วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569
ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ กับพิธีกรรายการ ขิม-ทิพย์ลดา พูนศิริวงศ์
นอกจากจะเป็นนักวิชาการแล้ว ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ยังเป็นนักอนุรักษ์ตัวยง แถมยังรักงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ จนออกหนังสือมาแล้วกว่า 100 เล่ม ล่าสุดรายการ “ผู้หญิงแนวหน้ากับคุณแหน”ทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทางสถานี TNN2 ช่อง 784 ช่วง Focus On พิธีกร “ขิม-ทิพย์ลดา พูนศิริวงศ์” ได้ตามไปพูดคุยด้วยถึงบ้านดร.ธรณ์ กันเลยทีเดียว
ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เล่าว่า “ผมเป็นนักอนุรักษ์ที่ค่อนข้างแปลก เพราะว่าเกิดที่ใจกลางเอกมัย อยู่กับความเจริญ เป็นคนเมืองแท้เลยครับ เพราะผมเกิดที่นี่และอยู่ที่นี่มา 50 ปีจนถึงปัจจุบัน เพียงแต่ว่ามีโอกาสตามคุณพ่อซึ่งทำงานเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯสมัยนั้น ก็ได้ตามไปอุทยานแห่งชาติ ไปทะเล ไปโน่นนี่นั่นหลายที่ ตั้งแต่เด็กๆ ก็เลยเริ่มชอบ คือมันไม่ใช่แค่ความชอบเหมือนกับคนไปเที่ยวป่าสมัยนี้ เพราะผมตามคุณพ่อ เพราะฉะนั้นจะมีโอกาสไปฟังคุณพ่อคุยกับเพื่อนๆ ข้าราชการด้วย
ตอนนั้นผมเด็กมาก ผมไปกับคุณพ่อตั้งแต่ 3-4 ขวบ คือเป็นลูกคนเดียวมา 8 ปี เพราะฉะนั้นก็เลยต้องตามคุณพ่อตลอด เวลาคุณพ่อเข้าประชุม ผมก็วิ่งเล่นอยู่แถวนั้น มันก็ได้สัมผัส และก็ได้รู้ถึงปัญหามาตลอด ที่จำได้และติดตาก็คือ ความสวยของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นป่าเขาหรือท้องทะเลในยุคนั้นมันก็ติดตามาตลอด

ถามว่าตรงนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้ปัจจุบันเป็นนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับทะเลหรือเปล่า ก็คือชอบธรรมชาติ คิดว่าคงเป็นเพราะตรงนั้นนะครับ เพราะว่าตระกูลผมก็เป็นข้าราชการมาหลายชั่วคน พอมาทำด้านนี้ก็รู้สึกว่าอย่างแรกสุด คือตัวเองเป็นลูกคนโตรู้สึกว่าตระกูลนี้ต้องมีข้าราชการ ผมก็ต้องเป็นข้าราชการ และก็เวลามาทำงานก็อยู่ด้านธรรมชาติมาตลอด ก็เลือก มันเหลือแค่เลือกระหว่างป่ากับทะเลเท่านั้นว่าจะไปทางไหน แล้วก็ตัดสินใจ ตอนเด็กๆ ม.3 ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะมาเรียนเรื่องทะเล เพราะว่าไม่ค่อยมีคนเรียน แล้วคุณพ่อก็บอกว่าทะเลคืออนาคตก็เลยสนใจทะเล แล้วก็เรียนมาตลอด ปริญญาตรีปริญญาโท และปริญญาเอก
ส่วนเรื่องเขียนหนังสือนั้น ผมชอบเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว เพราะว่าชอบการเขียนหนังสือมาตั้งแต่เด็ก คือชอบอ่านหนังสือมาก แล้วพอชอบอ่าน ส่วนใหญ่มันก็จะชอบเขียน ก็พยายามเขียนมา เขียนมาตั้งแต่ ม.2-ม.3 คือพยายามเขียนมาเรื่อยๆ ลงกระป๋องไปหลายสิบหลายร้อย ไม่รู้กี่ร้อยเรื่อง แต่เราก็เขียนมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ได้เริ่มตีพิมพ์ เริ่มได้ลงนิตยสาร เริ่มลงอะไรต่ออะไร ก็เขียนต่อมาจนถึงปัจจุบัน
ก็เขียนหนังสือขายประมาณสัก 130 เล่มได้ เพราะผมเขียน 2 แนว ผมเขียนแนวทะเล ทะเลนี่มีอยู่ประมาณ 20 เล่ม มันจะมีทั้งเล่มใหญ่ เล่มเล็ก เขียนการ์ตูนเด็กอนุบาลก็เขียน เขียนให้มาเรื่อยๆ ขณะที่เรื่องท่องเที่ยว อันนั้นเป็นความชอบส่วนตัวอยู่แล้ว ก็เขียนเรื่องซีรี่ส์ท่องเที่ยวออกมาอีกหลายสิบเล่ม แล้วก็ไปทำหนังสือโน่นนี่นั่น เยอะแยะ ว่าง่ายๆ รวมกันก็ 100 กว่าเล่ม

ล่าสุดถามว่าเขียนเรื่องอะไรอยู่ คือเวลาไม่ค่อยมี ก็ตอนนี้มีเขียนเรื่อง วาฬบรูด้า เพราะวาฬบรูด้าเพิ่งเป็นสัตว์สงวน ผมใช้คำว่าสารคดีจินตนาการเรื่อง “วาฬบรูด้ากับปริศนา 7 ประการ” ก็จะค่อนข้างสนุก มันจะเป็นแฟนตาซี ถ้าใครเคยอ่าน “ใต้ทะเลมีความรัก” จะเข้าใจ จะแนวแบบนั้น แล้วอีกอันก็จะเป็นหนังสือท่องเที่ยว เขียนคู่กันมา วาฬบรูด้าจบแล้ว กำลังเข้าโรงพิมพ์ท่องเที่ยวเรื่อง “สองฝั่งปาย” ถามว่าผมชอบเที่ยวมากมั้ย คือจริงๆ การเที่ยวของผมคือ การเรียนรู้ ผมเชื่อที่คุณเช บูดีวา เขาพูด เขาบอกว่า หากรักอยากเปลี่ยนโลก ต้องให้โลกเปลี่ยนเรา เพราะฉะนั้นนั่นคือจุดประสงค์ของการท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่ความเพลิดเพลิน เที่ยวแล้วมันเห็นโน่นเห็นนี่ แล้วมันต้องมีการค้นคว้าด้วย
พูดถึงเรื่องการค้นคว้า อย่าไปคิดว่ามันต้องอยู่เฉพาะในพิพิธภัณฑ์ ทุกเรื่องมีสตอรี่ทั้งนั้น ผมชอบช็อปปิ้งเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว อย่างกระเป๋าชาแนล ก็มีการค้นคว้า ต้องค้นคว้าว่ารุ่นไหนๆ เปิดเว็บไซต์หรืออะไรพวกนี้ ทุกอย่างเป็นการค้นคว้า แล้วเผอิญตัวเองชอบหลายอย่าง คือจริงๆ ส่วนตัวเป็นคนชอบค้นคว้า ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า ช็อปปิ้งแบรนด์ดังๆ หรือจะเป็นศิลปวัฒนธรรม รูปวาดชื่อของศิลปินดังๆ หรือธรรมชาติ ผมค้นหมด พอค้นแล้วมันรู้สึกอะเลิร์ท ค้นแล้วโอ้โหชีวิตคน คือชอบชีวิตของคนหลายต่อหลายคนที่เขาแสดงให้เราเห็นในประวัติศาสตร์ว่า เขามีแรงบันดาลใจ มีอะไรต่ออะไร

สำหรับเรื่องงานของผมนั้น คืองานจริงๆ ผมเป็นอาจารย์นะครับ อาชีพหลักเป็นอาจารย์ เป็นรองคณบดี ที่คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ แต่ตอนนี้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ก็คือผมเป็นกรรมการท่องเที่ยวแห่งชาติ ผมเป็นกรรมการทะเลแห่งชาติ แล้วผมก็เป็นที่ปรึกษาท่านอธิบดีกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นสามเรื่องที่เอามาเกี่ยวกัน ก็คือเรื่องของการพัฒนาทางด้านการท่องเที่ยว แล้วก็เรื่องทะเลตรงๆ แล้วก็เรื่องของอุทยานแห่งชาติ จริงๆ มันก็เป็นอะไรที่ชำนาญอยู่แล้ว
คือวิธีการทำงานของผม ไม่ค่อยใช้วิธีพูด เพียงแต่ว่าสิ่งที่คนไทยต้องการมากที่สุดก็คือการมองเห็นด้วยสายตา เพราะฉะนั้นเราก็เลยต้องลงไปพื้นที่ ลงพื้นที่ไปเกาะพีพีเดือนละ 2 ครั้ง แล้วสำคัญที่สุดก็คือไม่ได้อะไรเลย ไม่มีโครงการ ไม่มีอะไรเลย ไปด้วยความรู้สึกว่าอยากทำ
ประเทศไทย ณ ตอนนี้ เราจะเจอนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการพัฒนาของเรามันก็เลยจะมีปัญหา เพราะคนมันจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ เกาะเรามีเท่าเดิม หาดเรามีเท่าเดิม มันจะแออัดจนกฎกติกาบางทีมันเอาไม่อยู่ เราก็เลยต้องเน้นว่าเราต้องพยายามทำอะไรให้มากขึ้น แล้วเราจะเอาบทเรียนจากต่างประเทศมาใช้กับเมืองไทยตรงๆ ก็ไม่ได้ เพราะว่าความแออัดยัดเยียดของเรา มันต่างกับต่างประเทศค่อนข้างเยอะ

แล้วแนวทางที่ทำก็คือ พยายามจะทำอะไรให้สำเร็จ คนไทยบางครั้งก็ผิดหวังว่าการพูดๆ แล้วมันไม่สำเร็จ ยกตัวอย่างสัตว์สงวนนี่ไม่มีมา 30 ปีแล้ว หายไปเลย 15 ตัวอยู่มา 30 ปี เราก็มาผลักดันวาฬบรูด้า ฉลามวาฬ ให้เป็นสัตว์สงวน ก็ได้สัตว์สงวนมาอีก 4 ตัวภายในรอบ 30 ปี เพิ่งผ่าน ครม.ไป เพราะฉะนั้นอย่างนี้คนเขาก็รู้สึกมีความหวัง คือถ้าเกิดเราจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง ต้องการให้ประเทศไทยดีขึ้น สำคัญที่สุดไม่ใช่การแก้ปัญหา สำคัญที่สุดก็คือ ให้ความหวัง ซึ่งความหวังจะเกิดได้ต่อเมื่อมีการกระทำ
สำหรับคนไทยถ้าอยากอนุรักษ์หรืออยากร่วมมือจริงๆ ตอนนี้ผมมีเฟซบุ๊คชื่อว่า thon คนตามกันเยอะ คือเวลาเราเขียน ผมจะไม่เคยด่าใครโดยที่ไม่บอกทางออก ต้องบอกว่ามันมีทางออกทางไหน นั่นสำคัญที่สุด ถ้าเกิดติติงหรือจะแนะนำใครมันต้องมีทางออกให้เขา ไม่ใช่แนะนำว่าคุณผิด จบ เพราะฉะนั้นใช้เฟซบุ๊คแล้วก็ทำในต่างๆ ที่มันต้องต่อเนื่องกัน ถ้าเกิดเราเข้าใจภาครัฐ ผมไม่เคยปฏิเสธภาครัฐนะ ตัวเองก็เป็นข้าราชการมาตลอด ถ้าเกิดทำไปด้วยกัน มันเห็นผลได้ มันมีการเปลี่ยนแปลงได้
กับเรื่องที่ว่าทำงานเยอะแบ่งเวลาอย่างไรนั้น จริงๆ ผมไม่ได้แบ่งเวลาเลยครับ คือถ้าเกิดเราชอบมันเนี่ย คนเราชอบเราทำได้ผมรับประกันได้ ส่วนเรื่องออกทะเลไม่เป็นปัญหา เพราะผมชอบมาตั้งแต่เด็ก ปัญหามีอย่างเดียวคือ การเข้าประชุม เข้าประชุมแล้วผมเครียด ไม่เห็นต้นไม้ เพราะฉะนั้นอยากฝากคุณพ่อคุณแม่ถ้าเกิดลูกคุณชอบอะไรให้เขาทำไปเถอะ เพราะว่าจริงๆ แล้วความฝันของเด็กมีความสำคัญมากกว่าความหวังของผู้ใหญ่ครับ”


โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี