วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจทีเดียว สำหรับการรวมตัวกันออกมาขายข้าวกันเองของ “ชาวนา” ผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในหลายพื้นที่ ภายหลังจากถูก “โรงสี” กดราคารับซื้ออย่างหนัก เหลือเพียงตันละ 6,000 บาท สำหรับข้าวเปลือกความชื้นไม่เกิน 30% ส่วนข้าวเปลือกที่ความชื้นสูงกว่านี้หรือเป็นข้าวปลอมปนราคาจะยิ่งร่วงลงไปอีกอยู่ที่ตันละประมาณ 5,000 บาทเศษๆ
หรืออีกนัยก็คือ ข้าวเปลือกหอมมะลิที่ชาวนาปลูกกันมาแทบเป็นแทบตาย โรงสีเค้ารับซื้อกันอย่างเก่งที่สุดก็กิโลกรัมละ 6 บาทกว่าๆ เท่านั้น เอาไปซื้อ “มาม่า” ได้แค่ห่อเดียว อนาถไหมล่ะครับชีวิตชาวนา
เบื้องหลังข้าวราคาร่วงครั้งนี้ แม้บางคนอาจจะรู้สึกแหม่งๆกับเหตุผลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จู่ๆ ก็ประกาศโพล่งออกมาว่า เกิดจากฝีมือการสุมหัวร่วมมือกันระหว่าง “ไอ้โม่ง” นักการเมืองในพื้นที่ร่วมกับ “โรงสี” บางแห่งในการกำหนดราคาข้าวให้ต่ำลง โดยหวังให้เกิดประเด็นต่อประชาชนเพื่อให้เกิดการต่อต้านหรือขัดแย้งกับรัฐบาล
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว
เพราะปริมาณการผลิตและความต้องการข้าวหอมมะลิในตลาดทั้งในและต่างประเทศ ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงมากนัก ดังนั้นราคาจึงควรมีเสถียรภาพมากกว่านี้
นี่จึงนำมาสู่คำถามว่า สาเหตุที่ทำให้ราคาแกว่งจนร่วงลงอย่างหนักดังที่เป็นอยู่ในเวลานี้ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะอะไร หรือมีอะไรมาทำให้เกิดการ “บิดเบือน” ราคาในตลาดหรือไม่
นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่า ตามปกติผลผลิตข้าวหอมมะลิในประเทศไทยจะออกในเดือนตุลาคมเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น แต่จะไปออกมาที่สุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน จึงเท่ากับข้อเท็จจริงเวลานี้ จะต้องมีชาวนานำข้าวไปขายให้โรงสีเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น แต่ทำไมกลับมีการโหมกระพือข่าว “ข้าวราคาร่วง” กันอย่างเป็นบ้าเป็นหลังขนาดนี้
นั่นเป็นเพราะมีผู้จงใจ “เล่นเกม” ปลุกระดมอะไรกับชาวนาหรือไม่
งานนี้จึงต้องจับตาให้ดีว่าสุดท้ายแล้วจะมีหน่วยงานความมั่นคงไปเยี่ยมบ้านใครอีกบ้าง แว่วๆมาเบื้องต้นอย่างน้อยก็น่าจะเป็นที่ “พิจิตร” ที่หนึ่งล่ะ ที่ต้องตามดูกันให้ดี
นอกจากประเด็น “ไอ้โม่ง” ทุบราคาข้าวแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือปรากฏการณ์การออกมารวมตัวกันของชาวนา เพื่อสีข้าวกันเองและบรรจุขายกันเองผ่านช่องทางออนไลน์ โดย “ตัดตอน” ไม่พึ่งโรงสีหรือพ่อค้าคนกลาง ซึ่งได้รับกระแสตอบรับมากๆจากสังคม รวมถึงตัวของรัฐบาลที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงกับมาออกหน้าให้สัมภาษณ์สนับสนุน
ถ้าพูดกันแค่ในระยะสั้น เรื่องนี้ถือเป็นไอเดียที่ดี และดีมากๆ ทั้งในแง่ของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กับชาวนา โดยตัดพ่อค้าคนกลางและหันมาพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก แต่หากพูดกันในระยะยาว เรื่องนี้จะเป็น “ทางรอด” ได้จริงหรือไม่ ก็ยังเป็นคำถามที่คุยกันต่อ
เพราะในทางปฏิบัติที่แท้จริง การนำสินค้ามาขายเองไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจากจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น การทำการตลาด การสร้างแบรนด์และเอกลักษณ์ให้กับสินค้า รวมทั้งการแข่งขันกับผู้ค้ารายอื่นๆ โดยเฉพาะบรรดาสินค้าแบรนด์ “ขาใหญ่” ในตลาดทั้งหลายที่มีทั้ง “ทุน” และ “สายป่าน”ที่แข็งกว่ามาก
ที่พูดไม่ได้ตั้งใจจะทำลายความหวังของชาวนา แต่ผมกำลังมองว่าการจะเดินไปให้ถึงจุดนี้จริงๆ มันทำได้ และทำได้ไม่ยาก หากภาครัฐหันมาสนับสนุนกันอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่สักแต่พูดหรือเขียนเป็นแค่ตัวหนังสือในเอกสารนโยบายของหน่วยงาน
เช่นกรณีนี้ ถ้าอยากทำกันให้สำเร็จจริงๆ ก็อาจต้องใช้กระบวนการ “สหกรณ์” มาร่วมขับเคลื่อน เพราะที่ผ่านมา ผมก็เห็นทั้งรัฐบาล คสช. รวมถึงตัวนายกฯ หรือแม้แต่ รมว.เกษตรฯ“พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ” พูดอยู่บ่อยๆ ถึงการผลักดันบทบาทของขบวนการสหกรณ์ในประเทศไทย
ผมเคยได้ยินนโยบายการสนับสนุนให้สหกรณ์ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตการเกษตร แปรรูป ขนส่ง จัดจำหน่าย ได้ยินนโยบายผลักดันการเชื่อมโยงธุรกิจสหกรณ์ และได้ยินคำว่ารัฐต้องการผลักดันให้สหกรณ์เป็น “ผู้ค้ารายใหญ่” ของชุมชนเพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกร
นี่ไงครับ โอกาสมาถึงแล้วที่จะได้ทำ แถมยังเป็นโอกาสที่จะได้ช่วยเหลือชาวนาไทย ไม่ให้ตกเป็นเบี้ยล่างนายทุนพ่อค้าคนกลางไปพร้อมๆ กัน
ดังนั้นเวลานี้คงเหลืออยู่อย่างเดียว คือ รอดูว่า กระทรวงเกษตรฯและกรมส่งเสริมสหกรณ์จะคว้าเอาโอกาสนี้มาคิดมาทำอะไรกันบ้างหรือไม่?
มะลิลา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี