วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
จำได้ว่าหลายสัปดาห์ก่อนเคยเขียนถึงนโยบายประชารัฐที่นายกฯ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ประกาศอย่างแข็งขันตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่าจะนำมาแทนที่นโยบาย “ประชานิยม” โดยมีหลักการสำคัญ คือ การใช้ “อำนาจรัฐ” เพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ และอยู่ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ซึ่งเอาเข้าจริงๆ กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะพอลงไปถึงระดับพื้นที่กลับยังพบปัญหาการใช้ “อำนาจรัฐ” อย่างผิดรูปแบบมากมาย
ทำให้สุดท้ายคนที่ซวย คนที่ถูกกดขี่ และคนที่เสียผลประโยชน์ ก็คือ ชาวบ้านตาดำๆ
กรณีเหมืองทอง กรณีพิพาทโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน กรณีประมงพื้นบ้าน และกรณีที่ดินของชาวเลในหลายจังหวัด คือ ตัวอย่างการถูก “กีดกัน” ออกจากกระบวนการมีส่วนร่วมและความไม่ยุติธรรมที่ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับ
อย่าไปโทษว่ามีเอ็นจีโอหรือมีใครไปยุยงส่งเสริมชาวบ้านให้ออกมาเคลื่อนไหวโวยวายขัดขวาง เพราะถ้ามันยุติธรรมจริงหรือมีการเปิดโอกาสชาวบ้านมีส่วนร่วม ไม่มีการ “มัดมือชก” จริง มันก็คงไม่มีใครอยากจะออกมาดิ้นรนร้องแรกแหกกระเชอให้มันเสียเวลาทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง
สารภาพตรงๆว่า เดิมทีเมื่อเกิดปัญหาเหล่านี้ ผมมองว่า “ตัวการ” ที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ คือ การใช้กลไกอำนาจรัฐของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในพื้นที่เป็นด้านหลัก หาใช่เกิดจากระดับนโยบายในรัฐบาลที่แอบยักคิ้วหลิ่วตาให้เจ้าหน้าที่เกิดความเอนเอียงไปเข้าข้างกลุ่มนายทุนผลประโยชน์ หรือหน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการที่มีปัญหาพิพาทกับชาวบ้านในพื้นที่
แต่ยิ่งนานวันก็ชักไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นมันถูกต้องหรือเปล่า?
เพราะด้วยนโยบายของรัฐที่ออกมาในระยะหลัง เริ่มส่อแสดงให้เห็นถึงความเข้ารกเข้าพง และห่างไกลจากคำว่า “ประชารัฐ” มากขึ้นทุกที
ดูอย่างคำสั่ง คสช.ที่ 9/2559 ที่ให้อำนาจส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งรับผิดชอบโครงการที่อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณารายงานการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ สามารถเสนอให้ ครม. พิจารณาอนุมัติให้ดำเนินโครงการไปพลางก่อนได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดําเนินการ ซึ่งเท่ากับเป็นการ “ทุบทำลาย” หลักการการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินโครงการของรัฐลงอย่างสิ้นเชิง และการมีส่วนร่วมของประชาชนลงอย่างสิ้นเชิง
เพราะเจตนารมณ์ของ “อีไอเอ” การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน ภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลัก เนื่องจากที่ผ่านมามีการ “ลักไก่” ก่อสร้างโครงการของรัฐมากมายที่ก่อผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชน เช่น โครงการ “เขื่อนปากมูล” ซึ่งก่อนก่อสร้างก็ทั้งชาวบ้านฝ่ายหนุน ฝ่ายต้าน แบ่งข้างมาตีกัน ขณะที่หน่วยงานรับผิดชอบอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ก็เดินหน้าดุ่ยๆให้ก่อสร้าง กระทั่งสร้างเสร็จผลออกมา ปรากฏว่าเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการทำประมงของชาวบ้าน เนื่องจากตัวเขื่อนไปขวางการเดินทางของปลาในฤดูวางไข่ จนสุดท้ายชาวบ้านทั้งฝ่ายหนุน ฝ่ายค้าน ต้องกลับมารวมกันตั้ง “หมู่บ้านแม่มูลมั่นยืน” ปักหลักประท้วงโครงการรัฐ เป็นอนุสรณ์สถานประจานความชุ่ยเอาแต่ได้ของรัฐมาจนถึงทุกวันนี้
เวลานี้รัฐบาลอาจจะอ้างว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงแค่การเดินหน้ากระบวนการแบบคู่ขนาน เพื่อร่นเวลาหลังจากอีไอเอผ่าน ก็สามารถเดินหน้าโครงการได้ทันที
แต่มีคำถามว่า แล้วไอ้ที่จะไปตกลงกับเอกชนนั่นน่ะ มันใช่หรือเปล่า?
เพราะการดำเนินโครงการใดๆ ในรายงานอีไอเอจะมีการกำหนดเงื่อนไขว่าจะต้องมีการทำอะไรบ้างไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นในเมื่อยังไม่มีเงื่อนไขตรงนี้มา แต่กลับไปมีการเจรจาต้าอวยกับเอกชน วางแผน วางงบประมาณ หรือดี
ไม่ดีอาจถึงขั้นออกแบบโครงการกันล่วงหน้ากันไปแล้ว
ถามจริงๆ ครับ มันใช่หรือเปล่า?
นี่ยังไม่พูดถึงข้อกังวลประเด็นเรื่องการทุจริต การกดดันให้ผ่านอีไอเอ หรือผลกระทบอื่นๆ ที่มองไม่เห็นและอาจจะตามมาอีกมากมาย ซึ่งผมขออนุญาตไม่ลงไปในรายละเอียด เพราะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาน่าจะมีหลายหน่วยงานที่
ไม่อยากจะคิดนะครับว่าที่นายกฯออกไปโวกับต่างชาติเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน แบบนั้น แบบนี้ ในหลายเวทีที่ผ่านมา สุดท้ายมันก็แค่ลมปาก
บอกตรงๆ ครับ เสื่อมศรัทธา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี