สกู๊ปพิเศษ : ‘อะตอม-ชนกันต์’ หนุ่มนักกฎหมาย ที่ขอเลือกตามฝัน ทางเสียงเพลง

สกู๊ปพิเศษ : ‘อะตอม-ชนกันต์’ หนุ่มนักกฎหมาย ที่ขอเลือกตามฝัน ทางเสียงเพลง

วันจันทร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Tag :

“อะตอม” ชนกันต์ รัตนอุดม ค่อยๆ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง หลังแจ้งเกิดด้วยการเปิดตัวซิงเกิ้ลแรก พลีส (Please) เพลงเศร้าอกหักที่โดนใจคนมีรักอย่างจัง ตามติดด้วยเพลงของคนช้ำรักอย่าง แผลเป็น (SCAR) และล่าสุดกับยอดวิวที่มาแรงกว่าทุกครั้ง
ในเวลาไม่ถึง 1 เดือน ผลงานเพลงที่ 3 ของเขา ทางของฝุ่น (Dust) มีผู้ชมแล้วกว่า 15 ล้านวิว!!

“ทางของฝุ่น เป็นเพลงที่พูดถึงการปล่อยคนที่เรารัก ให้ไป
เจออะไรที่ดีกว่า ที่เราคิดว่าเราให้เขาไม่ได้ โดยบอกเขาว่าเราไม่เป็นไร เราโอเค แต่จริงๆ เราไม่โอเคครับ”


2 เพลงก่อนหน้า ‘อะตอม’ บอกว่าเขียนขึ้นจากเรื่องราวในชีวิต แต่กับเพลงนี้ คือการต่อยอดความคิด

“เพลงนี้จะไม่ได้ตรงกับเรื่องจริงของผม เหมือนอย่างเพลง Please แต่ว่าเพลงนี้เป็นสิ่งที่ผมต่อยอดมาจากความรู้สึก กับช่วงหนึ่ง
ที่คนสองคนเริ่มคิดว่าไปกันไม่ได้ ไม่รู้จะทำยังไง แล้วคิดว่าหรือเราจะปล่อยเขาไปเจอคนที่ดีกว่า ซึ่งผมก็เคยผ่านตรงนั้นมา แต่เรื่องจริง คือเราไม่ปล่อยหรอกครับ ในความรู้สึกผมไม่มีใครใจแข็งได้ขนาดนั้น แต่เพลงนี้คือต่อยอดขึ้นมาว่าถ้าปล่อย แล้วคนที่ปล่อยจะรู้สึกยังไง คงรู้สึกอึดอัดทรมานแบบที่เล่าในเนื้อเพลง”

ชื่อแรกที่ตั้ง คือ ทางของเธอ

“หลังจากคุยกับผู้ใหญ่ ผ่านที่ประชุมมาหลายครั้ง จนพี่ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า บอกว่าลองชื่อทางของฝุ่นไหม เพราะทีแรกผมเขียนไว้ว่าชื่อ ทางของเธอ แล้วจะเปลี่ยนมาเป็น ฝุ่น เฉยๆ ก็ซ้ำกับพี่ๆ บิ๊กแอส เคยมีไปแล้ว พอพี่ตุลเสนอขึ้นมาก็เลยสรุปเป็นชื่อ
ทางของฝุ่น ครับ”

ซาวนด์ดนตรีที่เปลี่ยนไป

“เพลงนี้ จะมีความเป็นบลูส์เยอะขึ้นครับ ส่วนของดนตรียังคงเป็นโซล ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบอยู่แล้ว แต่ 2 เพลงแรกเรายังหาช่องที่จะใส่เข้าไปเยอะๆ ไม่ได้ ก็เลยมาปล่อยในเพลงนี้แทน เพลงนี้ด้วยเนื้อหาด้วยดนตรี เอื้อให้เราใส่ได้เข้มข้นมากขึ้น ก็เลยตัดกีตาร์อคูสติกออก เป็นกีตาร์ไฟฟ้าแทน และก็เพิ่มเครื่องเป่าเข้ามา แต่ถึงเวลาเล่นสด ผมก็ยังจะเล่นกีตาร์โปร่งด้วย เพราะไม่รู้จะเอามือไปไว้ที่ไหนครับ (หัวเราะ) เวลาเล่นสดก็จะมีความเต็ม ความอิ่มในอีกแบบหนึ่ง”

ยอดวิวของมิวสิกวีดีโอที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“ส่วนของเอ็มวี เนื้อเรื่อง คอนเซ็ปต์ ผมยกเครดิตให้ทีมผู้กำกับ ทีมทำภาพทุกคน ทีมงานของค่ายไวท์มิวสิค ที่ช่วยกันคิดขึ้นมา ผมชอบทุกสิ่งที่ออกมา รวมทั้งนักแสดง เพราะพระเอกแค่ยืนเฉยๆ ก็น่าสงสารแล้วครับ (ทำไมไม่แสดงเอง?) ผมคงทำได้ไม่ดีเท่านักแสดงจริง เลือกคนที่มีฝีมือมาถ่ายทอดอารมณ์ดีกว่าครับ และมิวสิกวีดีโอก็ช่วยผลักให้เพลงเข้าถึงคนฟังได้มากเลยครับ”

สิ่งที่จุดประกายโลกแห่งเสียงดนตรีของอะตอม

“สมัยเด็กๆ คุณพ่อ-คุณแม่เปิดเพลงให้ฟังตลอดครับ ช่วงอนุบาลจะได้ยินลูกทุ่งเยอะ คุณแม่ชอบพุ่มพวง ดวงจันทร์ เราก็จะได้เริ่มร้องจากเพลงลูกทุ่งเป็นหลัก จนมาเจอความชอบทางดนตรีแนวอื่น ก็ค่อยๆ ขยับขยาย โตไปตามกาลเวลา ซึ่งคุณแม่เป็นนักร้องมหา’ลัย คุณพ่อก็เล่นกีตาร์ คือถึงแม้ทั้งสองท่านจะไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับดนตรี เพราะเป็นนักกฎหมาย แต่ก็ชอบเล่น
ชอบร้องเป็นงานอดิเรก ผมเลยได้รับการปลูกฝังให้ชอบดนตรีตั้งแต่เล็กๆ”

เริ่มจับกีตาร์ตั้งแต่ ป.5

“เห็นเพื่อนเล่นกีตาร์ แล้วดูเท่ดีครับ ทำให้อยากเล่นเป็นบ้าง ก็กลับบ้านไปขอพ่อแม่เรียน เรียนบ้าง ฝึกเองบ้าง มีหนังสือสอนเล่นกีตาร์เก่าๆ ของคุณพ่อ ก็เอามาลองทำตามดู ถามเพื่อน ถามอาจารย์บ้าง กว่าจะเล่นเป็นเพลงได้ ก็ประมาณปีหนึ่งครับ จากนั้นก็เริ่มแต่งเนื้อเพลง เพราะก่อนหน้านั้นผมเป็นคนที่ชอบเขียนกลอนอยู่แล้ว เวลาถูกสั่งการบ้านให้เขียนกลอน เราจะเขียนลื่น
ทั้งๆ ที่เพื่อนๆ เขียนกันไม่ออก เราก็เลยคิดว่าเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี ก็ฝึกเขียนมาเรื่อยๆ ครับ พอทำได้ ก็รู้สึกสนุก คราวนี้ก็ทำออกมาเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะเอาไปส่งค่ายเพลงหรืออะไรหรอกครับ แค่เรามีความสุขที่ได้ทำ ได้ลองอะไรใหม่ๆ ก็ทำให้พัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ”

จากเด็กอ้วน กลายเป็นนักดนตรีที่มีรายได้

“สมัยเด็กผมอ้วนมากครับ เป็นโดเรมอนเลย เคยหนักสุดประมาณ 80 สูงแค่ 160 แม่ก็จะแฮปปี้เห็นลูกกินเก่ง จนประมาณ ม.3 เขาเริ่มเห็นแล้วว่าไม่ไหว ลูกอ้วนมาก ผมมีพี่สาวอีกคนก็อ้วนเหมือนกัน คุณแม่เลยพาไปเข้าฟิตเนส หาเทรนเนอร์ให้ จะได้มั่นใจในตัวเอง เพราะเริ่มเป็นวัยรุ่นกันแล้ว ตอนนั้นเข้าฟิตเนสทั้งบ้านเลยครับ และก็ได้กลับมาสู่รูปร่างที่พอเหมาะพอควร (หัวเราะ) พอช่วงม.ปลาย ผมได้ไปเล่นดนตรีที่ร้านเพื่อน บ้านเขามีร้านอาหารใหญ่อยู่แถวรามอินทรา ได้ค่าจ้างครั้งแรก 3,000 บาท ตอนนั้นถือว่าเยอะมาก คงเป็นร้านเพื่อนด้วย พ่อ-แม่เพื่อนเขาก็เอ็นดูเรา เพราะหลังจากนั้นพอผมเข้ามหา’ลัย ไปเล่นดนตรีกลางคืน ที่ร้านนั่งดื่ม รายได้ถูกกว่านั้นครึ่งๆ เลยครับ”

ที่บ้านไม่สนับสนุนแต่เพราะใจรักจึงต้องแอบทำ

“พอเข้ามหา’ลัยผมเรียนนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เลือกเรียนกฎหมายตามคุณพ่อ-คุณแม่ พี่สาวก็เรียนทางนี้ แต่ก็เล่นดนตรีกลางคืนควบคู่ไปด้วย ที่บ้านไม่เห็นด้วยครับ เขาขอให้เลิก ซึ่งเขาก็เข้าใจว่าผมเลิกตั้งแต่จบ ปี 1 แต่จริงๆ ผมเล่นมาตลอด เพราะผมอยู่หอ เรียนที่ธรรมศาสตร์ ผมก็เล่นจบครบ 4 ปี มีชีวิตรอดมาได้ครับ (หัวเราะ)”

แอมมี่ The Bottom Blues ช่วยสานฝันให้เป็นจริง

“ช่วงเรียนปี 2 ผมไปทำเดโม่ที่ห้องอัดแถวทองหล่อ ได้เจอกับพี่แอมมี่ ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เป็นโชคดีของผม ที่ได้ไปเจอพี่แอมมี่ในวันนั้น ทำให้ได้เอาเดโม่มาวางที่ค่ายสนามหลวง หลังจากนั้นก็ได้เซ็นสัญญา”

ใช้เวลา 3-4 ปีกว่าที่จะมีซิงเกิ้ลแรก

“ผมมีเพลงที่เสร็จแล้ว แต่ปัญหาของเราคือสไตล์ยังไม่ชัด และหาโปรดิวเซอร์ที่จะมาพัฒนาเรายังไม่ได้ ทุกคนมีงานล้นมือ
จนสุดท้ายได้มาเจอ พี่บอล อพาร์ตเมนต์คุณป้า การได้เจอพี่บอลเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของผม ที่ได้มีเพลงของตัวเอง ได้ออกไปเจอศิลปินเก่งๆ ได้ร่วมงานกับศิลปินหลายๆ ท่านครับ”

ความสนุกของการเป็นศิลปิน

“การได้ออกไปเจอคนฟังครับ ออกไปเล่นคอนเสิร์ตสดๆ ซึ่งดีใจมากๆ ที่ทุกวันนี้ได้ออกไปทำจริงๆ เราได้อยู่บนเวที ได้ร้องเพลงที่เราแต่งเอง แล้วมีคนร้องตามได้ เป็นสิ่งที่เอ็นจอยทุกครั้งที่ได้ออกไปหาคนฟัง เหมือนรับส่งพลังกันครับ เวลาอยู่บนเวที เราได้รับพลังกลับมา เติมเต็มให้เรามีกำลังใจในการทำเพลงต่อๆ ไป”

งานกฎหมาย กับ งานเพลง

“ถ้าถามถึงงานที่นอกเหนือจากงานเพลง ตอนนี้ยังไม่ได้คิดอะไรเลยครับ ถ้าทางกฎหมายล่าสุดที่ทำก็คือการสอบทนายผ่าน แล้วก็เก็บไว้ก่อน (หัวเราะ) การเลือกเรียนกฎหมายเป็นอะไรที่ค่อนข้างเซฟสำหรับผมในตอนนั้น เพราะเราไม่รู้ว่างานดนตรีจะไปได้ถึงจุดไหน จะสามารถเลี้ยงตัวเองได้รึเปล่า แต่สุดท้ายก็เป็นโชคดีของผมที่มีโอกาสพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นว่าจริงๆ เราทำได้ เขาก็โล่งอกไปประมาณหนึ่ง แต่เขาก็ยังเตือนเสมอว่าที่ตรงนี้ไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด มีขึ้นมีลง เด็กใหม่เก่งๆ เดี๋ยวเขาก็มา แต่ถ้าให้เลือกระหว่างดนตรี กับกฎหมาย ผมก็อยากอยู่กับดนตรีให้ได้นานที่สุดครับ”

สำหรับแฟนเพจ Atom ที่พักหลังมานี้ เจ้าตัวบอกเข้าไปตอบน้อยมาก เลยฝากอ้อนมาว่า ต้องขอโทษด้วย และอย่าเพิ่งหนีหายกันไปไหน เพราะจากนี้จะพยายามเข้าไปอัพเดทข่าวสารให้ติดตามกันบ่อยขึ้นจ้า...

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top