วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569
"เรือนจำพิเศษพัทยา” เป็นหนึ่งในไม่กี่เรือนจำที่ใช้คุมขังผู้ต้องขังชาย-หญิง รวมทั้ง “กลุ่มหลากหลายทางเพศ” โดยมีมาตรการในการบริหารจัดการและดูแลผู้ต้องหากลุ่มหลังอย่างเด่นชัด เช่น มีแนวทางในการจำแนกเขตแดนของผู้ต้องขังกะเทย กะเทยแปลงเพศ และทอม ตามอัตลักษณ์ทางเพศที่ปรากฏ
อย่างไรก็ดี ผู้ต้องหากลุ่มหลากหลายทางเพศยังสามารถมีวิถีชีวิตในเรือนจำที่อยู่ร่วมกับผู้ต้องหาอื่นได้อย่างเป็นปกติ เช่น ผู้ต้องขังชายที่มีจิตใจเป็นหญิง หรือ “กะเทย” ซึ่งอาจยังไม่ได้“เฉาะ” จะต้องทำกิจกรรมต่างๆ เช่นเดียวกับผู้ต้องขังชายคนอื่นๆ เว้นแต่ช่วง “เวลานอน” ที่ต้องแยกไปนอนห้องของตัวเอง
ขณะที่ “ฟุตบอล” ถือเป็นกิจกรรมอันโดดเด่นของเรือนจำแห่งนี้ เพราะถูกนำมาใช้เป็นกิจกรรม “เชื่อมสัมพันธ์” สำหรับผู้ต้องขังในแดนชาย ซึ่งรวมถึงผู้ต้องขังกะเทยที่ยังไม่ได้แปลงเพศ โดยจัดการแข่งขันช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ของทุกปี ภายใต้ชื่อ...
.jpg)
“สันติคัพ”!!!
“วัชรวิทย์ วชิรเลอพันธุ์” ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษพัทยา เล่าถึงที่มาของ “สันติคัพ”ว่า ในอดีตพัทยามีปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม ไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้จำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกินกว่าที่จะรับได้ และถึงแม้ว่าจะถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำก็ไม่ได้ทำให้ปัญหาการลักลอบซื้อยาเสพติดหมดไป เพราะผู้ต้องขังเปลี่ยนรูปแบบการซื้อขายไปเรื่อยๆ ทางเรือนจำจึงคิดหาวิธีเบี่ยงเบนความสนใจของผู้ต้องขังด้วยกิจกรรม “สันติคัพ”
“เราจัดสันติคัพขึ้นทุกวันที่ 1 พ.ย.-31 ธ.ค.ของทุกปี แบ่งเป็น 4 สาย มีทั้งหมด 32 ทีม เราจะคัดเลือกตามจำนวนคนในแดนนั้นๆ รวม 11 แดน คือ แดน 1-3 มี 877 คน จะต้องส่งตัวแทนลงแข่งแดนละ 1 ทีม, แดน 4-5 มี 2,300 คน จะส่งตัวแทนลงแข่งแดนละ 8 ทีม, แดน 6-8 มี 234 คน จะต้องส่งตัวแทนลงแข่งแดนละ 1 ทีม เมื่อได้ทีมครบจะจับสลากแบ่งกลุ่ม โดยรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศ ทางเจ้าหน้าที่เรือนจำจะเป็นผู้จัดหาให้ตามความเหมาะสม” ผบ.เรือนจำฯ ระบุ
ผู้บัญชาการเรือนจำฯ ยังบอกอีกว่า ตั้งแต่มีกิจกรรม “ดวลเกือก” สันติคัพ ในปี 2554 ปัญหายาเสพติดในเรือนจำลดลงอย่างเห็นได้ชัด และกิจกรรมดังกล่าวยังกลายเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้ต้องขังผ่อนคลายจากความเครียดในการใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
.jpg)
ด้าน “กระแต”(นามสมมุติ) อายุ 28 ปีผู้ต้องขังกะเทยคดียาเสพติด เล่าว่า การแข่งขันฟุตบอลเป็น “ไฮไลท์” ของที่นี่ ตนมีส่วนร่วมในการแข่งขันฟุตบอลเช่นกัน แต่เป็นการแข่งขันในเกม “เปิด-ปิดสนาม” ซึ่งเป็นเกมเรียก “สีสัน” ที่ให้เฉพาะผู้ต้องขังกะเทยแต่ละแดนมาแข่งกัน ก่อนจะให้ผู้ต้องขังชายได้ลงเตะในเกมจริง ซึ่งการแข่งขันในเกมเปิดและปิดนั้น กะเทยจะได้รับ “อนุญาตให้สวย” แต่งตัว แต่งหน้าทำผม ได้อย่างเสรี เพื่อเป็นสีสันของงาน ซึ่งตนและเพื่อนกะเทยจะรู้สึกตื่นเต้นกับช่วงเวลานั้นเป็นพิเศษ เพราะกะเทยจะเป็นเสมือน “ดาวเด่น” ของงาน
ดูแล้ว...การแข่งขันฟุตบอลนับเป็นกิจกรรมที่ดีเพราะทำให้ผู้ต้องขังกะเทยได้มีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมของพวกผู้ชายในเรือนจำ แต่หากเรามองสถานการณ์นี้ด้วยมุมมองของ “นักสิทธิมนุษยชน” แล้วการที่กะเทยได้ร่วมกิจกรรมแข่งฟุตบอลในรูปแบบและวิธีการเช่นนี้ อาจยิ่ง “ตอกย้ำ” ให้เห็นถึงการ “เลือกปฏิบัติ”
แสดงให้เห็นถึงการแบ่งแยกจากสังคมอย่างเด่นชัดหรือไม่.???
สิ่งที่ต้องอธิบาย ประการแรก คือ ภาพ “เหมารวม” ของสังคมที่ไม่อาจปฏิเสธได้ คือ กะเทยถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ต้องเกี่ยวพันอยู่เฉพาะกับเรื่องสวยๆ งามๆ ความสนุกสนาน การแสดงแสงสี และมักมีภาพปรากฏเป็น “ตัวตลก” ของสังคม อย่างที่เห็นตามหน้าสื่อต่างๆ ทั้งที่จริงๆ แล้ว...
“ไม่ใช่” ทุกคนที่อยากเป็นตัวตลกของใคร!!!
“ขวัญ” (นามสมมุติ) อายุ 24 ปีผู้ต้องขังกะเทยคดีลักทรัพย์ เล่าทั้งน้ำตาว่า จริงๆ ตนอยากลงแข่งขันฟุตบอลปกติเฉกเช่นผู้ชาย เพราะดูแล้วน่าสนุกกว่าที่จะมาแข่งขันกันแบบสนุกติดตลก และเชื่อว่าตนมีความสามารถมากพอที่จะลงสนามใหญ่ได้ แต่เราก็ทำได้เพียงเป็น “สีสัน” ของงานในเกมเปิด-ปิดเท่านั้นเพราะผู้ต้องขังกะเทยถูกเลือกให้มีส่วนร่วมได้เพียงแค่นี้
“ไม่ใช่เพียงเรื่องการแข่งขันกีฬาเท่านั้น ที่กะเทยถูกคิดแทน หรือถูกเลือกให้ เกือบทุกกิจกรรมในเรือนจำ เช่นเดียวกับการทำงานในเรือนจำ กะเทยก็ยังถูกเลือกให้ทำงานเบาๆ เช่น เย็บปักถักร้อย จัดดอกไม้ บริการ และดูแลเรื่องเอกสารต่างๆ เพียงเพราะถูกผู้คุมคิดแทนว่าเราเป็นกะเทย เป็นเพศที่อ่อนแอกว่าผู้ชายปกติทั่วไป ถึงเราอาจจะมีท่าทางตุ้งติ้งเหมือนผู้หญิง แต่เรายังมีกำลังเหมือนผู้ชายทุกอย่าง เพียงแค่เรารักสวยรักงามเท่านั้น” ขวัญ กล่าว
ในประเด็นดังกล่าว “วรรณพงษ์ ยอดเมือง”นักกิจกรรมจาก “สมาคมฟ้าสีรุ้ง” ให้ความเห็นว่า ถ้ามองในสายตาคนทั่วไป การแข่งขันฟุตบอลในเรือนจำเป็นกิจกรรมที่เรือนจำมี “เจตนาดี”ในการสร้างความผ่อนคลายให้แก่ผู้ต้องขัง และยังดึงกะเทยเข้ามามีส่วนร่วมกับผู้ชาย เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดี ลดปัญหาความขัดแย้งไปได้ แต่หากมองในประเด็น “สิทธิมนุษยชน” รูปแบบที่แบ่งให้กะเทยมีส่วนร่วมเพื่อเป็นสีสันได้เพียงเกมเปิด-ปิดสนาม ตอกย้ำให้เห็นถึงการ...
แบ่งแยกความเป็นคนด้วย “เพศวิถี”!!!
.jpg)
“ทำไมผู้ต้องขังกะเทยจึงเป็นได้เพียงตัวตลกก่อนเริ่มการแข่งขัน ทำไมกะเทยจะลงแข่งจริงร่วมกับผู้ชายไม่ได้ และทำไมกะเทยไม่มีสิทธิเลือก”
กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่านโยบายที่มีต่อกะเทยในเรือนจำแม้จะเป็นไปด้วยเจตนาดี แต่กลับตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่เข้าใจในธรรมชาติ และสิทธิของกะเทย ซึ่งมีความเป็นมนุษย์และมีสิทธิในกิจกรรมนันทนาการอันเกิดจากความต้องการของตนเองได้เช่นเดียวกับผู้ต้องขังชาย
นักกิจกรรมจาก “สมาคมฟ้าสีรุ้ง” กล่าวอีกว่า การแข่งขันฟุตบอลในเรือนจำที่มีรูปแบบการแบ่งการแข่งขันโดยแยกผู้ต้องขังกะเทยออกไปจากผู้ชายนี้เป็นเพียง “ตัวอย่างเล็กๆ” ตัวอย่างหนึ่งในหลายๆ เรื่องที่สังคมปฏิบัติต่อกลุ่มคนหลากหลายทางเพศอย่างผิดๆ อันมีเหตุมาจากการมองเขาเหล่านั้นเป็นคนที่ต่างไปจากพวก หรือ “แปลกแยก”
“แม้กิจกรรมจะมีเจตนาดีดังที่กล่าวไป แต่หากทำไปด้วยความไม่เข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ ในสิทธิของความเป็นคนที่ไม่ว่าจะเพศใดก็มีสิทธิเลือกและกำหนดรูปแบบชีวิตของตนเอง เจตนาดีนั้นก็กลับกลายเป็นผลร้ายที่ยิ่งตอกย้ำการเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้นต่อกะเทยหรือกลุ่มหลากหลายทางเพศให้มากยิ่งขึ้น” นักกิจกรรมสมาคมฟ้าสีรุ้ง กล่าวทิ้งท้าย
เรื่องนี้อาจทำให้ต้อง “ตั้งคำถาม” ต่อการแก้ไขปัญหาของกลุ่มหลากหลายทางเพศว่า...
สิทธิที่ถูก “ยัดเยียด” ให้ได้รับ หรือจำต้องยอมรับ…
เป็นสิ่งที่สมควร “หยิบยื่น” ให้หรือไม่???
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี