537.jpg
‘ไทยช่วยไทยพลัส’พุ่ง  ทะลุ1.4หมื่นล.  รัฐบาลตีปี๊บศก.ฟื้นตัว

‘ไทยช่วยไทยพลัส’พุ่ง ทะลุ1.4หมื่นล. รัฐบาลตีปี๊บศก.ฟื้นตัว

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ไทยช่วยไทยพลัส’พุ่ง

ทะลุ1.4หมื่นล.

รัฐบาลตีปี๊บศก.ฟื้นตัว

แห่ใช้21.85ล้านสิทธิ

คิวต่อไปฟู้ดเดลิเวอรี่

ธอส.ร่วมลงทะเบียน

บัตรคนจนถึง21มิ.ย.

รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทยพลัส” ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.4 หมื่นล้านบาท ผู้ใช้สิทธิกว่า 21.85 ล้านราย ร้านค้าเข้าร่วมเฉียด 1 ล้านร้านค้า กำลังซื้อฟื้นตัว ด้านธอส.เปิดรับลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐจนถึง 21 มิถุนายนนี้ หนุนผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงสิทธิ ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจฯ ลงพื้นที่กระบี่กระตุ้นยอดขาย-กำไร

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น.สะท้อนว่าโครงการได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องและช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันมีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,040,623 ราย


ขณะที่ยอดการใช้จ่ายสะสมภายในโครงการอยู่ที่ 14,099.82 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมสนับสนุน 8,205.35 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่าย 5,894.47 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 21,852,006 ราย สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากเข้ามาใช้สิทธิและเกิดการจับจ่ายใช้สอยจริงในระบบเศรษฐกิจ

ส่วนร้านค้าพบว่า มีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้ว 997,573 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 866,459 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 131,114 ร้านค้า นอกจากนี้ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,613 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) อีก 112,817 ร้านค้า สะท้อนถึงความสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง

น.ส.ลลิดา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงผ่านโครงการแล้ว 925,033 ร้านค้า ขณะที่ข้อมูลวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.พบว่ามีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้ว142,610 ราย แสดงให้เห็นถึงการตอบรับของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ตัวเลขการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ามาตรการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง ทั้งในมิติการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน การเพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย และการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ” น.ส.ลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของการใช้สิทธิผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิและขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการในระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.พร้อมสนับสนุนนโยบายของกระทรวงการคลังและรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ในการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มเปราะบาง โดยร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการของภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ธอส.จะดำเนินการรับลงทะเบียนและยืนยันสิทธิผ่านสาขาของธนาคารทั่วประเทศ ตลอดจนร่วมเป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนดโดย ธอส.จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนและยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2569 และประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ 1.เว็บไซต์หลักของโครงการ 2.แอปพลิเคชั่นทางรัฐ 3.แอปพลิเคชั่นเป๋าตัง และ 4.หน่วยงานรับลงทะเบียนในพื้นที่ ประกอบด้วย 5 หน่วยงาน ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

ดร.มหัทธนะ กล่าวต่อว่า การเข้าร่วมโครงการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ธอส.ในการเป็นส่วนหนึ่งของกลไกภาครัฐที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และส่งเสริมให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงสวัสดิการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตได้อย่างทั่วถึง โปร่งใส และเป็นธรรม อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนในระยะยาว

“ธอส.ดูแลประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผู้เปราะบางให้สามารถเข้าถึงสิทธิและโอกาสที่ภาครัฐจัดสรรได้อย่างเท่าเทียม ผ่านการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ทั่วถึง และเท่าเทียม เพื่อมีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” ดร.มหัทธนะ กล่าว

ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H BANK Call Center โทร.0-2645-9000 หรือ Facebook เพจ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารผ่าน G H BANK Social Media ทุกช่องทาง

ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ จ.กระบี่ จัดกิจกรรม ‘สมาร์ทโชห่วย ค้าปลีกยุคใหม่ : เพิ่มกำไร สร้างเครือข่าย ด้วยเทคโนโลยี’ เพื่อสร้างความรู้ที่จำเป็นและเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการร้านโชห่วย/ร้านค้าปลีกท้องถิ่น อาทิ ความรู้ด้านเทคโนโลยี AI , การบริหารร้านค้าปลีกยุคใหม่ , เทคนิคการบริหารร้านค้าปลีกให้ทันสมัย , บัญชี ภาษี และเทคนิคการจัดวางสินค้า โดยคุณสุดชาย สิงห์มโน ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการร้านค้าปลีก และคุณนพดลสังขพงษ์ ที่ปรึกษา Traditional Trade จากบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) มาช่วยเสริมแกร่งธุรกิจค้าปลีก โดยภายในงานฯ มีการออกบูธโดยเครือข่ายพันธมิตร ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมการขายโคคา-โคล่า เพื่อร่วมเฉลิมฉลองมหกรรมลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ FIFA , ผู้ให้บริการเทคโนโลยีระบบ POS ที่จะช่วยยกระดับร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกด้วยระบบการค้าสมัยใหม่ , สถาบันการเงินที่พร้อมนำเสนอแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ , บูธบริษัทไปรษณีย์ไทย และบูธสินค้าชุมชน ที่จะมาเพิ่มยอดขายเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้า

โอกาสนี้ได้รับความร่วมมือจากห้างมาเธอร์มาร์เช่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และห้างบิ๊กเบน ซุปเปอร์ค้าส่ง ซึ่งเป็นห้างท้องถิ่นที่ได้รับการยกระดับให้เป็นร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใน จ.กระบี่ เข้าร่วมสนับสนุนจัดกิจกรรมลดราคาสินค้ากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาพิเศษ มากกว่า 60 รายการ รวมถึงมีร้านค้าโชห่วย และร้านค้าปลีกอื่นๆ เช่น ร้านขายยา สินค้าเบ็ดเตล็ด อุปกรณ์เบเกอรี วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์การเกษตร ใน จ.กระบี่ และจังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมงานด้วย

นอกจากนี้ได้เชิญชวนร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกท้องถิ่นสมัครเข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ของรัฐบาล โดยร้านค้าใหม่สามารถลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส ตั้งแต่บัดนี้-31 กรกฎาคม 2569 และสมัครเป็นร้านธงฟ้าราคาประหยัดของกระทรวงพาณิชย์เพื่อรองรับการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนทั่วสารทิศรวมกว่า 49 ล้านคน ช่วยกระตุ้นยอดขายและเพิ่มรายได้ให้ร้านค้า ตลอดการดำเนินโครงการฯ 4 เดือน รวมทั้ง พิจารณาเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ

สำหรับผู้ประกอบการร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกชุมชนที่เข้าร่วมงานฯ จะได้รับคูปองส่วนลดซื้อสินค้า 700 บาท ใช้ซื้อสินค้าชุมชน สินค้า OTOP สินค้าอุปโภค-บริโภคจากร้านค้าภายในงานฯ เพื่อนำไปจำหน่ายต่อไป ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเพิ่มกำไรให้กับร้านค้า รวมทั้งสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งระหว่างร้านค้าปลีกกับร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบที่ผ่านการพัฒนาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนา เดินหน้าสู่การเป็น ‘สมาร์ทโชห่วย’ ในอนาคต ซึ่งจะเป็นการเสริมแกร่งธุรกิจให้มีความเข้มแข็งพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์และทุกการแข่งขันที่คาดว่าจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ดำเนินโครงการ “สมาร์ทโชห่วยพลัส” อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับผู้ประกอบการโชห่วยและร้านค้าปลีกประเภทต่างๆ ให้สามารถปรับตัวเข้าสู่การค้าสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านองค์ความรู้ การใช้เทคโนโลยี การบริหารจัดการร้านค้า และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ กิจกรรมในวันนี้จะเป็นรากฐานอันสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้และบูรณาการเครือข่ายผู้ประกอบการร้านค้าปลีกใน จ.กระบี่ตลอดจนจังหวัดใกล้เคียง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การยกระดับเป็น สมาร์ทโชห่วย อย่างเต็มรูปแบบต่อไป” นายพูนพงษ์ กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top