลอกคนอื่นได้ตลอดไป จนถึงขั้นที่ว่ารีบมีแฟน ต้องมีแฟน ไม่เคยไม่มีแฟน เพราะรู้ว่าถ้าไม่มีแฟนแปลว่าไม่ดีพอ ก็ต้องมีแฟน ต่อให้แฟนจะ Toxic ก็จะอยู่ เพราะรู้สึกว่ายอมอยู่กับแฟน Toxic ดีกว่าไม่ถูกรัก เพราะเราต้องการให้คนมาเติมเต็มฉัน ต่อให้เธอจะชกหน้าฉันแล้วกะโหลดเคลื่อนฉันก็เลือกจะอยู่ เพราะว่าการไม่มีเธอฉันรู้สึกว่าฉันไม่ดีพอ เรายอมอยู่ใน Toxic relation จนไปถึงแบบรู้สึกว่าถ้าเรารีบแต่งงาน รีบจบปริญญาเอก เรารู้สึกว่า ถ้าฉันทำอะไรเหล่านี้ได้ ถ้าฉันทำได้ทุกอย่างที่เป็นติ้กบล็อคพวกนี้ ทุกคนจะต้องรักฉันและยอมรับฉันแน่เลย จนถึงวันที่หย่า ในวันที่ตัดสินใจหย่า ตอนนั้นชีวิตยากมาก พึ่งเข้าปริญญาเอกได้ มันก็เป็นความฝัน จนตอนนี้เหลือแค่ defense paper แล้ว พึ่งเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัด แล้วถูกส่งไปแผนกจากลา bereavement เราแบบทำงานยังไง ยังเอาตัวเองไม่รอดเลย พึ่งเดินออกมาจากชีวิตคู่ตัวเอง แล้วต้องมาฟังตรงนี้ เราจัดการตัวเองยังไง ก็เลยนักจิตบำบัดจะมี supervisor ของตัวเอง เป็นที่ปรึกษาเราอีกทีหนึ่ง เขาเลยบอกเขื่อนว่ายูเขียนให้ไอดูหน่อยว่าอันนี้ฝั่งซ้าย ยูทำให้สังคม ที่แปลว่ายูทำให้คนที่เขาไม่อยากเข้าใจยูมาเข้าใจ กับฝั่งขวายูทำให้ตัวเองจริง ๆ ที่ยูมีความสุข มันไปอยู่ฝั่งทำเพื่อ People Pleaser หมดเลย ฝั่งที่ทำให้ตัวเองทุกวันนี้ยังจำไม่ได้เลยว่าในนั้นมีอะไรบ้าง อันนั้นคือวันที่เขื่อนลุกขึ้นมาเลยแล้วบอกว่าต้องรักตัวเองแล้ว เพราะตอนนี้ให้คนอื่นจนไม่รักตัวเองแล้ว แล้วก็ค่อย ๆ กลับมาถามว่าการรักตัวเองคืออะไรสำหรับเขื่อน ก็ค่อย ๆ เติมมา จนทุกวันนี้ไปได้ประมาณ 95% แล้วกัน ก็มีบางวันที่ตื่นมาแล้วก็ไม่รักตัวเอง บางวันก็ 90 แต่ว่าค่าเฉลี่ยแล้วมัน 95 วันไหนมันดีมันคือกำไร แล้ววันไหนไม่ดีก็แค่เริ่มใหม่ แล้วมันต้องมีวันที่เป็นวันของเราสิแต่มันต้องเริ่มจากที่เราก่อนนะว่าเราชอบตัวเองได้ 100% ก่อน ถ้าเกิดเราเป็นเหมือนเขื่อนที่แบบเป็นแค่ 30% เราต้องเอา 7 ภายนอก เราก็ไปอยู่ใน Toxic relation มีเพื่อนที่จะเอาเปรียบเรา ต้องกลายเป็นเครื่องจักรที่ต้องมีประโยชน์คนถึงจะรักเรา ต้องแบบให้คนชมเรา เราถึงจะดีพอ ตื่นมาแล้วหายใจแล้วบอกว่า I am enough ไม่สามารถทำได้ รู้สึกว่าต้องมีผลงาน ต้องมีเครดิต ต้องมีคนชม ต้องมีอะไรสักอย่างที่แบบบอกว่าฉันดีพอ ถึงจะรู้สึกว่า I am enough ได้ ทุกวันนี้แค่ตื่นมาแล้วหายใจ แล้วแฟนชงมัทชะให้กิน รู้สึกว่าชีวิตนี้โคตรดีใจเลย ชีวิตนี้ดีมากเลย แต่ก่อน grateful เรื่องพวกนี้ไม่ได้เลย แต่ก่อนรู้สึกว่า I have to be better, I have to be perfect ถ้าฉัน Perfect จะไม่มีใครจับได้ว่าฉันไม่ดีพอ ทุกวันนี้ตื่นมาแค่หายใจก็ดีใจแล้ว มีความสุข

อะไรคือสิ่งที่ทุกคนกังวลมากตอนนี้ ?

เขื่อน ภัทรดนัย : เขื่อนชอบนักปรัชญาคนหนึ่งชื่อ เคียร์เคอกอร์ (Kierkegaard) เขาบอกว่า ความกังวล (anxiety) เป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิต เรากำจัดมันไม่ได้เพราะมีสิ่งที่ต้องเลือกเยอะมาก แต่ชีวิตเรามีจำกัด หน้าที่ของเราคือเข้าใจว่าความกังวลเป็นกลไกให้เราโต และเลือกในสิ่งที่เราพร้อมจะรับผิดชอบ คนที่กังวลคือคนที่อยากมีชีวิต บนโลกนี้ไม่มีความรู้สึกที่ไม่ดีหรอก อารมณ์มันไม่มีอะไรดีหรือไม่ดี ทุกความรู้สึกคือความรู้สึก เช่น ความโกรธ กำลังบอกเราว่ามีคนมาล้ำเส้น (overstep boundary) เรานะ ปัญหาอยู่ที่การสื่อสารไม่เป็น ความอิจฉา ก็เหมือนกัน แปลว่าเราเห็นสิ่งดี ๆ ในตัวคนอื่น แต่เราเห็นได้เพราะเรามีสิ่งนั้นในตัวเอง ถ้าอิจฉาแบบเฮลตี้ (healthy) เราจะพัฒนาตัวเอง แต่ถ้าไม่เฮลตี้จะกลายเป็นการเกลียดและแซะแทน เพราะคนนั้นเป็นกระจกสร้างความอัปลักษณ์ที่เขาไม่อยากเห็นในตัวเอง ความกังวลเล็ก ๆ ระหว่างวันเป็นเรื่องปกติ เพราะเวลาจำกัด ค่าเฉลี่ยอายุคนไทย ผู้หญิงอยู่ได้ประมาณ 4,100 อาทิตย์ ผู้ชาย 3,900 อาทิตย์ ให้กังวลแบบพอประมาณ (moderation) อย่าให้ถึงขั้นไม่มีความหวัง

พอเปรียบเทียบอายุขัยเป็นสัปดาห์ ฟังดูชีวิตไม่ได้ยาวนานมาก ?

เขื่อน ภัทรดนัย : สั้นมากครับ เขื่อนคลั่งไคล้ (obsess) เรื่องนี้เพราะมันทำให้เขื่อนตื่นเลย เขื่อนรักแม่มาก ถ้าคุณแม่ไม่อยู่ก็ไม่รู้จะอยู่ยังไงเหมือนกัน ทีนี้คุณแม่เริ่มอายุเยอะและมีภาวะ SLE เขื่อนเลยมาคำนวณว่า คุณแม่เหลือเวลาอีกประมาณ 800 อาทิตย์เอง ถ้าเราไม่คิดเราจะไม่รู้เลยว่า "I only have 800 weeks with my mom." จากวันนี้ไปขอให้ทุกวันตื่นมาแล้วทำให้ดีที่สุดเพื่อแม่ น้องหมาเหมือนกัน อายุเฉลี่ยแค่ 700 อาทิตย์ เขื่อนจะจัดลำดับความสำคัญ (prioritize) ถูกว่าจะเอาเวลาให้ใคร การดู YouTube หรือ Netflix ไม่ผิด แต่ทำไปแบบมีสติ และจำไว้ว่าเวลาเราจำกัด แต่ก่อนชวนแม่ไปเที่ยวแม่ไม่ไปเลย เขื่อนเลยมานั่งทำกราฟนี้ให้แม่ดูว่า "แม่ ไปไม่ไปเรื่องของแม่นะ แต่เขื่อนซื้อตั๋วไว้ให้แล้ว เรามีเวลาอีกแค่ 800 อาทิตย์นะ" พอแม่เห็นแม่น้ำตาคลอเลย บอกว่าแม่ลืมคิดไปว่าเวลาที่แม่มีให้ลูกก็จำกัดเหมือนกัน นั่นเป็นครั้งแรกที่แม่ยอมเที่ยวต่างประเทศกับเขื่อนแบบไม่ต้องทำงาน สิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนได้คือ ความเสียดาย (regret) ถ้าวันหนึ่งท่านจากไปแล้วเรามาพูดว่า "ทำไมวันนั้นไม่ใช้เวลากับแม่ให้มากกว่านี้" เราทำได้แค่พูด

ทำไมถึงตัดสินใจไปเรียนโคลัมเบีย ?

เขื่อน ภัทรดนัย : จบโทจิตวิทยาที่อังกฤษแล้วเรียนเอกต่อ ใครที่อยากเรียนเพื่อตามใจคนอื่น อย่าทำ เพราะเรียนเอกมีโอกาสซึมเศร้าและเลิกกับแฟนสูงมาก ตอนนั้นเรียนเอกเพราะถ้าจะเป็นนักจิตวิทยาที่อังกฤษ ปริญญาตรีไม่พอ และเราคิดว่าถ้าเรียนเร็วคนจะยอมรับมากขึ้น แต่พอเข้าไปเราอายุแค่ 28-29 นั่งอยู่กับคนอายุ 40-50 เราแทบไม่มีอะไรไปแลกเปลี่ยนกับเขาได้เลยเพราะเราเรียนเร็วเกิน ทีนี้เราไปรู้ว่าคณะจิตวิทยาที่โคลัมเบียดังมาก สถิติรับเข้าคือ 3% ทั่วโลก เราก็ลองดู เอกสารวุ่นวายมาก และเราขอทุนด้วย ขนาดเราบอกว่าไม่คาดหวัง แต่เหมือนตกนรก 3 เดือน ตื่นมารีเฟรชอีเมลทุกวัน เราเป็นคน "Control Freak" พอทำอะไรไม่ได้นอกจากรอก็เลยทรมาน ตอนนั้นแม่พูดดีมาก บอกว่า "ถ้าลูกไม่ได้ไป แค่ลูกกำลังจะจบปริญญาเอก นี่ก็ความภูมิใจที่สุดของแม่แล้ว" วันนั้นเขื่อนรู้สึก grounded ลงมาครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่งเราก็มือซน ไปถามแชตจีพีที (ChatGPT) ว่าถ้าโคลัมเบียรับเข้าเขาจะพิมพ์ว่าอะไร ChatGPT บอกว่าถ้ารับจะขึ้นต้นว่า "Congratulations" แต่ถ้าไม่รับจะบอกว่า "Please visit our portal" พอเช้าวันหนึ่งตื่นมา อีเมลเด้งว่า "Please visit our portal" หัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเลย เราเลยบอกแฟนกับแม่มาอยู่เป็นเพื่อนหน่อย พอกดเข้าไปจอมันค้าง มันสั่น เหมือนถามว่า "Are you ready?" แล้วก็ขึ้นว่า "Congratulations!" และได้ทุนด้วย ร้องไห้เลยครับ เขื่อนอยากขอบคุณทุกสื่อและทุกคนที่มายินดีกับเขื่อน การไปครั้งนี้เขื่อนอยากไปเล่นระดับสเตจโลก (Global Stage) อยากได้ความรู้ที่ลึกขึ้น เป็น Psychology ด้าน Education และอยากเป็น practitioner ด้วย สุขภาพจิตที่ดีไม่ได้แปลว่าชีวิตจะไม่มีความทุกข์เลย แต่คือการที่เมื่อความทุกข์เข้ามา เราจะรู้ว่าจะรับมือยังไง

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top