วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
ยังคงเป็นประเด็นที่เปรียบเสมือน“ฝีหนอง” เม็ดใหญ่ที่อักเสบอย่างหนัก จะรอก็เพียงอย่างเดียว คือ ฝีจะแตกขึ้นมาวันไหนเท่านั้น สำหรับกรณีการผลักดันโครงการก่อสร้าง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ในภาคใต้ โดยเฉพาะที่ จ.กระบี่ ซึ่งล่าสุดก็มีการเคลื่อนไหวของ “เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน” ที่พากันมาปักหลักทำกิจกรรมเคลื่อนไหวที่หน้าทำเนียบรัฐบาลฝั่งสำนักงาน ก.พ. เพื่อเรียกร้องให้ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน และผลักดันให้กระบี่เป็นพื้นที่นำร่องดำเนินการเรื่อง “พลังงานหมุนเวียน” เพื่อการพึ่งตนเอง 100%
ทั้งนี้แม้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะพยายามออกมาเบรกกระแสความแรงของกลุ่มภาคประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน แต่ยิ่งพูดก็ยิ่งดูเหมือนเป็นการราดน้ำมันลงไปในกองไฟให้คุโชนขึ้นมาอีก เพราะพูดไม่พูดเปล่าแต่นายกฯกลับยังมาทำเหมือน “ขู่” ชาวบ้านให้ระวังผลกระทบที่ในอนาคต โดยเฉพาะปัญหาไฟติดๆ ดับๆ ที่อาจตามมาอย่างแน่นอน
“วันนี้ใช้คำว่าชะลอไปก่อน อย่าต้องให้ใช้คำว่าระงับ ชะลอก็คือชะลอวันนี้ใช้คำว่าชะลอไปก่อน ก็ยังไม่ได้สร้างอะไรทั้งสิ้นสร้างยังไม่ได้ก็ไม่ได้ แต่ก็ระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยก็แล้วกัน ผมไม่ได้ไปข่มขู่ใคร เพียงแต่ว่าวันนี้ไฟฟ้าก็ยังติดๆ ดับๆ อยู่ในภาคใต้หลายแห่งเหมือนกัน”
นายกฯพูดแบบนี้ก็เป็นเรื่องสิครับ
เพราะจริงๆแล้ว ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่า ประเด็นปัญหาเรื่องไฟฟ้าในภาคใต้โดยเฉพาะกรณีไฟตกครั้งที่รุนแรงเมื่อปี 2556 เป็นเพราะไฟฟ้าในภาคใต้ไม่พอใช้จริงหรือไม่
ทั้งนี้ฝ่ายภาคประชาชนเขามองว่า ปัญหาไฟฟ้าในภาคใต้ที่เกิดขึ้นคราวนั้น ความจริงไม่ได้เกิดจากกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ แต่เป็นเพราะความล้มเหลวของระบบการจ่ายไฟมากกว่า โดยจากตัวเลขเมื่อปี 2556 ภาคใต้ใช้พลังงานไฟฟ้สูงสุด 2,683 เมกะวัตต์ ซึ่งภาคใต้เองมีกำลังผลิตติดตั้ง 2,415.7 เมกะวัตต์ เมื่อรวมไฟฟ้าอีก 3 ระบบที่เข้ามาเสริม ได้แก่ สายส่งจากภาคกลาง 650 เมกะวัตต์ การแลกไฟฟ้ากับประเทศมาเลเซียอีก 300 เมกะวัตต์โรงไฟฟ้าใหม่จะนะ ชุดที่ 2 จำนวน 766 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าฉุกเฉิน จ.สุราษฎร์ธานี 234 เมกะวัตต์ เฉลี่ยแล้วรวมทั้งสิ้น 4,065.7 เมกะวัตต์ ทำให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองล้นเกินในปัจจุบันถึงปี 2571
สิ่งนี้เองเป็นประเด็นที่ถูกนำมาตั้งข้อสงสัยถึงเหตุการณ์ไฟฟ้าดับพร้อมกันใน 14 จังหวัดภาคใต้นาน 6 ชั่วโมง เมื่อ 21 พฤษภาคม 2556 ว่า เป็นความล้มเหลวของระบบการจ่ายไฟมากกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอ
นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญอีกข้อ คือ “ต้นทุน” การผลิตไฟฟ้า ซึ่งฝ่ายสนับสนุนตั้งแต่ในระดับรัฐบาลและกระทรวงพลังงานต่างเชื่อกันเหลือเกินว่า การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินมีต้นทุนที่ถูกมากเมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานอื่น โดยเฉพาะการใช้พลังงานเชื้อเพลิงหมุนเวียน
ดังนั้นจึงมักมีคำขู่ตามออกมาอย่างต่อเนื่องว่า ถ้าไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็ให้ระวังค่าไฟจะสูงขึ้น?
แต่ผมไม่มั่นใจเช่นกันว่า นายกรัฐมนตรี รมว.พลังงาน หรือใครก็ตามที่ออกมาพูดด้วยประโยคเหล่านี้ จะรู้ หรือมีใครมารายงานข้อมูลที่ครบถ้วนบ้างหรือไม่ว่า การคำนวณดังกล่าวเป็นเพียงการคำนวณต้นทุน “ทางตรง” เท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วมันยังมีต้นทุน “ทางอ้อม” ที่แฝงอยู่อย่างมหาศาล
ผลกระทบต่อสุขภาพชุมชน ฝุ่นละอองจากการขนส่ง ผลกระทบต่ออาชีพประมงพื้นบ้าน รวมถึงสิ่งแวดล้อม และโดยเฉพาะการท่องเที่ยว
เหล่านี้โรงไฟฟ้าไม่ต้องจ่ายครับ คนที่จ่ายมันคือประชาชน คือชาวบ้าน
เขาถึงไม่คิดเป็นต้นทุน และราคามันถึงได้ถูกยังไงล่ะครับ
ชาวบ้านสมัยนี้ไม่ได้โง่นะครับ
ถ้ายังขืนพูดความจริงกันไม่หมด เพียงหวัง “จะเอาให้ได้” อยู่แบบนี้ ระวังจะจบไม่สวยนะครับ
มะลิลา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี