‘แรร์ ชูการ์’...นํ้าตาลในฝัน พิชิต‘อ้วน’...พิฆาต‘เบาหวาน’

‘แรร์ ชูการ์’...นํ้าตาลในฝัน พิชิต‘อ้วน’...พิฆาต‘เบาหวาน’

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

# เพราะชีวิตขาดหวานไม่ได้…

ขึ้นชื่อว่า “ของหวาน” แล้ว เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนคง “น้ำลายสอ” มนุษย์เราคุ้นเคยกับการทำให้ “อาหาร-เครื่องดื่ม-ขนม” มีรสหวานแทบทั้งสิ้น “น้ำตาล” ถือเป็นเครื่องปรุงสามัญประจำร้านอาหารทุกประเภท ไปจนถึงในเกือบทุกครัวเรือน


ทว่า...อีกมุมหนึ่ง การบริโภคอาหารที่มีรสหวานบ่อยครั้ง อาจ “นำภัย” มาสู่ตัวได้เช่นกันโดยเฉพาะโรคร้ายอย่าง...

เบาหวาน!!!

ข้อมูลจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่สำรวจร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่า ช่วงปี 2557-2558 จากการสุ่มตรวจสุขภาพประชากรไทย 21 จังหวัด รวม 19,468 คน จากนั้นนำมาคำนวณ แล้วพบว่ามี “กลุ่มเสี่ยง” ป่วยเป็นเบาหวานโดยไม่รู้ตัวมากถึง 7.7 ล้านคน เนื่องจากคนไทยนิยมบริโภคน้ำตาลมากกว่าที่ควรจะเป็น หรือไม่เกิน 4-8 ช้อนชาต่อวัน ตามมาตรฐานของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ถึง 4-7 เท่าตัว

ที่ผ่านมา เมื่อผู้ใดป่วยเป็นเบาหวาน ย่อมต้อง “ควบคุมการกิน” อย่างเข้มงวด ของหวานทุกชนิดกลายเป็น “เรื่องต้องห้าม” ไม่สามารถบริโภคได้อีกต่อไป เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานจะไม่มีฮอร์โมนที่ทำหน้าที่นำน้ำตาลไปใช้อย่าง “อินซูลิน” (Insulin) หรือถึงมีก็มีน้อยกว่าคนปกติทั่วไป ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นพรวดๆ ได้ แม้รับประทานอาหารหวานเพียงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการค้นพบสารบางอย่างที่อาจเป็น “ความหวัง”...

ไม่นานนี้ “คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่” (มช.) ได้เปิดเผยงานวิจัยที่ทำร่วมกับ มหาวิทยาลัยคากาวา ประเทศญี่ปุ่น (Kagawa University,Japan) เกี่ยวกับการใช้ “แรร์ ชูการ์” (Rare Sugar) มาใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน แล้วพบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดและลดน้ำหนักตัวของผู้เข้าร่วมการทดลองได้มาก

“ศ.นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์” ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยทางคลินิก คณะแพทยศาสตร์มช. เปิดเผยว่า สำหรับประเทศไทย ขณะนี้ทำการศึกษามาได้ประมาณ 2 เดือน กับอาสาสมัคร60 คน มีการติดตามอย่างใกล้ชิดทั้งตรวจสุขภาพ วัดสัดส่วนร่างกาย ตรวจเลือดและเอกซเรย์ ซึ่งเมื่อครบ 6 เดือน ทาง มช. จะได้ส่งผลการวิจัยไปที่มหาวิทยาลัยคากาวา เพื่อวิเคราะห์และสรุปผลอีกครั้ง

ด้าน “ผศ.พญ.ศุภวรรณ บูรณพิร”อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์มช. กล่าวว่า น้ำตาลที่เรียกกันว่า แรร์ ชูการ์ “หายากสมชื่อ” เพราะแม้จะพบได้ทั่วไปเหมือนน้ำตาลปกติ แต่ “พบได้น้อยมาก” กระทั่งทางมหาวิทยาลัยคากาวา สามารถสกัดออกมาได้ และทำให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น เพื่อนำมาทดสอบคุณสมบัติ แล้วพบว่าน้ำตาลชนิดนี้ “มหัศจรรย์” เนื่องจากรับประทานแล้ว ระดับ “น้ำตาลในเลือด” ไม่เพิ่มขึ้นเหมือนน้ำตาลปกติทั่วไป

“คุณสมบัติของ แรร์ ชูการ์ คือ มีความหวานน้อยกว่าน้ำตาลปกติ 70-80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว นอกจากน้ำตาลในเลือดจะไม่ขึ้น ยังทำให้น้ำตาลหลังอาหารลดลงจึงเหมาะกับคนไข้เบาหวาน เพราะเมื่อรับประทานอาหารไปแล้ว คนไข้เบาหวานจะมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าคนทั่วไป แต่ถ้ารับประทานแรร์ชูการ์ น้ำตาลหลังอาหารจะขึ้นช้ากว่า ขึ้นแล้วอยู่นานกว่า นั่นแปลว่าเราจะอิ่มนานและรับประทานอาหารอื่นน้อยลง” พญ.ศุภวรรณ ระบุ

นักวิจัยรายนี้ กล่าวอีกว่า ผลการศึกษาในประเทศญี่ปุ่น พบว่าผู้ที่บริโภค “แรร์ ชูการ์” เมื่อไปวัดสัดส่วนและเข้าเครื่องเอกซเรย์ “น้ำหนัก”ลดลง โดยเฉพาะ “ไขมันในช่องท้อง” ซึ่งในทางการแพทย์จัดว่าเป็นไขมันที่ไม่ดี จึงเป็นที่สนใจไปทั่วโลก ส่วนการทดลองในไทย ขณะนี้ได้ทำกับอาสาสมัครที่เป็นคนอ้วนแต่มิได้เป็นโรคเบาหวาน โดยให้รับประทานน้ำตาลแรร์ ชูการ์ครั้งละ 5 กรัม วันละ 3 มื้อ แล้วติดตามผลว่าจะสามารถลดน้ำตาลในเลือด ลดน้ำหนัก ลดไขมัน และโดยเฉพาะไขมันในช่องท้องได้หรือไม่? มากน้อยเพียงใด?

หากได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ย่อมถือเป็น “ข่าวดี” ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน หรือแม้แต่สำหรับผู้ที่อยาก “ลดน้ำหนัก” แต่ยังไม่สามารถเลิกกินหวานได้อย่างเด็ดขาดในเสียทีเดียว

“ถ้าเขาอยากกินหวาน เขาก็อาจจะต้องกินมากขึ้น แต่ว่ามันไม่มีพลังงาน ดังนั้นเขากินมากขึ้นมันก็อาจจะไม่มีปัญหาอ้วน แต่เรากำลังดูว่าถ้าเขากินเยอะๆ มันจะมีผลข้างเคียงอะไรหรือเปล่า แต่ ณ ปัจจุบัน ยังไม่เห็น” พญ.ศุภวรรณ ระบุ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การทดลองในไทยยังอยู่ในขั้นดำเนินการเท่านั้น ซึ่งโครงการนี้จะสมบูรณ์พร้อมสำหรับการเผยแพร่ได้ ประมาณเดือน ก.ค.-ส.ค. 2560

เว็บไซต์ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เผยแพร่ข้อมูลสถิติโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หอบหืด อ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2557 มีผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 670,664 คน คิดเป็น 1,032.50 คนต่อประชากร 1 แสนคน

เช่นเดียวกับ รายงานการระบาดของโรคเบาหวานและผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย ของสมาคม ระบุว่า จากข้อมูลในปี 2552 ผู้ป่วยเบาหวาน 1 คน จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษา 28,200 บาทต่อคนต่อปี และทำให้สูญเสียงบประมาณโดยรวมถึง 50,000 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมปัญหาโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากเบาหวาน เช่น ดวงตาถูกทำลายจนบอด ไตวาย โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือเป็นแผลที่เท้าแล้วสูญเสียประสาทการรับรู้ที่เท้า จนต้องตัดขาทิ้ง เป็นต้น

นอกจากนี้ “นพ.เพชร รอดอารีย์” เลขาธิการสมาคม เคยให้ข้อมูลผ่านสื่อไว้เมื่อเดือน พ.ย.2558 ระบุว่า คนไทยที่อายุมากกว่า 15 ปี เป็นเบาหวานร้อยละ 6.9 ประชากรวัยกลางคน อายุระหว่าง 45-59 ปี เป็นเบาหวานถึงร้อยละ 10.1 และประชากรวัยทำงาน อายุ30-44 ปี เป็นเบาหวานร้อยละ 3.4

นอกจากจำนวนจะสูงขึ้นแล้ว ยังพบว่ามากว่าครึ่งหนึ่งไม่ทราบว่าตัวเองเป็นเบาหวาน และผู้ที่มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานในอนาคตอีกกว่าร้อยละ 10 ดังนั้นแต่ละคนต้อง “ลดเสี่ยง” ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารอย่างจริงจัง จะช่วยลดความเสี่ยงได้ถึงร้อยละ 70

แน่นอนว่าคงไม่ง่ายที่ใครคนหนึ่งซึ่ง “ชีวิตติดหวาน” อยู่ดีๆ จะ “หักดิบ” เลิกกินหวานในทันที คงต้องใช้เวลาอย่างค่อยเป็นค่อยไป...

“แรร์ ชูการ์” ที่ มช. กำลังวิจัยอยู่นี้...

อาจกลายเป็น “ทางเลือก” ในอนาคต!!!

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top