เสียง‘เด็ก-ครู-ผู้ปกครอง’ปี61  ดูผลโพลล์..มุมไหนก็ต้องปรับปรุง

เสียง‘เด็ก-ครู-ผู้ปกครอง’ปี61 ดูผลโพลล์..มุมไหนก็ต้องปรับปรุง

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เดือนมกราคมของทุกปี..เป็นเดือนที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับ “อนาคตของชาติ” เห็นได้จากมีทั้ง “วันเด็ก” ตรงกับวันเสาร์สัปดาห์ที่สองของเดือนมกราคม และ “วันครู” ตรงกับวันที่ 16 มกราคม ทั้งวันเด็กและวันครูในทุกๆ ปีก็จะมีกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยนอกจากกิจกรรมสนุกสนานของเด็กๆ และกิจกรรมเชิดชูเกียรติครูบาอาจารย์แล้ว ยังมี “เสียงสะท้อน” 
ที่เด็กอยากบอกกับผู้ใหญ่ และนักเรียนรวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองเสนอแนะเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทย

ในเดือน ม.ค. 2561 นี้ก็เช่นกัน ที่มีการเปิดเผย “ผลโพลล์”หลากหลายหัวข้อ อาทิ “ผลสำรวจความคิดเห็นที่เยาวชนมีต่อประเทศไทย ประจำปี 2560” ที่จัดทำโดย องค์กรนิวกราวด์ องค์กรศึกษา วิจัย และสนับสนุนให้เกิดการแก้ปัญหาคุณภาพชีวิต โดยการรวมตัวของเยาวชนรุ่นใหม่ ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่าง 7,010 คน แบ่งเป็นเยาวชน 6,010 คน และประชาชนทั่วไป 1,000 คน ระหว่างวันที่ 3-31 ธ.ค. 2560 พบว่า


1.สิ่งที่เยาวชนนึกถึง ประกอบด้วย งาน เงิน อาชีพร้อยละ 17 ตามด้วย ตัวเอง สิ่งใหม่ๆ ศิลปะ ครอบครัว ร้อยละ 4-62.สิ่งที่ขาดหายไปในการนำเสนอของสื่อมวลชน ประกอบด้วย ประเด็นว่าด้วยผู้ใหญ่และเยาวชน ร้อยละ 19 ตามด้วย สาระ ความรู้ สร้างสรรค์ใหม่ๆ ร้อยละ 15 และการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ร้อยละ 8 นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า “นำเสนอประเด็นดาราและความบันเทิงมากเกินไป” อีกด้วย 3.มุมมองต่อประเทศไทย มีทั้งใน “ด้านดีๆ” คือความไม่ลำบาก อาหารอร่อยคนไทยน่ารัก แต่ “ที่ควรปรับปรุง” คือการศึกษา บริการสาธารณะและการคมนาคม

และ 4.สิ่งที่อยากได้จากผู้ใหญ่ ประกอบด้วย การรับฟังและความเข้าใจ ร้อยละ 25 เงิน ร้อยละ 11 และของขวัญ ร้อยละ 8อีกทั้งเยาวชนกลุ่มตัวอย่างยังสะท้อนว่า “ผู้ใหญ่ขอโทษหรือแสดงความรู้สึกผิดต่อเด็กเยาวชนน้อยมาก” ให้เพียง 24 คะแนนเท่านั้น และ “เยาวชนยังรู้สึกเป็นตัวของตัวเองน้อยเมื่ออยู่กับผู้ใหญ่” หรือให้เพียง 39 คะแนน แต่เมื่ออยู่กับกลุ่มเพื่อนจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก อยู่ที่ 83 คะแนน

เรื่องข้างต้นสอดคล้องกับคำถามเรื่อง “การค้นหาคำตอบในสิ่งที่สงสัย” เยาวชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ระบุว่า “ค้นหาข้อมูลต่างๆ จากอินเตอร์เนตมากที่สุด” ถึง 82 คะแนน รองลงมาคือจากเพื่อน 62 คะแนน จากสถาบันการศึกษา 52 คะแนน และ “จากผู้ใหญ่น้อยที่สุด” เพียง 37 คะแนน นอกจากนี้จากการเก็บตัวอย่างกระทู้บนเว็บไซต์ที่เด็กและเยาวชนนิยมใช้งานอย่าง Dek-d.com จำนวน 500 กระทู้ ช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. 2560พบว่า ร้อยละ 67 หรือส่วนใหญ่ เป็นการระบายปัญหาความสัมพันธ์กับครูบาอาจารย์

ผลโพลล์ต่อมา ศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Poll) ในหัวข้อ “ครูไทย ยุคไทยแลนด์4.0” สำรวจความคิดเห็นจากประชาชนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,253 คน ระหว่างวันที่ 10-12 ม.ค. 2561 พบว่า 1.สังคมไทยอยากได้ “ครูดี” ก่อน “ครูเก่ง” โดยคุณสมบัติของครูบาอาจารย์ที่กลุ่มตัวอย่างต้องการ 3 อันดับแรก อันดับ 1 ร้อยละ 26.98 ตอบว่า เป็นคนดีมีคุณธรรม (เมตตา กรุณา ซื่อสัตย์สุจริต)รองลงมา ร้อยละ 22.82 เอาใจใส่ ในการสอนอย่างจริงจังเป็นแบบอย่างที่ดี และอันดับ 3 ร้อยละ 21.79 มีทักษะในการสอน ถ่ายทอดความรู้ได้ดี

2.สังคมไทยชื่นชม “ครูผู้ทุ่มเท” กับการสอน โดยสิ่งที่กลุ่มตัวอย่างระบุว่ารู้สึกประทับใจที่สุดเกี่ยวกับพฤติกรรมของครูบาอาจารย์ 3 อันดับแรก อันดับที่ 1 ร้อยละ 29.45 ความตั้งใจและเอาใจใส่ในการถ่ายทอดความรู้ ความสามารถให้แก่เด็กนักเรียนรองลงมา ร้อยละ 24.82 เป็นคนดี มีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นแบบอย่างที่ดี และอันดับ 3 ร้อยละ 20.51 การคอยชี้แนะให้คำแนะนำ คำปรึกษาในเรื่องต่างๆ

3.สังคมไทยอยากให้ครูไทยเน้น “ทักษะชีวิตผสานเทคโนโลยี” กับเยาวชนเพื่อเตรียมพร้อมรับยุค 4.0 โดยเรื่องที่กลุ่มตัวอย่างฝากถึงครูบาอาจารย์ 3 อันดับแรก อันดับ 1 ร้อยละ37.19 สอนให้นักเรียนมีทักษะทางด้านสังคม ด้านคุณธรรม ควบคู่ไปกับเทคโนโลยี รองลงมา ร้อยละ 33.36 ปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการเรียนการสอน นอกเหนือจากการท่องจำจากตำรา และอันดับ 3ร้อยละ 32.64 ครูต้องเพิ่มพูนทักษะ ความรู้ความสามารถของตัวเองให้มากขึ้น

อีกโพลล์ที่น่าสนใจ “ผลสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนและครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และตัวแทนชุมชน” ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)ร่วมกับอีกหลายหน่วยงาน อาทิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์จิตวิทยาการศึกษา มูลนิธิยุวสถิรคุณ และมหาวิทยาลัยนเรศวร

การสำรวจนี่ใช้กลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 23,200 คน แบ่งเป็นนักเรียนชั้น ป.6, ม.3 และ ม.6 จำนวน 10,000 คน กลุ่มครูจำนวน 4,000 คน กลุ่มผู้บริหารสถาบันการศึกษา 200 คน และผู้ปกครองจำนวน 9,000 คน เลือกสถานที่สำรวจเป็นโรงเรียนขนาดกลาง 110 แห่ง พบว่าในมุมมองของเยาวชน 1.ความเข้าใจและเอาใจใส่จากครูต่อเยาวชนเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงความยุติธรรมไม่ลำเอียงด้วย

2.นักเรียนเองก็ต้องปรับปรุงพฤติกรรมเช่นกัน เช่นการอ่าน การค้นคว้าหาความรู้ และการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน 3.เวลาของครอบครัวเป็นสิ่งที่ขาด ผลสำรวจพบครอบครัวเอาใจใส่การเรียนของบุตรหลานน้อยเกินไป และ 4.ความสัมพันธ์กับเพื่อนก็สำคัญไม่แพ้กัน เช่น ความรู้สึกเป็นที่ยอมรับ การมีเพื่อนพูดคุยปรึกษาปัญหาต่างๆ ไปจนถึงการที่เด็กๆ สามารถช่วยติวกันเองได้

ขณะที่เสียงสะท้อนจากคนเป็นครู พบว่า 1.ครูไม่มั่นใจในความรู้ความสามารถของตนบางเรื่อง เช่น การสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ การวัดผลเพื่อพัฒนาผู้เรียน การปรับเทคนิคการสอนตามความต้องการผู้เรียน 2.ช่องว่างระหว่างครูกับผู้บริหารยังมีอยู่บ้าง เช่น การยอมรับในความสามารถ การเข้าถึง การรับฟังการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น

3.ความสัมพันธ์กับผู้ปกครองที่ครูไม่มั่นใจนัก ขาดความคุ้นเคยสนิทสนม และ 4.ความสัมพันธ์ระหว่างครูด้วยกันก็ยังมีเรื่องให้เติมเต็ม เช่น การช่วยเหลือระหว่างเพื่อนครูในแง่แลกเปลี่ยนวิธีการสอน การพูดคุยปัญหาในห้องเรียน เพื่อพัฒนาร่วมกัน สุดท้ายมุมมองจากผู้ปกครองคือ 1.ไม่มีเวลา ไม่สามารถใส่ใจการเรียนลูกอย่างเพียงพอ 2.รู้สึกห่างเหินกับโรงเรียน ไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ 3.ความมั่นใจต่อโรงเรียน ในบางเรื่องก็ได้รับผลกระทบ และ 4.ความมั่นใจในการสอนของครู ที่พบว่าลดน้อยลง

จากผลโพลล์ทั้ง 3 ที่เผยแพร่ออกมาในเดือนเดียวกันนี้หากนำมาเชื่อมโยงกันจากบทสรุปพบ 2 ส่วนคือ “ความคาดหวัง” เด็กและเยาวชนอยากเห็นครูบาอาจารย์ก็ดี หรือผู้หลักผู้ใหญ่ก็ตามยอมรับฟังและเข้าใจ มีความเป็นธรรมไม่ลำเอียง รวมถึงให้โอกาสพวกเขาได้เป็นตัวของตัวเอง ส่วนสังคมโดยรวม อยากให้ครูเป็นแบบอย่างที่ดีกับนักเรียน และเพื่อเตรียมความพร้อมในโลกยุคใหม่ การสอนควรผสมผสานระหว่างทักษะชีวิตและความรู้ด้านเทคโนโลยี

ทว่า “ความท้าทาย” ก็มีเช่นกัน ไม่ว่าตัวเยาวชนเองที่ต้องปรับปรุงพฤติกรรม ต้องกระตือรือร้นในการเรียนให้มากขึ้น เช่นเดียวกับครูด้วยกันเองรวมทั้งผู้บริหารสถาบันการศึกษาต้องทำงานร่วมมือกันมากขึ้น รวมถึงบทบาทของผู้ปกครองที่ขาดหายไป ซึ่งก็น่าเห็นใจเพราะโครงสร้างแรงงานของไทยตั้งอยู่บนการทำงานล่วงเวลา (OT) จนดึกดื่น หรือไม่ก็ต้องฝากลูกไว้ให้คนชราปู่ย่าตายายที่บ้านเกิดเลี้ยงส่วนตนเองต้องไปทำงานในเมืองใหญ่ เพื่อให้มีเงินมีรายได้เพียงพอส่งเสียให้ลูกอยู่ดีกินดีและได้เรียนหนังสือสูงๆ

เดือนมกราคม 2561 อีกไม่กี่วันก็จะผ่านไปแล้ว ก็หวังว่าผลสำรวจในปีหน้า อะไรๆ คงจะดีขึ้นกว่าเดิมบ้าง!!!

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top