วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
18 เม.ย.59 ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมเป็นพยานในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “สารสนเทศเพื่อบริหารจัดการน้ำโดยเกษตรกรอย่างยั่งยืน” ระหว่าง สภาเกษตรกรแห่งชาติ กับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) เพื่อนำตัวอย่างความสำเร็จของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ด้วยการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถ่ายทอดสู่เครือข่ายเกษตรกร ให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนได้ด้วยตนเอง เกิดความมั่นคงด้านน้ำ และผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งการมอบนโยบายสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริเพื่อเกษตรกรสามารถแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างเป็นระบบอย่างยั่งยืน
พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ กล่าวว่า ถึงปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นว่าที่ผ่านมา ทาง คสช.ได้วางแผนในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการน้ำ การป้องกัน และแก้ปัญหาอุทกภัย ภัยแล้งและคุณภาพน้ำของประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งได้เสนอแผนงานโครงการและมาตราการเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำจากหน่วยงานของรัฐในการแก้ไขปัญหาในยามวิกฤต ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำปี พ.ศ. 2558-2569 เป็นระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี จำนวน 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค 2) การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการผลิต 3) การป้องกันและบรรเทาอุทกภัย 4 )การจัดการคุณภาพน้ำ 5) การฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน และ 6) การบริหารจัดการน้ำ แผนยุทศาสตร์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายให้หน่วยงานต่างๆ ที่ดูแลรับผิดชอบด้านทรัพยากรน้ำใช้เป็นกรอบแนวทางในการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ โดยแผนการดำเนินการดังกล่าวเป็นการ วางแผนบริหารจัดกการารน้ำเพื่อความมั่นคงของเกษตรกรอย่างยั่งยืนต่อไป

ขณะที่ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่ผ่านมาว่า ปีนี้ถือเป็นภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 15 ปี มีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติส่งผลให้แหล่งน้ำมีน้ำต้นทุนต่ำไม่สามารถใช้เพื่อการเกษตรได้ รัฐบาลประกาศปัญหาภัยแล้งเป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายด้านน้ำเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน ด้วยการขุดลอกคูคลอง ขุดบ่อบาดาล ทำฝนหลวง บรรเทาระยะสั้น แต่เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม คนไทยดำรงชีวิตได้ด้วยการอาศัยน้ำเป็นปัจจัยหลักในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ น้ำคือชีวิตของเกษตรกร ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือกันแก้ปัญหานี้ให้ดีที่สุด
โดยสภาเกษตรกรแห่งชาติที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรได้ตกลงร่วมมือกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ศึกษาเรื่องนี้ซึ่งพบว่ามีบางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งน้อย ประชาชนมีความเดือดร้อนไม่มากเพราะได้ปฏิบัติตามแนวพระราชดำริ โดยใช้แผนที่น้ำมาวางแผน เพื่อบริหารจัดการน้ำของชุมชน เช่น ชุมชนบ้านหนองปิ้งไก่ จังหวัดกำแพงเพชร ชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต จังหวัดขอนแก่น ชุมชนบ้านลิ่มทอง จังหวัดบุรีรัมย์ ชุมชนศาลาดิน จังหวัดนครปฐม อันมาจากการร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันแก้ปัญหา เป็นแบบอย่างที่สมควรขยายผลสู่ชุมชนอื่นทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนในรูปแบบประชารัฐในการแก้ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งจะช่วยขยายผลการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เกิดความมั่นคง ทั้งด้านน้ำ ด้านผลผลิต และด้านเศรษฐกิจชุมชน และเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีเอกภาพมากขึ้นด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการลงนามร่วมกันครั้งนี้สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรได้มอบข้อมูลสารสนเทศแผนที่น้ำระดับตำบล 150 ตำบล ให้สภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อนำไปขยายผลในการบริหารจัดการร่วกันของเกษตรกรที่เป็นเครือข่ายของสภาเกษตรกรทั่วประเทศโดยที 1.ลุ่มน้ำชี 15 ชุมชนในจังหวัดชัยภูมิ 2.ลุ่มน้ำปิตอนบน 9 ชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ 3.ลุ่มน้ำสาขาตรัง 15 ชุมชนในจังหวัดตรัง 5 ชุมชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช 4.ลุ่มน้ำน่าน 10 ชุมชนในจังหวัดน่าน 5.ลุ่มน้ำปราจีนบุรี 28 ชุมชนในจังหวัดปราจีนบุรี 1 ชุมชนในจังหวันครนายก 2 ชุมชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา 6.ลุ่มน้ำสาขาอิง 7 ชุมชนในจังหวัดพะเยา 7.ลุ่มน้ำสาขาทะเลน้อย 15 ชุมชนในจังหวัดพัทลุง 8.ลุ่มน้ำสาขาลำเซบาย 14 ชุมชนในจังหวัดยโสธร 2 ชุมชนในจังหวัดบุรีรัมย์ 9.ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก 8 ชุมชนในจังหวัดสระบุรี 10.ลุ่มน้ำตาปี 7 ชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 11.ลุ่มน้ำสาขาลำเซบก 12.ชุมชนในจังหวัดอุบลราชธานี
ทั้งนี้ หลังจากนี้แผนที่น้ำตำบลจะถูกนำไปสู่ชุมชนเพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำให้สามารถแก้ปัญหาภัยแล้งได้ตามแนวทางของชุมชนที่สามารถจัดการได้สำเร็จ รวมถึงสามารถใช้น้ำได้อย่างคุ้มค่า จัดการน้ำได้เมื่อน้ำมาก จนน้ำกับชีวิตของเกษตรกรไปด้วยกันได้อย่างพอดีตามแนวพระราชดำริฯ และสนับสนุนการมีส่วนร่วมและเสริมสร้างความเข้าใจของประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ตลอดจนบูรณาการสั่งงานด้านการบริหารจัดการน้ำกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อแก้ปัญหาในยามเกิดวิกฤติด้วย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี