วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
“...ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน ให้มีความสำเร็จสมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา ความปรารถนาของทุกคน คงไม่แตกต่างกันนัก คือต้องการให้ตนเอง มีความสุขความเจริญ และให้บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็น ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นคนมีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้ คือ ให้ความรัก ความเมตตากัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัยกัน...”
ยังจำกันได้หรือเปล่าครับ พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงให้พรกับพวกเราคนไทยทุกคนเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2554 หรือเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา
ถามว่าทำไมจู่ๆ ผมต้องนำพระราชดำรัสของพระองค์มาเขียนถึงในวันนี้ ซึ่งดูแล้วอาจไม่ถูกกาลเทศะ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงที่พระองค์ผู้เป็นที่รักของเราทุกคนเพิ่งเสด็จสวรรคตได้เพียงแค่สัปดาห์เศษ
คำตอบของผมมีแค่ข้อเดียวครับ คือ เวลานี้ผมกำลังเป็นห่วง
เป็นห่วงที่พวกเราทุกคนซึ่งกำลังอยู่ในภาวะความโศกเศร้ากับการจากไปของพระองค์ท่าน กำลังถูกอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก เข้ามาครอบงำสติของเรา
เป็นห่วงที่พวกเราทุกคนกำลังถูกกลุ่มคนที่ไม่หวังดีที่คิดร้ายต่อสถาบัน พยายามฉวยโอกาสในช่วงระหว่างที่พวกเรา
ทุกคนกำลังไว้ทุกข์ มาปลุกปั่น ยั่วยุ ให้เกิดความวุ่นวายตามมา
ดังเช่นกรณีการก่นด่ารุมประณามคนที่ไม่ได้ใส่ “ชุดดำ” โดยไม่ได้ยั้งคิดถึงเหตุผลความจำเป็นของอีกฝ่ายหนึ่งก่อนถึงสาเหตุที่เขาไม่ได้สวมชุดดำ
หรือแม้แต่การลุกฮือกันไปล้อมกรอบ ตามล้าง ตามล่า และบางครั้งถึงขั้นรุมประชาทัณฑ์คนที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายจาบจ้วงสถาบัน จนเกิดเป็นภาพ “ล่าแม่มด” ขึ้นมากลางประเทศไทย
เรื่องการสวมเสื้อดำหรือไม่สวมเสื้อดำ ผมคงขออนุญาตไม่พูดถึง เนื่องจากถึงเวลานี้เราทุกคนน่าจะทำความเข้าใจถึงภาวะความจำเป็นของแต่ละคนได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ดังนั้นจึงเหลือเพียงเรื่องเดียว คือ กรณีการ “ล่าแม่มด” กลุ่มคนที่จาบจ้วงสถาบัน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงที่สุด และเปราะบางที่สุด
ผมไม่ปฏิเสธนะครับ เป็นใครก็ต้องโกรธ เป็นใครก็ต้องไม่พอใจ ถ้าหากมีใครมายืนด่าพ่อเราอยู่ที่หน้าบ้านไม่หยุดหย่อนทุกวี่ทุกวัน และนับวันก็ยิ่งมีพฤติกรรมกำเริบเสิบสานหนักข้อขึ้นทุกวัน
ผมเองก็อยากออกไปตบปากคนพวกนี้เหมือนกับที่หลายท่านอยากทำเช่นกัน
แต่ในทางกลับกันถ้าลองย้อนคิดในมุมของ “พ่อ” ผมยังเชื่อว่าแม้ท่านจะเสียใจที่คนที่ท่านรักเหมือนลูก มากล่าวหาว่าร้ายใส่ท่าน แต่ท้ายที่สุดไม่ว่าจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขไหน ผมเชื่อมั่นอย่างไม่เคยนึกสงสัยเลยว่า สุดท้ายพ่อของเราท่านก็เลือกที่จะ “ให้อภัย”ทุกคนที่มาว่าร้ายใส่ท่าน
ไม่เชื่อลองไปสอบถามที่กรมราชทัณฑ์หรือไม่ก็กระทรวงยุติธรรมดูสิครับว่า แต่ละปีมีผู้ต้องขังในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือลดโทษจำนวนมากแค่ไหน
นั่นไม่ใช่เพียงเพราะพระองค์ท่านมีน้ำพระทัยที่กว้างขวางเท่านั้น
แต่ท่านยังรักลูกของท่านเท่ากันทุกคน
และสิ่งสำคัญที่สุด คือ พระองค์ท่านทรงมีความปรารถนาที่จะเห็นบ้านเมืองสงบร่มเย็น ไม่อยากเห็นลูกทะเลาะเบาะแว้งกัน ท่านจึงทรงเลือกที่จะ “ให้อภัย” และสอนให้เราทุกคนรู้จักการ “ให้อภัย” เหมือนดังพระราชดำรัสพรปีใหม่ 2554 ที่อัญเชิญมาให้ทุกท่านได้อ่าน
บางทีพวกเราอาจต้องเรียนรู้ถึงการให้อภัยกันให้มากขึ้น ปล่อยเขาไป
บ้านเมืองเรายังมีกฎหมายครับ ใครทำอะไรเอาไว้ ก็ปล่อยให้กฎหมายจัดการ อย่าไปหลงขาดสติลงไม้ลงมือทำอะไรลงไปโดยเด็ดขาด
เพราะมิเช่นนั้น คนที่สมปรารถนาก็จะเป็นคนที่ต้องการยั่วยุให้เกิดความวุ่นวายนั่นแหละครับ
มะลิลา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี