แตกใบอ่อน : ‘น้ำขัง’หนักกว่าเดิม

แตกใบอ่อน : ‘น้ำขัง’หนักกว่าเดิม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เห็นสภาพเมืองกรุงช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาคงบอกได้คำเดียวว่า “ไม่น่าไว้ใจ” เลย

เพราะดังที่เห็นกันอยู่ว่า ฝนมาไม่ทันไร หลายพื้นที่ก็ต้องเจอกับสภาพน้ำท่วมขังกันชนิดเจิ่งนองเต็มไปหมดแทบทุกตรอกซอกซอย ซึ่งไม่ว่าผู้ว่าฯกทม. “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” จะเรียกว่า “น้ำขัง” รอการระบาย หรือเรียกว่าอะไร แต่ที่ชาวบ้านเขาเจอก็คือสภาพของ “น้ำท่วม” และรถติดหนึบไปทั่วบ้านทั่วเมือง จนชาวบ้านต้องออกมาบ่นด่ากันขรมไปหมด


เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้

ถ้าลองย้อนเหตุการณ์ไปดู เมื่อประมาณเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ก็เคยเกิดเหตุทำนองเดียวกัน หรือถ้านึกไม่ออกก็ลองนึกถึงคราวที่ผู้ว่าฯไล่คนกรุงที่ออกมาบ่นมาด่าให้ไป “อยู่ดอย” นั่นล่ะครับ

ความเหมือนกันของเหตุการณ์ในคราวนั้นกับครั้งนี้ ก็คือ จู่ๆ หลังจากเกิดฝนตกลงมาแค่ห่าเดียว สิ่งที่ทุกคนต้องเจอ คือสภาพน้ำท่วมขังอย่างหนักไม่ต่างจากในครั้งนี้ ทำให้หลายคนออกมาตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพการทำงานของ “อุโมงค์ยักษ์” ระบายน้ำของ กทม. ที่ทุ่มเงินไปไม่รู้กี่หมื่นกี่พันล้าน แต่ท้ายที่สุดก็ช่วยอะไรไม่ได้

แต่รอบนั้นผู้ว่าฯยังพอรอดตัวไปได้ เพราะเมื่อไล่ดูกันจริงๆ ก็พบว่า ตามคู่คลองและท่อระบายน้ำแห่งต่างๆ มีขยะสารพัดอย่าง ตั้งแต่ระดับใหญ่ๆอย่างตู้ โต๊ะ เก้าอี้ โซฟา ไปจนถึงเศษถุงพลาสติกเล็กๆ น้อยๆ อยู่เกลื่อนเต็มไปหมด ทำให้ไม่น่าแปลกใจเท่าไรว่าทำไมการระบายน้ำของ กทม. จึงห่วยแตกได้ขนาดนี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับรอบนี้ ถ้าจะหันกลับมาโทษขยะ โทษความมักง่ายของคนกรุงกันเหมือนเดิม ถามว่า จะโทษได้หรือเปล่า ผมก็ว่ายังได้อยู่ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ความมักง่ายพวกนี้ไม่เคยหายไปเลยจริงๆ เคยทิ้งยังไงก็ยังทิ้งกันอยู่แบบนั้น ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ต่อให้เก็บกันให้ตายไปข้าง ขยะก็ไม่มีทางหมด

ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างแรกเลยก็ต้องบอกว่า คนเมืองกรุงคงโทษใครไม่ได้นอกจากจะต้องโทษตัวเอง โทษความไม่มีวินัยในการทิ้งขยะของตัวเอง สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับ และต้องปรับเปลี่ยนนิสัยตัวเองให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นจะมีอีกกี่อุโมงค์ยักษ์ ก็คงช่วยไม่ได้

แต่เหตุที่เกิดขึ้น ครั้นจะไม่ถามหา “ความรับผิดชอบ” จากกทม.เลยก็คงจะไม่ได้ เพราะอย่างที่บอก บทเรียนมันมีอยู่แล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 และรู้ทั้งรู้ว่ากำลังเข้าหน้าฝน แต่แทนที่ กทม. จะเตรียมพร้อมป้องกัน กลับกลายเป็นว่าชาวบ้านชาวช่องต้องมาเจอกับสภาพที่หนักกว่าเดิม

นี่แม้แต่ในขณะที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ฝนห่าใหญ่ห่าใหม่ก็กำลังลงเม็ดตกลงมาอีกแล้ว ขณะที่ไอ้เจ้า“น้ำขัง”รอการระบายที่ผู้ว่าฯบอกไว้ ก็ยังระบายไม่หมดเสียที แล้วแบบนี้มันจะรอดหรือเปล่า

เรื่องปัญหาการระบายน้ำในกทม.ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ไม่มีใครเคยรู้ แต่คนเขาก็รู้กันทั้งบาง ขนาดวันก่อนนายกฯ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ก็ยังหยิบเอามาพูดถึง แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า เมื่อรู้แล้วได้จัดการยังไง หรือทำอะไรเพื่อช่วยแก้ไขหรือรับมือลงไปบ้าง

“กรรม” เป็นเครื่องชี้ผลแห่งการกระทำครับ อย่ามาโฆษณาชวนเชื่อให้เสียเวลาว่าทำโน่นทำนี่ไปแล้ว เพราะถ้าทำก็คงไม่สาหัสกันขนาดนี้

แทนที่ก่อนหน้านี้จะหาทางจัดการกับปัญหาการทิ้งขยะ แทนที่จะคิดลงทุนรื้อระบบการระบายน้ำเพื่อกำจัด “จุดอ่อน” ไปให้หมดเสียตั้งแต่เริ่มเห็นบทเรียนเมื่อปีที่แล้ว แต่นี่กลับปล่อยให้คาราคาซังเกิดปัญหาซ้ำขึ้นมาอีกจนได้

อย่าบอกนะครับว่าไม่มีงบประมาณ ถ้าไม่รู้จะหาจากไหนก็ลองไปดูโครงการสร้าง “แลนด์มาร์คเจ้าพระยา” เห็นมีตั้ง 1.4 หมื่นล้าน ลองเอามาสร้างมาปรับระบบระบายน้ำก่อนจะดีกว่าหรือไม่ เพราะโครงการนี้ก็ไม่เห็นจะมีความจำเป็นเร่งด่วนอะไร

วันนี้ทั้งรัฐบาลและกทม.ต้องกลับไปคิด ไปทบทวนได้แล้วนะครับ อย่าปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังอยู่แบบนี้ ไม่งั้นคงได้ “น้ำขัง” กันอีกหลายเดือน

มะลิลา

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top