วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
พญ.วันทนีย์ วัฒนะ รองปลัด กทม. ให้ความสำคัญในการให้บริการวัคซีนเอชพีวี
มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ในหญิงไทยที่รองจากมะเร็งเต้านม จากระบบเฝ้าระวังโรคมะเร็งของประเทศไทย พบว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ประมาณ 6,500 รายต่อปี และมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกประมาณ 2,000 รายต่อปี การฉีดวัคซีนเอชพีวีให้แก่เด็กหญิงไทยนับเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กที่เติบโตขึ้นไปในวันหน้าจะต้องมีความเสี่ยงในโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งจะมีผลกระทบทั้งต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ป่วย รวมถึงเป็นภาระของครอบครัว ดังนั้นภาครัฐจึงมีนโยบายการสนับสนุนให้ประชาชนได้รับวัคซีนป้องกันโรค และนับเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการควบคุมโรคในประเทศไทย
โรคมะเร็งปากมดลูกไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์ แต่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Human Papilloma Virus หรือเชื้อ HPV ชนิดที่ก่อมะเร็งแบบฝังแน่นซึ่งปัจจุบันพบว่ามีอย่างน้อยถึง 15 สายพันธุ์ ในประเทศไทยพบสายพันธุ์ที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูกมากที่สุดเช่นเดียวกับในภาพรวมของโลกคือ สายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ซึ่ง 2 สายพันธุ์นี้เกี่ยวเนื่องถึงประมาณร้อยละ 73.8 จากการศึกษาถึงประโยชน์และความคุ้มค่าของการใช้วัคซีน HPV ซึ่งมีหลายการศึกษาได้ยืนยันแล้วว่า การฉีดวัคซีน HPV ให้กับเด็กผู้หญิงในช่วงอายุ 10-12 ปี จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้อย่างสูงสุด
ภาครัฐบาลโดยหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ดำเนินโครงการขยายการให้บริการวัคซีนเอชพีวีในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค พ.ศ. 2560 แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครอบคลุมทั่วประเทศ เป้าหมายเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้หญิงไทยและลดอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ในอนาคต ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ได้ฉีดให้กับนักเรียนหญิงชั้น ป.5 ซึ่งมีช่วงอายุ 10-12 ปีทั่วประเทศจำนวน 4 แสนคนเป็นครั้งแรกในช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา ด้านกรุงเทพมหานครก็เป็นหน่วยงานที่ให้ความสำคัญในการให้บริการวัคซีนเอชพีวีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการมอบหมายให้ศูนย์บริการสาธารณสุขทุกแห่งให้บริการวัคซีนเอชพีวีแก่เด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน เป็นปีที่ 3 โดยมีอัตราความครอบคลุมการให้วัคซีนเอชพีวีอยู่ที่ร้อยละ 96-98ซึ่งนโยบายการให้บริการวัคซีนป้องกันโรคของภาครัฐได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้เกี่ยวข้องทั้งโรงเรียนและผู้ปกครอง ตลอดจนนักเรียนที่ได้รับการฉีดวัคซีนในโครงการ
สนั่น ประสพมิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าสนุก จ.พังงา หนึ่งในตัวแทนโรงเรียนในภูมิภาคที่เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า การให้บริการวัคซีนเอชพีวีแก่นักเรียนในครั้งนี้นับเป็นเรื่องใหม่ในชุมชนที่โรงเรียนต้องสร้างความรู้ความเข้าใจกับผู้ปกครองและนักเรียน เพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพของนักเรียนที่จะเติบโตและเป็นอนาคตของประเทศ เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ภาครัฐให้ความดูแลและช่วยเหลือแก่นักเรียนในภูมิภาคเพื่อป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกที่เป็นโรคร้ายแรง
ด้านหน่วยงานภาครัฐที่เข้าไปให้ความรู้โครงการ นวลศรี ด่านสกุลรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโคกไคร จ.พังงา กล่าวว่า โรคมะเร็งปากมดลูกเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ของโรคที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง วัคซีนเอชพีวีจึงมีความสำคัญและผู้หญิงไทยควรได้รับการฉีดวัคซีน เพราะวัคซีนนี้มีราคาค่อนข้างสูง กระทรวงสาธารณสุขซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของโรคและตระหนักถึงสุขภาพของผู้หญิงไทย จึงได้จัดทำโครงการนี้เพื่อแก้ไขปัญหาและลดอัตราการเจ็บป่วยหากผู้หญิงไทยได้รับวัคซีนป้องกันก็จะสามารถนำงบประมาณไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ได้
วิยดา ใจหล้า อายุ 30 ปี อาชีพพนักงานขายสินค้า มารดาเด็กฝาแฝด เด็กหญิงวธิดา-วนิดาไชยวงค์ เปิดเผยว่า “มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่อันตรายมาก เนื่องจากมีญาติที่เสียชีวิตจากโรคนี้หลายคน พอได้รับข้อมูลข่าวสารจากทางโรงเรียนจะมีการฉีดวัคซีนเอชพีวีเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกให้กับเด็กนักเรียนภายในโรงเรียนซึ่งรวมถึงลูกสาวฝาแฝดด้วย ก็รู้สึกดีใจ เพราะเป็นการป้องกันและช่วยลดค่าใช้จ่าย ขอบคุณหน่วยงานภาครัฐที่เห็นความสำคัญกับการฉีดวัคซีนในครั้งนี้ให้กับเด็กๆ ในอนาคตโรคนี้คงลดน้อยลง และไม่เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวเรา”
ตัวแทนนักเรียนที่ได้รับวัคซีนเอชพีวี เด็กหญิงศรสวรรค์ ยมโดย และ เด็กหญิงปนัดดา ประสารการ นักเรียนชั้น ป. 5 โรงเรียนบ้านท่าสนุก จ.พังงา ได้รับการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกในปี 2560 เล่าให้ฟังว่า โรคมะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่ร้ายแรงและอาจทำให้เสียชีวิตได้เมื่อโรงเรียนให้แบบฟอร์มเพื่อแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ ผู้ปกครองได้อนุญาตให้ฉีดเพื่อช่วยป้องกันโรค แม้ตอนแรกจะกลัวเจ็บ แต่เมื่อฉีดแล้วก็ปกติดี ไม่เจ็บเท่าไร หากมีรุ่นน้องมาสอบถามก็จะแนะนำว่าควรฉีดเพื่อช่วยป้องกันและสร้างภูมิต้านทาน
การฉีดวัคซีนเอชพีวีให้แก่เด็กหญิงไทยนับเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กที่จะเติบโตขึ้นไปในวันหน้าจะต้องมีความเสี่ยงในโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งจะมีผลกระทบทั้งต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ป่วย รวมถึงเป็นภาระของครอบครัว ตลอดจนภาครัฐต้องให้การช่วยเหลือ นโยบายการสนับสนุนให้ประชาชนได้รับวัคซีนป้องกันโรคของภาครัฐจึงเป็นแนวทางและเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการป้องกันควบคุมโรคในประเทศไทย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี