542.jpg
เซ่นอุทธรณ์บัตรคนจน ชาวบ้านดับ3 'อนุทิน'กุมขมับบี้ขรก. เดินเข้าไปหาประชาชน

เซ่นอุทธรณ์บัตรคนจน ชาวบ้านดับ3 'อนุทิน'กุมขมับบี้ขรก. เดินเข้าไปหาประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เซ่นอุทธรณ์บัตรคนจน
ชาวบ้านดับ3
'อนุทิน'กุมขมับบี้ขรก.
เดินเข้าไปหาประชาชน
กมธ.ซัดรัฐบาลล้มเหลว
ปรับเกณฑ์ก่อปัญหาอื้อ
โยนภาระให้ประชาชน

นายกฯ ลั่นเจ้าหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุกเข้าหาประชาชนที่ตกหล่นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังจากพบยายหมดสติ-ชาวบ้านเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต ระหว่างเดินทางไปยืนยันสิทธิ ด้าน “วีระยุทธ” ซัดล้มเหลวทั้ง ครม.ตัดสิทธิคนจน ส่วน รมว.คมนาคม-พม.ไม่สนใจแย้งข้อมูล จี้แก้เกณฑ์รอบ 3 ควรมองทุกมุม

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 22 กรกฎาคม ที่สวนนงนุชพัทยา จ.ชลบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีประชาชนเดินทางไปยืนยันตัวตน และสแกนใบหน้ารับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และเป็นลมหมดสติจนเสียชีวิต ที่ จ.น่าน รวมถึงกรณีที่ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 2 ราย จากอุบัติเหตุ ภายหลังเดินทางมาดำเนินการเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่นเดียวกัน ว่ากระทรวงมหาดไทย จะให้การบริการอย่างเต็มที่ ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตนเป็นคนพูดเองว่าไม่ใช่ให้ประชาชนเดินทางมาอุทธรณ์ แต่เราต้องลงพื้นที่ ต้องเดินไปหาประชาชนและไปตรวจสอบ ว่าใครยังตกหล่นหรือไม่ และต้องมานั่งแก้ไข พร้อมย้ำว่าเราต้องเป็นฝ่ายที่ทำงานเชิงรุก


ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ แถลงถึงข้อกังวลต่อการปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่ากรณีความวุ่นวาย จากคนจนที่ถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้เกิดจากกระทรวงการคลัง และนายอนุทิน เท่านั้น แต่เป็นปัญหาของ ครม.ทั้งชุด เพราะมีการตัดสินใจร่วมกันจนเป็นมติ ครม.เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เหตุใดขณะนั้น รมว.คมนาคม กลับไม่สนใจเกี่ยวกับประเด็นอายุรถยนต์ เข้าไปพิจารณาเลย แม้กระทั่ง รมว. การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ไม่ดูเรื่องจำนวนคนพิการ คนเปราะบาง ให้มีความแม่นยำ ที่สำคัญที่เป็นการปรับเกณฑ์ใหม่ ครั้งที่ 2 จากเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีปัญหาเรื่องเกณฑ์ภาษีที่ลูกเอาชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี ทำให้พ่อแม่ไม่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แม้แต่การพิจารณาครั้งใหม่ก็ยังมั่วกว่าเดิมอีก ดังนั้นนี่เป็นปัญหาการทำงานของทั้งรัฐบาลจริงๆ

นายวีรยุทธ กล่าวต่อว่า ขอส่งเสียงแทนกลุ่มเกษตรกรที่มีปัญหาจริงๆ เนื่องจากมีเกณฑ์การถือครองที่ดินเกิน 10 ไร่ จะถูกตัดสิทธิ แต่จากการตรวจสอบข้อมูลกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าค่าเฉลี่ยของเกษตรกรไทย ถือครองที่ดินคือ 17 ไร่ โดย 60% ถือที่ดินเกิน 10 ไร่ แต่จะนับว่าเขาพ้นความยากจนได้ยากเพราะปี 2567 เกษตรกรที่ปลูกข้าวหอมะลิ มีผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ เมื่อหักต้นทุนแล้วเหลือแค่ 1,300 บาทต่อไร่ เท่ากับคนที่ถือครองที่ดิน 10 ไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ จะมีผลตอบแทนเป็นรายได้สุทธิปีละ 13,000 บาทเท่านั้น แต่กลับตกเกณฑ์การพิจารณาถือครองที่ดิน โดยไม่ดูเรื่องราคาผลผลิตที่ไม่มีกำไรด้วยซ้ำ

นายวีรยุทธ กล่าวอีกว่า ส่วนการใช้เกณฑ์หนี้สินเกิน 100,000 บาท มาตัดสิทธิ์ แต่จากการสำรวจข้อมูลของกระทรวงเกษตรฯ พบว่าเกษตรกรไทย ต่อให้หักหนี้สินเพื่อการเกษตรแล้ว ยังเป็นหนี้อยู่ถึง 120,000 บาทต่อคน เกินหลักเกณฑ์ 100,000 บาทแทบทั้งหมด ขอให้รัฐบาลอย่าใช้เกณฑ์เดียวแล้วตัดสิทธิ์ แต่ควรใช้หลายเกณฑ์ที่บูรณาการข้อมูลร่วมกันจากหลายหน่วยงาน ถัวเฉลี่ย เพาะบางคนมีที่ดินแต่เป็นหนี้เยอะ บางคนเป็นหนี้เยอะ รายได้ไม่มี บางคนเป็นเกษตรกร รายได้ขึ้นอยู่กับราคาผลผลิตในแต่ละปี

“เรื่องการอุทธรณ์ แม้รัฐบาลจะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โดยพยายามทำศูนย์ One Stop Service แต่มองว่าเป็นการผลักภาระให้ประชาชนที่วันนี้ก็ลำบากอยู่แล้ว เข้าไม่ถึงทั้ง One Stop Service เข้าไม่ถึงทั้งระยะเวลาอุทธรณ์ คำถามคือรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร ดังนั้นพรรคประชาชน อยากเสนอให้รัฐบาลต้องมีหน้าที่ในการพิสูจน์ความจนของประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนที่ลำบากอยู่แล้ว ต้องมานั่งอธิบาย พิสูจน์ความจน ความเดือดร้อน โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐต้องบูรณาการทำงานในฐานะที่มีข้อมูล” นายวีรยุทธ กล่าว

ด้านนายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลต้องทบทวนเกณฑ์การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ เพื่อให้ตรงเป้า แล้วทำให้ผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือจากรัฐเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ แต่จากปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนว่ารัฐบาลคิดไม่รอบด้าน ไม่รอบคอบ นโยบายชักเข้าชักออก อย่างเดือนมิถุนายน ก็มีประเด็นเรื่องลูกที่นำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี สุดท้ายถูกตัดสิทธิ์ ก็ถูกนำกลับเข้ามาใหม่ ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกัน

“ต้องย้ำว่าเกณฑ์และระบบคัดกรองมีปัญหาจริงๆ ส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานของส่วนราชการ หน่วยงานรัฐ การประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐมีปัญหา และทางแก้ที่รัฐบาลเสนอต่อประชาชนก็ไม่ตอบโจทย์ ไม่สามารถแก้ความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน ที่สำคัญเกณฑ์ที่รัฐบาลใช้ในขณะนี้ แข็งเกินไปและไม่แม่นยำ ไม่เข้าใจชีวิตประชาชน แถมการย้ายผู้ไม่ผ่านเกณฑ์สวัสดิการแห่งรัฐ ไปเข้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 คำถามคือถ้าเขาลำบากจริง เขาอาจไม่มีเงินอีก 40% ด้วยซ้ำ นี่ก็สะท้อนว่าแผนของรัฐบาลไม่ตอบโจทย์” นายสิทธิพล กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top